อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีนกำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ที่สุดในรอบหนึ่งในสี่ของศตวรรษ ภาพความรุ่งโรจน์ที่เคยคุ้นตาถูกแทนที่ด้วยความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อดัชนี MSCI China ร่วงลงไปถึง 15% ภายในปี 2026 ถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2001 หรือต่ำสุดในรอบ 25 ปี ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่การปรับฐานธรรมดา แต่เป็นการทำผลงานบนเวทีระดับโลกที่ย่ำแย่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากอินโดนีเซีย
วิกฤตหุ้นจีน 2026 ต่ำสุดในรอบ 25 ปี เมื่อ Tencent–Alibaba หุ้นร่วงกว่า 29%

เบื้องหลังของตัวเลขสีแดงนี้มาจากความเชื่อมั่นที่เริ่มสั่นคลอน นักลงทุนในตลาดต่างตั้งข้อสงสัยว่า ท้ายที่สุดแล้วบริษัทเทคโนโลยีระดับบิ๊กเนมของจีนจะสามารถเปลี่ยนกระแสความคลั่งไคล้ในปัญญาประดิษฐ์ ให้กลายเป็นเม็ดเงินและผลกำไรที่จับต้องได้จริงหรือไม่ ข้อมูลอ้างอิงจาก Bloomberg ระบุชัดเจนว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนของดัชนีหุ้นจีนเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับดัชนีหุ้นโลกของ MSCI ได้ทำสถิติดิ่งลงไปแตะจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงเหตุการณ์ช็อกโลกอย่าง 9/11 ในปี 2001 เลยทีเดียว
เมื่อเจาะลึกลงไปที่สองเสาหลักที่ค้ำยันดัชนีนี้อย่าง Tencent และ Alibaba กลับพบว่า ทั้งคู่ต้องเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักหน่วงจนมูลค่าหุ้นทรุดลงไปมากกว่า 29% เม็ดเงินมหาศาลกว่า 3.37 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต้องระเหยหายไปจากมูลค่าตลาดรวม ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงความตึงเครียดของสถานการณ์ปัจจุบัน
ปรากฏการณ์รายได้ชะลอตัว สู่เกมทุ่มซื้อหุ้นคืน
เพื่อตอบโต้กับสถานการณ์ราคาหุ้นที่ไหลลงอย่างต่อเนื่อง Tencent เลือกที่จะเปิดเกมรุกด้วยการเดินหน้ากว้านซื้อหุ้นของตัวเองคืนอย่างดุดัน เฉพาะในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทควักกระเป๋าจ่ายเม็ดเงินไปแล้วกว่า 9 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (หรือราว 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งข้อมูลการคำนวณจาก Bloomberg ที่อ้างอิงโดย Moneycontrol ชี้ว่านี่คือเส้นทางที่กำลังจะสร้างสถิติการซื้อหุ้นคืนรายเดือนที่สูงที่สุดของปีนี้
บริษัทที่มีฐานบัญชาการใหญ่อยู่ในเซินเจิ้นแห่งนี้ ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นคืนแทบจะทุกวันทำการนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พวกเขาต้องประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2026 ด้วยตัวเลขการเติบโตของรายได้ที่ 9% แม้จะดูเป็นบวก แต่นี่คือจังหวะก้าวเดินที่เชื่องช้าที่สุดในรอบ 6 ไตรมาสที่ผ่านมา
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของ Alibaba ก็ต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน ผลประกอบการรอบไตรมาสเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เปิดเผยให้เห็นถึงตัวเลขขาดทุนจากการดำเนินงานเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 โดยบันทึกตัวเลขขาดทุนจากการดำเนินงานไว้ที่ 848 ล้านหยวน พลิกผันอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่เคยกวาดกำไรไปได้ถึง 2.85 หมื่นล้านหยวน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองลึกลงไปที่ความสามารถในการทำกำไรหลัก (วัดจากกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายที่ปรับปรุงแล้ว หรือ Adjusted EBITA) พบว่าร่วงลงหนักถึง 84% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทเลือกที่จะเทงบประมาณมหาศาลลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพื่อรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน
