บรรยากาศทางเศรษฐกิจในช่วงนี้กำลังส่งสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานที่เริ่มคลี่คลายลง ทิศทางของราคาน้ำมันดิบ Brent ปัจจุบันได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ US$73-75 ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความกังวลด้านต้นทุนพลังงาน รวมถึงอุปสรรคด้านการเดินทางกำลังเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วนเตรียมทยอยกลับเข้าสู่จุดสมดุลอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี
ล็อกเป้า 4 หุ้น Laggard รับเทรนด์ฟื้นตัวครึ่งปีหลัง ต้นทุนลด-ท่องเที่ยวพุ่ง

ในช่วงรอยต่อของการฟื้นตัวเช่นนี้ หุ้นหลายตัวที่เคยถูกกดดันจากต้นทุนและความกังวลทางเศรษฐกิจยังคงมีราคาปรับตัวตามหลังตลาด หรืออยู่ในสถานะ Laggard แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานจะเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้นก็ตาม คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หุ้นกลุ่มใดกำลังอยู่ในจังหวะได้ประโยชน์สูงสุดจากการกลับสู่ภาวะปกติของเศรษฐกิจ และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงครึ่งหลังของปี บทวิเคราะห์นี้ THE SIGNALs จะพาไปสำรวจหุ้นเด่นที่ถูกจับตามองภายใต้ธีม “Normalization Plays” ซึ่งอาจกลายเป็นผู้ชนะรอบใหม่ของตลาดในระยะต่อไป โดยคุณพิริยพล คงวาณิช (Pizza), นักกลยุทธ์ BLS Wealth Research ได้ออกบทวิเคราะห์ไว้
ดังนั้น จังหวะนี้จึงเป็นโอกาสที่น่าสนใจในการหันมามองหุ้นกลุ่ม Laggards ที่ราคายังคงอยู่ต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤต โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่ม อาหาร โรงแรม และโรงพยาบาล ที่เตรียมรับอานิสงส์เชิงบวกอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ต้นทุนการผลิตผ่านจุดพีค คือ กุญแจสำคัญหนุนอัตรากำไรฟื้นตัว
สอดรับกับการปรับตัวลงของราคาพลังงาน สิ่งที่ตามมา คือ การลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกันในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ ต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์มักมีทิศทางปรับลดลงได้รวดเร็วกว่าต้นทุนส่วนอื่นๆ ทำให้แรงกดดันในภาคการผลิตเริ่มคลายตัวลง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ ราคาทูน่าที่ปรับตัวลดลงจาก US$2,000 ต่อตัน ในช่วงเดือนมีนาคม ลงมาอยู่ที่ระดับ US$1,730 ต่อตัน ในเดือนพฤษภาคม ในขณะเดียวกัน ต้นทุนเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ก็มีแนวโน้มที่จะทำจุดสูงสุดไปแล้วในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 (2Q26) ก่อนจะทยอยปรับลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าต้นทุนที่สูงในช่วงก่อนหน้าอาจยังมีผลกระทบตกค้าง (Spill over) อยู่บ้างในไตรมาส 3 (3Q26) ทว่าในภาพรวม แรงกดดันเหล่านี้จะค่อยๆ หายไป ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูอัตรากำไร (Margin Recovery) ของกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มให้กลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง (อ้างอิงข้อมูลทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกและดัชนีราคาผู้ผลิตจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจมหภาค)
Travel Normalization เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนกลุ่มท่องเที่ยวและโรงพยาบาล
นอกเหนือจากประเด็นด้านต้นทุน ภาคการเดินทางก็กำลังเข้าสู่โหมดฟื้นตัวอย่างเต็มกำลัง โดยต้นทุนการเดินทางที่ลดลงได้กลายมาเป็นปัจจัยสนับสนุนให้นักเดินทางระหว่างประเทศกลับมาคึกคัก
