ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์โลกแทบจะถูกขับเคลื่อนโดยผู้ผลิตจากญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐฯ แต่วันนี้ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อผู้ผลิตรถยนต์จากจีนไม่เพียงเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดต่างประเทศเท่านั้น หากยังสามารถสร้างจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการทำยอดขายในยุโรปแซงหน้าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก
สะท้อนให้เห็นว่า ศูนย์กลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเคลื่อนตัวสู่ยุคใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจในประเทศ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และยุทธศาสตร์การรุกตลาดโลกของค่ายรถแดนมังกรที่กำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลังเจาะลึกจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ เมื่อ 5 ค่ายรถยนต์จีนทำยอดขายแซงหน้าแบรนด์ญี่ปุ่นในยุโรปเป็นครั้งแรก ท่ามกลางวิกฤตตลาดในประเทศที่บีบให้ต้องเร่งส่งออก
ยานยนต์โลกเปลี่ยนมือ เมื่อมังกรจีนผงาดแซงค่ายรถญี่ปุ่นในสมรภูมิยุโรปเป็นครั้งแรก

เปิดฉากประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการยานยนต์ เมื่อค่ายรถยนต์จากแดนมังกร จากผู้ผลิตจีน 5 ราย สามารถทำยอดขายแซงหน้าแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นในตลาดยุโรปได้เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หมุดหมายสำคัญนี้สะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถและจังหวะก้าวที่ดุดันของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน ที่กำลังจัดระเบียบการแข่งขันบนเวทีโลกเสียใหม่ แม้ว่าสถานการณ์ในบ้านเกิดกำลังเผชิญกับภาวะตลาดหดตัวอย่างรุนแรงก็ตาม
จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์บนแผ่นดินยุโรป
ข้อมูลล่าสุดจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป (ACEA) ที่รายงานผ่านสื่ออย่าง Nikkei Asia เผยให้เห็นตัวเลขสถิติที่น่าทึ่ง ยอดขายรวมของ 5 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติจีน ได้แก่ BYD, SAIC Motor, Geely, Chery Automobile และ Leapmotor พุ่งทะยานแตะระดับ 138,410 คัน ครอบคลุม 31 ประเทศหลักในตลาดยุโรปประจำเดือนพฤษภาคม ตัวเลขนี้คิดเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 65% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
ผลลัพธ์จากการบุกตลาดอย่างหนักหน่วง ทำให้แบรนด์รถยนต์จีนสามารถกวาดส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ใหม่ในยุโรปไปได้ถึง 12% ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ยอดขายรายเดือนสามารถโค่นแชมป์เก่าอย่างค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นลงได้สำเร็จ ก้าวขึ้นเป็นกลุ่มผู้ผลิตที่มียอดขายรวมสูงเป็นอันดับสอง รองจากผู้ผลิตยุโรป
การรุกคืบครั้งนี้ยิ่งดูทรงพลังมากขึ้นไปอีก เมื่อพิจารณาว่าความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกำแพงภาษีที่สหภาพยุโรป (EU) ตั้งป้อมสกัดกั้นรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 มาตรการรัดเข็มขัดเหล่านั้นแทบจะไม่สามารถชะลอคลื่นยานยนต์ที่หลั่งไหลเข้ามาได้เลย สังเกตได้จาก BYD พี่ใหญ่แห่งวงการ EV จีน ที่สร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยยอดขายในต่างประเทศที่พุ่งปรี๊ดถึง 70% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
นอกจากนี้ รายงานประจำปีอย่าง Global Automotive Outlook จากสถาบันวิจัย AlixPartners ที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ยังตอกย้ำเทรนด์นี้ด้วยการประเมินว่า ส่วนแบ่งการตลาดของแบรนด์จีนในทวีปยุโรปจะไต่ระดับความร้อนแรงจาก 10% ในปี 2025 ทะยานขึ้นไปแตะ 16% ภายในปี 2030
ตลาดในประเทศชะลอตัว แรงส่งชั้นดีสู่การบุกเบิกเวทีโลก
สถิติใหม่ จีนกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นประเทศแรกของโลกที่สามารถส่งออกรถยนต์ทะลุ 10 ล้านคันภายในปีเดียว (ปี 2026) ซึ่งกระโดดขึ้นถึง 41% จากระดับ 7.1 ล้านคันในปีก่อนหน้า ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันที่สอดคล้องกันทั้งจาก AlixPartners และสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) โดยเพียงแค่ช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนที่ผ่านมา ยอดส่งออกก็พุ่งทะลุ 3.13 ล้านคัน ขยายตัวสูงถึง 61.5% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี ไฮไลต์สำคัญ คือ ยอดการส่งออกยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่พุ่งทะยานเพิ่มขึ้นเกินกว่าหนึ่งเท่าตัว
แต่หากเจาะลึกลงไปถึงแก่น จะพบว่า แรงผลักดันมหาศาลที่ทำให้ผู้ผลิตจีนต้องเร่งเครื่องออกไปลุยตลาดนอกบ้านนั้น ส่วนหนึ่งมาจากตลาดภายในประเทศ สำนักข่าว Reuters รายงานตัวเลขที่น่ากังวลว่า ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในจีนลดลง 19.7% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 หดตัวเหลือเพียง 7.18 ล้านคัน ซึ่งถือเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 แล้ว สอดคล้องกับมุมมองของ AlixPartners ที่ระบุว่ายอดขายในช่วง 5 เดือนแรกทรุดตัวลง 18% พร้อมประเมินว่าภาพรวมตลาดในประเทศตลอดทั้งปีนี้จะปรับลดลง 10% จบที่ราวๆ 24.6 ล้านคัน ปัจจัยหลักเกิดจากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่เริ่มแผ่วกำลังลง ประกอบกับการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนการซื้อรถยนต์ NEV จากทางภาครัฐ