เม็ดเงินลงทุน AI มหาศาล ท่ามกลางสายตาที่จับจ้อง
แรงเทขายที่ถาโถมเข้าใส่ตลาด สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างที่เริ่มขยายกว้างขึ้น ระหว่างเม็ดเงินลงทุนระดับมหาศาลที่เหล่าบิ๊กเทคจีนให้คำมั่นว่าจะเทลงไปใน AI กับความสามารถที่แท้จริงในการสร้างผลตอบแทนกลับคืนมา
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Tencent ออกมาประกาศวิสัยทัศน์ว่า มีแผนที่จะอัดฉีดงบประมาณลงทุนในโปรดักต์ AI ตัวใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งเท่าตัวตลอดปี 2026 ขณะที่ Alibaba ก็ไม่น้อยหน้า ประกาศตัวเลขลงทุนที่พร้อมทุ่มเงินอย่างน้อย 3.8 แสนล้านหยวน (ประมาณ 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI ภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเม็ดเงินก้อนนี้มีมูลค่าสูงกว่างบลงทุนทั้งหมดที่บริษัทเคยใช้ในหมวดหมู่นี้ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมารวมกันเสียอีก
ถึงแม้จะมีความทะเยอทะยานสูงส่ง แต่หนทางในการเปลี่ยน AI ให้เป็นขุมทรัพย์กลับเต็มไปด้วยขวากหนาม ประการแรกคือมาตรการจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงจากฝั่งสหรัฐอเมริกา ที่ยังคงเป็นกำแพงสกัดกั้นการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญของจีน ประการต่อมา คือ ประเด็นความขัดแย้งทางเทคโนโลยี ล่าสุด บริษัท Anthropic ได้ออกมาตั้งข้อกล่าวหาว่ามีหน่วยงานที่มีความเชื่อมโยงกับ Alibaba กระทำการละเมิดด้วยการดึงข้อมูลเพื่อลอกเลียนแบบโมเดล AI ของตน ซึ่งถือเป็นการโจมตีที่มีสเกลใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกไว้
นอกจากนี้ รายงานจาก Bloomberg ที่เปิดเผยว่า รัฐบาลจีนเตรียมอนุมัติงบประมาณสูงถึง 2 ล้านล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการสร้าง Data Center ของรัฐบาล ยิ่งสร้างความกังวลใจให้กับตลาด เพราะนั่นอาจนำไปสู่สงครามราคาที่เข้ามากดดันผู้ให้บริการคลาวด์ภาคเอกชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แรงกระเพื่อมจากหุ้นเทคทั่วโลก ที่ซ้ำเติมบาดแผลให้ลึกขึ้น
ความอ่อนแอของตลาดหุ้นจีนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เกิดขึ้นในช่วงจังหวะเวลาเดียวกับที่เกิดพายุเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพร้อมกันทั่วโลก ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน ปัจจัยหลักเกิดจากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ว่า อาจพุ่งสูงเกินความเป็นจริง ผนวกกับแรงเทขายจากการใช้หนี้เพื่อลงทุน (Leveraged Fund)
ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ทิ้งดิ่งลงถึง 10% ในวันที่ 23 มิถุนายน จนต้องงัดมาตรการ Circuit Breaker มาเบรกความตื่นตระหนก ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ของฝั่งอเมริกาก็ปิดสัปดาห์นั้นด้วยตัวเลขติดลบ 4.5% ส่วนดัชนี Hang Seng China Enterprises ก็ก้าวเข้าสู่ภาวะตลาดหมีทางเทคนิคอย่างเป็นทางการ หลังปรับตัวลดลงทะลุ 20% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา หน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ของจีน หรือ CSRC ได้ออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่า จะกวาดล้างพฤติกรรมการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่ม AI ที่ผิดปกติ โดยนาย อู๋ ชิง (Wu Qing) ประธาน CSRC ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังว่า ทางการจะเข้าไป “ตรวจสอบเชิงลึกและลงโทษอย่างเด็ดขาด” กับกลุ่มคนที่ฉวยโอกาสนำกระแสเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการปั่นป่วนกลไกตลาด
บทสรุป : ปีแห่งการพิสูจน์ของหุ้นเทคจีน ท่ามกลางสงคราม AI