ยิ่งไปกว่านั้น ภาครัฐยังเตรียมผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ โดยเตรียมเสนอใช้งบกลางปี 70 วงเงินไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2026” ซึ่งเป็นรูปแบบ Co-payment แจกสิทธิไม่น้อยกว่า 1 ล้านสิทธิ สนับสนุนค่าที่พักและเดินทางมากกว่า 3,000 บาทต่อสิทธิ โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้ในช่วงปลายปีนี้ยาวไปถึง 8 เดือนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
ถัดมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬายังมีแผนงัดแคมเปญเชิงรุกเพิ่มเติม เช่น โครงการ Buy International, Free Thailand Domestic Flights (แจกตั๋วเครื่องบินในประเทศฟรีสำหรับชาวต่างชาติที่ซื้อตั๋วบินเข้าไทย) และโครงการ Thailand Summer Blast ที่มุ่งสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ
ในอีกฟากหนึ่ง ตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีนก็มีอัตราการเติบโต โดยพุ่งขึ้นถึง 18% YoY ในช่วง 5 เดือนแรกของปี (5M26) แซงหน้าคู่แข่งอย่างเวียดนามไปแล้ว และยังมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องรับช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนของจีน (ก.ค.–ส.ค.) ลากยาวไปถึงวันหยุด Golden Week ในเดือนตุลาคม และงานมหกรรมดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland ในเดือนธันวาคม (อ้างอิงแนวนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม)
Economic Normalization เศรษฐกิจเตรียมผ่านจุดต่ำสุด แต่คงกลยุทธ์ Selective Alpha
จากภาพรวมทั้งหมด นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะทำจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วง 3Q26 ก่อนที่จะเริ่มทยอยฟื้นตัวใน 4Q26 โดยมีพระเอกหลัก คือ ภาคการท่องเที่ยว การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ทว่า การบริโภคภายในประเทศอาจจะยังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง แม้ราคาดีเซลจะผ่านจุดพีคมาแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในจุดที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าราคาดีเซลจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 35-40 บาทต่อลิตร ในช่วง 3Q26 ซึ่งทะลุเพดานเดิมที่ 29.94 บาทต่อลิตรไปมากกว่า 15%
ปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ทำให้ Upside ของดัชนี SET อาจถูกจำกัดอยู่บริเวณ 1,620 จุด ดังนั้น กลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ที่สุดในเวลานี้ คือ การเฟ้นหาหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว (Selective Alpha) เน้นสะสมหุ้นที่ราคายัง Laggard กำไรกำลังจะผ่านจุดต่ำสุด และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง
Laggard Universe กางโผหุ้นราคายังรั้งท้ายตลาด แต่พื้นฐานเตรียมผงาดรับเทรนด์ฟื้นตัว

ภาพตารางล่าสุดที่ปรากฏนี้ ถือเป็นเสมือน “แผนที่” (Master List) ที่กางให้เห็นภาพรวมของจักรวาลหุ้น Laggard จำนวน 19 บริษัท โดยเป็นกลุ่มที่ราคาหุ้นบนกระดานยังคงปรับตัวอยู่ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (สังเกตได้จากคอลัมน์ % of pre-war price ที่ติดลบทั้งหมด)
มากไปกว่านั้น สิ่งที่ตารางนี้เหนือกว่าตารางก่อนหน้า คือ การลงลึกถึงมิติของ “ความสามารถในการทำกำไร” (Profitability) อย่างละเอียด ทั้งในแง่ของกำไรสุทธิ (NP) และกำไรหลักจากการดำเนินงาน (Core Profit) โดยมีการเปรียบเทียบแนวโน้มการเติบโตทั้งแบบรายปี (YoY) และรายไตรมาส (QoQ) สำหรับช่วงไตรมาส 2 และภาพรวมทั้งปี 2026