วิกฤตกำลังการผลิตล้นทะลัก สู่ความทะเยอทะยานข้ามทวีป
ภาวะซบเซาในบ้านเกิดส่งผลกระทบชิ่งไปยังสายพานการผลิต โรงงานรถยนต์หลายแห่งในจีนต้องเดินเครื่องด้วยกำลังการผลิตที่ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงอย่างมาก สมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์แห่งประเทศจีนเผยข้อมูลที่สะท้อนภาพความเป็นจริงว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จากผลสำรวจของ China Automobile Dealers Association (CADA) พบว่า ดีลเลอร์กว่า 81% ต้องจำใจปล่อยขายรถในลักษณะยอมขาดทุน เมื่ออัตราการใช้ประโยชน์จากโรงงานถูกบีบคั้น บรรดาผู้ผลิตจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเร่งระบายกำลังการผลิตที่ล้นทะลัก (Surplus production) ออกสู่ตลาดต่างแดน โดยเล็งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ไปที่ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความสำเร็จของจีนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในภูมิภาคเดียว ย้อนกลับไปในปี 2025 ค่ายรถยนต์จีนได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ โดยผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนมียอดขายรวมทั่วโลกประมาณ 27 ล้านคัน สูงกว่าผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นที่มียอดขายรวมราว 25 ล้านคัน ตามข้อมูลของ Nikkei Asia และดูเหมือนว่านี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุระลอกใหญ่ เพราะ AlixPartners รายงานว่าผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนวางแผนที่จะขยายกำลังการผลิตในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว แตะระดับ 3.4 ล้านคันภายในปี 2030 สัญญาณเหล่านี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า คลื่นยักษ์แห่งการส่งออกของยานยนต์แดนมังกรเพิ่งจะเริ่มก่อตัวเท่านั้น
บทสรุป
การที่ผู้ผลิตรถยนต์จีนสามารถแซงยอดขายรวมของค่ายรถญี่ปุ่นในตลาดยุโรปได้เป็นครั้งแรก อาจเป็นเพียงตัวเลขหนึ่งเดือนในทางสถิติ แต่ในเชิงอุตสาหกรรม นี่คือสัญญาณว่าการแข่งขันกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผู้เล่นหน้าใหม่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามอีกต่อไป หากกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางของตลาดโลก ขณะเดียวกัน วิกฤตกำลังการผลิตส่วนเกินภายในจีนก็ยังเป็นแรงผลักสำคัญที่เร่งให้ผู้ผลิตเดินหน้าขยายฐานสู่ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
สำหรับนักลงทุนและภาคธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงการแข่งขันของค่ายรถยนต์ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การลงทุนในโรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการเกิดพันธมิตรทางธุรกิจรูปแบบใหม่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ดังนั้น การจับตาทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนในช่วงต่อจากนี้ จึงไม่ใช่แค่การติดตามยอดขายรถยนต์ แต่คือการมองเห็นทิศทางของเศรษฐกิจโลกและโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน
ตารางสรุป : สถิติช็อกวงการ! เทียบชัดๆ ทำไมรถจีนผงาดแซงญี่ปุ่นในยุโรป
| ประเด็นหลัก | สถิติและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (พ.ค. 2026) | ผลกระทบที่ตามมา |
| ยอดขายในยุโรป | รถจีน 5 ค่าย กวาดยอดขาย 138,410 คัน (โต 65%) | แซงค่ายรถญี่ปุ่นครั้งแรก ในตลาดยุโรป |
| ส่วนแบ่งการตลาด | แบรนด์จีนครองมาร์เก็ตแชร์รถใหม่ในยุโรป 12% | แม้สหภาพยุโรปจะเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเพิ่มเติมตั้งแต่ปลายปี 2024 แต่ยอดขายของผู้ผลิตจีนยังคงเติบโตต่อเนื่อง |
| วิกฤตในประเทศจีน | ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหดตัว 19.7% | เกิดภาวะล้นตลาด (Overcapacity) ต้องเร่งส่งออก |
| เป้าหมายอนาคต | จีนเตรียมขยายกำลังผลิตตปท. เป็น 3.4 ล้านคันในปี 2030 | บุกตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง และอาเซียนเต็มกำลัง |
อ้างอิงจาก
- https://www.chosun.com/english/industry-en/2026/07/03/JSEITCRMS5HNVDJ5TBY5MMYA5E/
- https://en.sedaily.com/international/2026/07/03/chinese-cars-overtake-japanese-rivals-in-europe-for-first
- https://www.caixinglobal.com/2026-07-02/china-auto-exports-expected-to-near-10-million-in-2026-amid-overseas-push-102459840.html
- https://www.alixpartners.com/newsroom/press-release-the-23rd-annual-alixpartners-global-automotive-outlook-china/
- https://english.news18a.com/news/english_271152.html
- https://www.alixpartners.com/newsroom/chinese-automakers-plan-to-almost-triple-overseas-production-by-2030-says-alixpartners-report/