แม้กระแส AI จะยังเป็นธีมการลงทุนที่ร้อนแรงที่สุดของโลก แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ Tencent และ Alibaba สะท้อนให้เห็นว่า “การเป็นผู้นำด้าน AI” ไม่ได้การันตีผลตอบแทนทางธุรกิจในระยะสั้นเสมอไป นักลงทุนเริ่มหันกลับมาถามคำถามสำคัญว่า เม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ถูกอัดฉีดเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน คลาวด์ และโมเดล AI จะสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้และกำไรที่เติบโตอย่างยั่งยืนได้เมื่อใด
ในระยะสั้น บริษัทเทคโนโลยีจีนยังต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งข้อจำกัดด้านชิปจากสหรัฐฯ การแข่งขันที่รุนแรงภายในประเทศ ต้นทุนการลงทุนที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ ส่งผลให้ตลาดเริ่มลดระดับความคาดหวังลงจากช่วงที่ AI ถูกมองเป็นโอกาสไร้ขีดจำกัด
อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมระยะยาว วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นเพียงบททดสอบสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีน เพราะบริษัทที่สามารถเปลี่ยน AI จาก “ต้นทุน” ให้กลายเป็น “เครื่องจักรสร้างกำไร” ได้จริง จะเป็นผู้ที่ครองความได้เปรียบในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลรอบใหม่
ท้ายที่สุดแล้ว ปี 2026 อาจไม่ใช่ปีแห่งความล้มเหลวของเทคจีน แต่เป็นปีแห่งการพิสูจน์ว่าใครคือผู้ชนะตัวจริงในสงคราม AI ที่กำลังเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจโลก และใครคือผู้ที่สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้มากกว่าการสร้างกระแสความคาดหวังในตลาดทุน
สรุป : วิกฤตหุ้นจีน 2026 ยักษ์ใหญ่สะดุด AI?
| ประเด็นหลักชี้ชะตา | ฝั่ง Tencent | ฝั่ง Alibaba | ภาพรวมตลาด (MSCI China) |
| สถานการณ์ปัจจุบัน | ซื้อหุ้นคืนหนักสุดในรอบปี ดันเม็ดเงินพยุงตลาด | ขาดทุนจากการดำเนินงานครั้งแรกตั้งแต่ปี 2021 | ดัชนีร่วง 15% ต่ำสุดเมื่อเทียบกับตลาดโลกตั้งแต่ปี 2001 |
| การเดิมพันกับ AI | ประกาศทุ่มงบลงทุน AI โปรดักต์ใหม่มากกว่าเท่าตัว | ทุ่มงบ 3.8 แสนล้านหยวนใน 3 ปี (มากกว่างบ 10 ปีรวมกัน) | คนเริ่มตั้งคำถามถึงกำไรที่แท้จริงจากการทุ่มสร้าง AI |
| ความท้าทายที่รออยู่ | รายได้โตช้าที่สุดในรอบ 6 ไตรมาสที่ 9% | เจอปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ข้อมูลโมเดล AI (Anthropic) | เจอข้อจำกัดชิปสหรัฐฯ & รัฐบาลจีนเตรียมสร้าง Data Center กดดันราคา |
อ้างอิงจาก
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-29/china-misses-out-on-ai-boom-as-stocks-trail-by-most-since-2001?embedded-checkout=true
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-05-13/tencent-revenue-miss-heightens-pressure-for-ai-payoff?embedded-checkout=true
- https://finance.yahoo.com/news/alibaba-group-announces-march-quarter-093000498.html?guccounter=1&guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cucGVycGxleGl0eS5haS8&guce_referrer_sig=AQAAAKLIZW9ef_WGfPenyiCtG56wthb2ch6h8eGdO4GaID3XrLlZcrGqVmYrZZEe1_hlIgANQdPxgqcKwi-nWTo78TPNMIWXh7T3oQF4DIqiD3J725544OQGJUq8VXs0WKPb9W3zxVgdUwQeZItJ2_sJwg_6_aBUpgv6P1JcR7EczlIe
- https://www.reddit.com/r/intelstock/comments/1rx497s/tencent_ai_capex_2026_double_investments_in_new/?rdt=37342
- https://www.cnbc.com/2026/06/17/china-securities-regulator-csrc-artificial-intelligence-investing-stocks-.html
- https://www.nytimes.com/2026/06/23/business/stock-market-down-tech-ai-asia-sp500-oil-gas.html
- https://www.xtb.com/int/market-analysis/news-and-research/chinese-stocks-in-panic-mode-alibaba-down-50-from-all-time-high