จุดที่น่าจับตามอง คือ อะไร? หากกวาดสายตาดูในตาราง จะเห็นสัญลักษณ์ “รูปดาว 🌟” ที่ถูกมาร์กไว้หลังชื่อหุ้น 4 ตัว ได้แก่ BH, ICHI, TU และ ERW ซึ่งเป็นการไฮไลต์ให้เห็นว่า ท่ามกลางหุ้นนับสิบตัวที่ราคายังตามหลังตลาด หุ้น 4 ตัวนี้คือ “เพชรเม็ดงาม” ที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วว่ามีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวที่แข็งแกร่ง (Tactical Trading Plays) ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่กำลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรืออานิสงส์เชิงบวกจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวชัดเจน
สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์กำไรหลัก (Core profit % Y 2026E) ที่สะท้อนภาพการเติบโตที่เป็นบวก ผสานกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (%Div Yld 26E) ที่อยู่ในระดับน่าดึงดูด ข้อมูลชุดนี้จึงเป็นแกนกลางสำคัญที่ช่วยยืนยันด้วยหลักการทางสถิติว่า กลุ่มหุ้นติดดาวเหล่านี้มีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะทะยานกลับเข้าสู่จุดสมดุลอีกครั้ง
สแกน 4 หุ้นเด่น Tactical Trading Plays รับเทรนด์ฟื้นตัว
- ICHI (คาดการณ์ปันผลปี 2026 ที่ 7%) กลุ่มสินค้าน้ำด่างมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นถึง 30-40% YoY ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. (คิดเป็นสัดส่วน 18% ของรายได้รวม) ทางด้านชาเขียวก็เริ่มกลับมาฟื้นตัว 2-4% YoY (พลิกจากที่ติดลบ -5% YoY ใน 1Q26) ภาพรวมรายได้จึงคาดว่าจะเติบโตราว 10% YoY นอกจากนี้ ยังได้รับผลบวกจากโครงการไทยช่วยไทย ผสานกับต้นทุนพลาสติกที่ทำจุดสูงสุดไปแล้วใน 2Q26 ซึ่งจะเข้ามาหนุน Margin ในช่วงครึ่งปีหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- TU (คาดการณ์ปันผลปี 2026 ที่ 6%) คาดว่ากำไรจะทำจุดต่ำสุดใน 2Q26 และเตรียมฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง รับอานิสงส์จากราคาต้นทุนทูน่าที่ปรับลงจาก US$2,000 ต่อตัน (มี.ค.) มาอยู่ที่ US$1,730 ต่อตัน (พ.ค.) รวมถึงต้นทุนพลังงานและแพ็กเกจจิ้งที่เริ่มผ่อนคลายลง (ราคาเหล็กอ่อนตัวจากจุดสูงสุดในเดือน พ.ค.) แม้อาจมี Spill over บ้างใน 3Q26 แต่ภาพรวมต้นทุนหลักได้ผ่านพ้นช่วงที่กดดันที่สุดไปแล้ว
- ERW แนวโน้มรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ในช่วง 2Q26 พลิกกลับมาเติบโตเป็นบวก 4% YoY จุดแข็งคือมีสัดส่วนลูกค้าชาวจีนและอินเดียรวมกันสูงถึง 21% เมื่อเทียบกับคู่แข่งในกลุ่ม พร้อมรับแรงส่งจากยอดนักท่องเที่ยวจีน 5M26 ที่พุ่ง 18% YoY นอกจากนี้ สัดส่วนโรงแรมในกรุงเทพฯ และพัทยาที่สูงถึง 69% ของรายได้ จะเป็นฐานรับรายได้ก้อนใหญ่จากงาน MICE และ Events ระดับนานาชาติใน 4Q26 ทั้งการประชุม IMF2026 (ต.ค.) และงาน Tomorrowland (ธ.ค.)
- BH คาดกำไร 2Q26 เป็นจุดต่ำสุดก่อนจะติดเครื่องฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี ปัจจุบันผู้ป่วยต่างชาติเริ่มทยอยเดินทางกลับมาแล้วถึง 60-70% (ข้อมูลเดือน พ.ค.) เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มคนไข้จากตะวันออกกลางที่เริ่มกลับมาเดินทางได้ปกติหลังสถานการณ์คลี่คลาย
เช็ก Valuation 4 หุ้น Laggard สถิติชี้ราคายังถูก-ปันผลเด่น

สำหรับตาราง “แนวโน้มทิศทางกำไร และเงินปันผล” หุ้นทั้ง 4 ตัวที่คัดกรองมานั้นไม่ได้มีดีแค่สตอรี่การฟื้นตัว แต่ยังมีชุดข้อมูลทางสถิติที่สนับสนุนความน่าสนใจอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถแยกแยะรายละเอียดออกมา ได้ดังนี้
- ราคาหุ้นยังอยู่ในโซนลดราคา (Discount Zone) : เมื่อพิจารณาจากช่อง % of pre-war price จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตัวเลขของหุ้นทั้ง 4 บริษัทอยู่ในแดนลบทั้งหมด นำโดย BH ที่ปรับตัวลงลึกถึง -13.4% ตามมาด้วย ICHI ที่ -7.4% TU ที่ -6.5% และ ERW ที่ -4.4% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ราคาหุ้นบนกระดานยังคงตามหลังตลาด (Laggard) และยังไม่ได้สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง จึงเปิดอัปไซด์ให้ลุ้นทำกำไรได้อีกมาก
