เปิดสัปดาห์มาพร้อมกับแรงเทขายอย่างหนักในกลุ่มหุ้นเหมืองทองคำยักษ์ใหญ่ระดับโลก หลังจากที่ราคาทองคำสปอต (Spot Gold) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมาหลายสัปดาห์ ล่าสุดสถานการณ์เริ่มน่าจับตาและชวนลุ้นระทึกเมื่อราคาค่อยๆ ไหลลงไปจ่อที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ล่าสุด ได้ร่วงลงไปแตะที่ระดับ 3,985 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ซึ่งปัจจัยหนีไม่พ้นการคาดการณ์ของตลาดที่เริ่มเทน้ำหนักไปในทิศทางเดียวกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะตัดสินใจเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนที่จะหมดปีนี้
ทองคำดิ่งหลุด $3,985 หุ้นเหมืองร่วงหนัก สัญญาณเฟดกระทบพอร์ตอย่างไร?

หุ้นเหมืองทองกอดคอร่วง หลังราคาทองคำสปอตดิ่งหลุด 3,985 ดอลลาร์สหรัฐฐ ต่อออนซ์ ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ราคาทองคำร่วงลงไปทดสอบแนวรับบริเวณ 4,015 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงจากระดับ 4,067 ดอลลาร์ของช่วงเซสชั่นก่อนหน้า หากลองนับย้อนกลับไปในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สินทรัพย์ปลอดภัยยอดฮิตนี้สูญเสียมูลค่าไปแล้วมากกว่า 10% แรงกดดันสำคัญมาจากท่าทีของเฟดที่ยังคงส่งสัญญาณความแข็งกร้าว (Hawkish) อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงปัญหาเงินเฟ้อที่ฝังรากลึกและยังคงลอยตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงมาจากราคาต้นทุนน้ำมันที่พุ่งทะยาน ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้กำลังเข้ามาถาโถมและกดดันสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างทองคำแบบเต็มพิกัด
เดิมพันเฟดขึ้นดอกเบี้ย ตัวฉุดราคาทองที่ไม่อาจมองข้าม
สถานการณ์เทขายเริ่มเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทันทีที่ราคาทองคำร่วงทะลุแนวรับทางจิตวิทยาที่สำคัญอย่าง 4,000 ดอลลาร์ลงไป ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2025 ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อลองไปส่องดูเครื่องมือสะท้อนมุมมองนักลงทุนอย่าง CME FedWatch Tool ก็เผยข้อมูลล่าสุดที่น่าสนใจ โดยพบว่า นักเทรดในตลาดกำลังประเมินโอกาสสูงถึง 88% ที่เฟดจะงัดไม้แข็งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมช่วงเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากระดับ 61% ก่อนช่วงการประชุมเฟดในเดือนมิถุนายน ตามรายงานของสำนักข่าว CNBC
Ole Hansen หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์จาก Saxo Bank ได้แชร์มุมมองที่น่าสนใจเอาไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “ผลกระทบที่ซ้อนทับกันเป็นโดมิโน่ ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่พุ่งสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และการคาดการณ์ที่ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง ปัจจัยเหล่านี้กำลังบั่นทอนความน่าสนใจของนักลงทุนในการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนอย่างทองคำลงไปเรื่อยๆ”
ในขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์ก็ทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปี รับข่าวการคาดการณ์เรื่องนโยบายดอกเบี้ย ส่งผลให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาแพงขึ้นและเข้าถึงยากขึ้นทันทีสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น ยิ่งไปกว่านั้น ความกังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้อที่ผูกโยงกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่พุ่งทะยาน ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้แนวทางนโยบายการเงินแบบเข้มงวดดูสมเหตุสมผลมากขึ้นในสายตาของนักกำหนดนโยบาย
หุ้นเหมืองทองกอดคอร่วงตามระเบียบ
แน่นอนว่า เมื่อราคาทองคำในตลาดโลกซึมลง กลุ่มที่ได้รับแรงกระแทกไปแบบเต็มๆ คงหนีไม่พ้นบรรดาหุ้นเหมืองทองคำ โดย Newmont ซึ่งครองแชมป์ผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก เผชิญกับมูลค่าหุ้นที่ร่วงลงไปแล้วเกือบ 9% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาสอดคล้องกับทิศทางขาลงของราคาทองคำ เช่นเดียวกับหุ้นของ Barrick Mining ที่ต้องเผชิญกับเส้นทางที่คล้ายคลึงกัน ซ้ำร้ายหุ้นทั้งสองตัวยังต้องแบกรับแรงกดดันเพิ่มเติมจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น และความท้าทายด้านการดำเนินงานในโครงการร่วมทุนอย่าง Nevada Gold Mines
ทางด้านหุ้นของ Kinross Gold ก็มีช่วงราคาซื้อขายแกว่งตัวอยู่ระหว่าง 23.47 ถึง 24.10 ดอลลาร์ในวันจันทร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดที่เคยทำไว้เมื่อเร็วๆ นี้ ส่วน Agnico Eagle Mines ก็ไม่พ้นจากกระแสนี้ โดยราคาหุ้นได้เกิดการปรับฐานลดลงจากระดับที่เคยยืนอยู่ราวๆ 156 ดอลลาร์ต่อหุ้น สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองทองคำในภาพรวมของตลาด ณ ตอนนี้
อนาคตที่ยังคงต้องจับตาและประเมินกันต่อไป
เหล่านักวิเคราะห์แนวหน้าต่างออกมาเตือนว่า หากราคาทองคำยังคงไหลหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ลงไปอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถยืนระยะฟื้นตัวได้ อาจจะเป็นตัวจุดชนวนชั้นดีให้เกิดการเทขายระลอกใหม่ตามมา โดย Hansen ได้ย้ำเตือนว่า การที่ราคายังคงอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์สำคัญดังกล่าว “อาจจะทำให้เกิดการยอมจำนนของนักลงทุน (Capitulation) และกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายที่ขับเคลื่อนด้วยโมเมนตัมของตลาด (Momentum-driven selling) อย่างรุนแรง”
แต่ทว่า ท่ามกลางความกังวลที่ปกคลุมตลาด สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs รวมไปถึงสถาบันชั้นนำอื่นๆ ยังคงยืนหยัดและประเมินเป้าหมายราคาทองคำในช่วงสิ้นปี 2026 ไว้สูงกว่าระดับปัจจุบันค่อนข้างมาก โดยให้กรอบเป้าหมายที่เปิดกว้างตั้งแต่ 4,800 ไปจนถึง 5,500 ดอลลาร์ ซึ่งปัจจัยสนับสนุนหลักๆ มาจากโครงสร้างความต้องการซื้อ (Demand) ทองคำที่ยังคงแข็งแกร่งจากฝั่งธนาคารกลางทั่วโลก รวมไปถึงความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่นและไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ
ก้าวต่อไปของทองคำกับบททดสอบจิตใจในสมรภูมิแห่งความผันผวน
แม้แรงกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าจะฉุดให้ราคาทองคำปรับฐานลงมาแตะระดับ 3,985 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จนส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มเหมืองทองทั่วโลก แต่ภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจเป็นเพียงการปรับสมดุลของตลาดมากกว่าการเปลี่ยนทิศทางระยะยาวของทองคำอย่างถาวร
ในระยะสั้น นักลงทุนยังคงต้องจับตาการส่งสัญญาณของเฟดอย่างใกล้ชิด เพราะทุกความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อราคาทองคำได้ทันที ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และสถานการณ์เงินเฟ้อทั่วโลก ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวยังไม่ได้หายไป ทั้งความต้องการสะสมทองคำจากธนาคารกลางหลายประเทศ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในช่วงเศรษฐกิจผันผวน ทำให้ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด
ท้ายที่สุด การร่วงลงของราคาทองคำและหุ้นเหมืองทองในรอบนี้อาจเป็นบททดสอบสำคัญของตลาดมากกว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรขาขึ้น โดยสิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงความผันผวนรายวัน แต่คือการติดตามปัจจัยพื้นฐานอย่างรอบด้านและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทิศทางตลาดที่ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ตารางสรุป : 3 ปัจจัยกดดันราคาทองคำร่วงหลุด 3,085
| ปัจจัยกดดันหลัก (The Pressures) | ผลกระทบที่เกิดขึ้น (The Impacts) |
| 1. เฟดเตรียมขึ้นดอกเบี้ย | ตลาดคาดการณ์สูงถึง 88% ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ |
| 2. ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า | ดอลลาร์พุ่งสูงสุดในรอบ 1 ปี ทำให้ทองคำแพงขึ้นและเข้าถึงยากขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น |
| 3. เงินเฟ้อ & ราคาพลังงานพุ่ง | บีบให้นโยบายการเงินต้องเข้มงวด กดดันความน่าสนใจของสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย |
อ้างอิงจาก
- https://tradingeconomics.com/commodity/gold
- https://finance.yahoo.com/markets/article/gold-tumbles-to-4000-over-worries-of-fed-rate-hikes-125357912.html
- https://www.canadianminingreport.com/blog/next-targets-for-gold-after-gold-tumbles-below-4-000
- https://www.cnbc.com/2026/06/23/gold-falls-as-dollar-holds-firm-on-fed-rate-hike-expectations.html
- https://www.financialcontent.com/article/marketminute-2026-4-6-the-gilded-squeeze-newmont-and-barrick-face-a-brutal-2026-reset
- https://www.vaneck.com/us/en/blogs/gold-investing/gold-investing-outlook/