- กำไรเริ่มผ่านจุดต่ำสุดและพร้อมส่งสัญญาณฟื้นตัว (EPS Revision) : หากสังเกตที่การปรับประมาณการกำไรในรอบ 3 เดือน (%EPS Revis 3M) จะพบว่า ที่ผ่านมาหุ้นเหล่านี้ถูกปรับลดความคาดหวังลงมาพอสมควร ทว่าเมื่อดูข้อมูลอัปเดตล่าสุดในรอบ 1 เดือน (%EPS Revis 1M) ทิศทางเริ่มกลับมาดูดีขึ้นหรือทรงตัวได้ นำทัพโดย ICHI ที่พลิกกลับมาเป็นบวก 1.8% และ BH ที่ 0.4% สิ่งนี้คือสัญญาณทางเทคนิคที่บ่งชี้ว่าดาวน์ไซด์ของกำไรเริ่มจำกัดและเตรียมม้วนตัวกลับมาเติบโต
- มูลค่าความถูกแพง (Valuation & P/E): ในมิติของความถูกแพง ช่อง PER SD vs 10Y Avg เป็นตัวช่วยคอนเฟิร์มว่าหุ้นพื้นฐานดีอย่าง BH ICHI และ TU ปัจจุบันมีการซื้อขายที่ระดับ P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี (อยู่ในโซนประมาณ -0.8 ถึง -0.9 SD) ซึ่งในทางสถิติถือว่าเป็นระดับราคาที่ถูกกว่าปกติ คุ้มค่าต่อการทยอยเก็บสะสมเข้าพอร์ต
- ปันผล (Dividend Yield) : นอกเหนือจากลุ้นส่วนต่างราคาแล้ว ช่องสุดท้าย %Div Yld 26E โดยเฉพาะ ICHI และ TU ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จะจ่ายปันผลสูงถึง 7% และ 6% ตามลำดับ ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดและเป็นเบาะรองรับความผันผวนของตลาดได้เป็นอย่างดี
ตารางสรุป : 4 หุ้น Laggard ติดดาว กำไรจ่อฟื้น-ปันผลเด่น รับครึ่งปีหลัง
| ชื่อหุ้น | กลุ่มธุรกิจ | ปัจจัยหนุนหลักที่น่าจับตา (Catalyst) | คาดการณ์ปันผล (ปี 2026) |
| ICHI | อาหาร/เครื่องดื่ม | ยอดขายน้ำด่างพุ่ง ต้นทุนพลาสติกผ่านจุดพีค | 7% |
| TU | อาหาร/เครื่องดื่ม | ราคาต้นทุนทูน่าลดลง พลังงานผ่อนคลาย | 6% |
| ERW | โรงแรม | นทท.จีนฟื้นแรง รับอานิสงส์งานอีเวนต์ปลายปี | 2.5% |
| BH | โรงพยาบาล | ผู้ป่วยต่างชาติคัมแบ็ก ฟื้นตัวแรงรับครึ่งปีหลัง | 3.4% |
สรุปได้ว่า ทำไม BH ICHI TU และ ERW จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของกลยุทธ์ Normalization Plays เพราะนอกจากภาพรวมอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวชัดเจนแล้ว ระดับราคาและมูลค่าในปัจจุบันก็ยังถือว่า เปิดโอกาสให้ผู้ที่มองเห็นเทรนด์สามารถเข้าลงทุน
บทสรุป : โอกาสในรอยต่อของการฟื้นตัว
ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้นจากการผ่อนคลายของต้นทุนพลังงาน การปรับลดลงของราคาวัตถุดิบสำคัญ และการกลับมาคึกคักของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของผลประกอบการในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม และโรงพยาบาล ที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการบริโภคและการเดินทาง
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจะเริ่มเห็นสัญญาณผ่านจุดต่ำสุด แต่การฟื้นตัวยังคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้กลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจในช่วงนี้อาจไม่ใช่การเก็งกำไรตามทิศทางตลาดโดยรวม แต่เป็นการคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัว และยังซื้อขายในระดับราคาที่ไม่สะท้อนศักยภาพในอนาคตอย่างเต็มที่
ภายใต้บริบทดังกล่าว หุ้นอย่าง BH, ICHI, TU และ ERW จึงถูกจับตามองในฐานะตัวแทนของธีม Normalization Plays จากการได้รับประโยชน์ทั้งในด้านต้นทุนที่ลดลงและอุปสงค์ที่ทยอยฟื้นตัว แม้โอกาสการลงทุนจะยังมาพร้อมความเสี่ยงจากปัจจัยเศรษฐกิจและสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่านของวัฏจักรเศรษฐกิจ การติดตามหุ้นที่กำลังฟื้นตัวจากฐานต่ำอาจเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจสำหรับการสร้างผลตอบแทนในระยะถัดไป
ทั้งนี้ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก









