วันอาทิตย์, กรกฎาคม 5, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap
The Signals
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy
  • Login
No Result
View All Result
The Signals
Home Markets

วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง

กองบรรณาธิการ THE SIGNALs by กองบรรณาธิการ THE SIGNALs
กรกฎาคม 5, 2026
in Markets
0
วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง
0
SHARES
0
VIEWS
Share on FacebookShare on Twitter

เมื่อเงินทุนทั่วโลกเริ่มขยับ ทิศทางของตลาดหุ้นก็พร้อมเปลี่ยนไปในพริบตา เพราะสิ่งที่นักลงทุนกำลังจับตาในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แต่คือสัญญาณจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจกลายเป็นตัวเร่งให้กระแสเงินทุนต่างชาติหมุนกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง

สำหรับประเทศไทย การแข็งค่าของเงินบาทอาจเป็นมากกว่าปรากฏการณ์ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนว่า Fund Flow กำลังเริ่มเปลี่ยนทิศ พร้อมปลุกความคึกคักให้กับตลาดหุ้นไทยในรอบใหม่ แล้วนักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไร หุ้นกลุ่มไหนอาจได้อานิสงส์ก่อน และจะมองหาโอกาสจากหุ้น Laggard ที่ยังมีมูลค่าน่าสนใจได้อย่างไร บทความนี้ THE SIGNALs ได้รวบรวมจาก คุณ ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งเราจะพาไปถอดรหัสทุกปัจจัยสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวัฏจักรการลงทุนที่กำลังเริ่มต้นขึ้น

Related posts

ตลาดหุ้นเอเชียปั่นป่วน! คลื่นเทขายหุ้นชิปซัดกระหน่ำต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

ตลาดหุ้นเอเชียปั่นป่วน! คลื่นเทขายหุ้นชิปซัดกระหน่ำต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

กรกฎาคม 4, 2026
ถอดรหัสตลาดหุ้นครึ่งปีหลัง เช็กลิสต์กลุ่มหุ้นน่าจับตา และการบริหารเงินให้งอกเงย 

ถอดรหัสตลาดหุ้นครึ่งปีหลัง เช็กลิสต์กลุ่มหุ้นน่าจับตา และการบริหารเงินให้งอกเงย 

กรกฎาคม 3, 2026

วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง

วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง

ความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทางการเงินมักจะก่อตัวขึ้นในจังหวะที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต ทว่าสำหรับนักลงทุนผู้ที่เฝ้าติดตามพลวัตเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ย่อมมองเห็นสัญญาณเตือนและโอกาสใหม่ที่กำลังเผยตัวออกมาล่วงหน้าเสมอ เรื่องราวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บนกระดานเทรด แต่มันสะท้อนผ่านชีวิตจริงรอบตัวเรา ยกตัวอย่างเช่นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจในท้องถิ่นอย่างร้านวัสดุก่อสร้าง “ไชยันต์” ของ “โกอ้าน” เพื่อนสนิทที่ยืนหยัดฝ่าฟันแดดฝนจนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในจังหวัดพังงา และสามารถขยายสาขาไปสู่ภูเก็ตได้อย่างมั่นคง สิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่ารากฐานของภาคธุรกิจจริง (Real Sector) ยังคงมีศักยภาพในการเดินหน้าต่อไปได้อย่างน่าทึ่ง

ในขณะเดียวกัน เมื่อเราขยับมุมมองมาสู่พลวัตการลงทุนในระดับมหภาค ภาพรวมของเศรษฐกิจก็กำลังส่งสัญญาณพลิกโฉมอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อกระแสเงินทุนจากต่างชาติกำลังเริ่มหมุนเวียนและเปลี่ยนทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของไซเคิลใหม่ที่นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมรับมือ

จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก เมื่อตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มแตะเบรก

หากเราต้องการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเหตุใดกระแสเงินทุนจึงเริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในฝั่งเอเชีย เรามีความจำเป็นต้องวิเคราะห์ย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของกระแสลมเปลี่ยนทิศครั้งนี้ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ผ่านมา สปอตไลท์ดวงใหญ่ของนักลงทุนทั่วโลกต่างส่องสว่างไปที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) ประจำเดือนล่าสุด ซึ่งรายงานตัวเลขออกมาเพียง 57,000 ตำแหน่ง

ถือเป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับเหล่านักวิเคราะห์บนวอลล์สตรีทเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการคาดการณ์เดิมที่ประเมินไว้ระดับแสนกว่าตำแหน่งอย่างมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น หากเราพิจารณาเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในเดือนก่อนหน้าที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับ 120,000 ตำแหน่งต่อเดือน การร่วงหล่นลงมาเหลือเพียงไม่กี่หมื่นตำแหน่งในครั้งนี้จึงกลายเป็นปัจจัยที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง

ทว่าความเปราะบางของเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงแค่ตัวเลข Non-farm เท่านั้น หากเราเจาะลึกไปถึงข้อมูลเชิงโครงสร้าง จะพบว่าภาคการจ้างงานในอุตสาหกรรมหลักอย่างกลุ่มโรงพยาบาล รวมถึงภาคบริการและการท่องเที่ยว ต่างก็เผชิญกับอัตราการปรับลดจำนวนพนักงานลงอย่างถ้วนหน้า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงทำให้อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Participation Rate) ลงมาเหลือเพียง 61.5% กลายเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ตลาดแรงงานอเมริกันกำลังสูญเสียความแข็งแกร่ง

ถอดทฤษฎีมาราโดนา : ศิลปะการสื่อสารของธนาคารกลางที่ไม่พึ่ง Forward Guidance

เมื่อตลาดแรงงานส่งสัญญาณอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ความวิตกกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ เฟด) ที่เคยมุ่งเน้นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบดุดันจึงคลายตัวลงโดยพลัน สิ่งนี้สะท้อนผ่านตัวเลขความน่าจะเป็น (Probability) ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยช่วงเดือนตุลาคมที่ลดฮวบลงมาต่ำกว่าระดับ 20% อย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักลงทุนในตลาดเริ่มปรับเปลี่ยนสมมติฐานใหม่ โดยมองว่าหากเฟดจะมีการขยับเขยื้อนนโยบายการเงินจริง จังหวะเวลาที่เหมาะสมน่าจะถูกเลื่อนออกไปอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมแทน

ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ มีบุคคลสำคัญในแวดวงการเงินที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง คือ Kevin Warsh ผู้ซึ่งมีแนวคิดและจุดยืนในการสนับสนุนให้มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านการปรับลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเขายังไม่สามารถผลักดันมาตรการดังกล่าวได้ทันที เนื่องจากตัวเลขพื้นฐานของอัตราเงินเฟ้อยังคงมีความหนืดและเกาะติดอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ทิศทางการดำเนินงานของเฟดในระยะสั้นอาจต้องยึดหลักการ “คงดอกเบี้ย” เอาไว้ก่อนเพื่อเฝ้าระวังทิศทางเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด หากอัตราเงินเฟ้อสามารถปรับตัวลดลงมาอยู่ในกรอบเป้าหมายตามที่คาดการณ์ไว้ ในช่วงปีถัดไปจึงจะถือเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการแตะเบรกและเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างเป็นรูปธรรม

สิ่งที่น่าจับตามองมากไปกว่านั้น คือ รูปแบบการสื่อสารของเฟดในยุคปัจจุบันกำลังค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่การลดทอนบทบาทของระบบ Forward Guidance หรือการให้คำมั่นสัญญาล่วงหน้ากับตลาดอย่างสิ้นเชิง โดยมีแนวโน้มหันไปประยุกต์ใช้ปรัชญาของ Mervyn King อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2003 – 2013) ซึ่งเคยนำเสนอแนวคิดอันเป็นตำนานระดับโลกผ่านการเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมยกับ “ลูกยิงสุดคลาสสิกของ ดิเอโก มาราโดนา ในศึกฟุตบอลโลกปี 1986”

หากย้อนกลับไปในแมตช์ประวัติศาสตร์นัดนั้น มาราโดนาใช้ทักษะเลี้ยงบอลเป็นเส้นตรงยาวดิ่งทะลวงเข้าหาหน้าปากประตูของทีมชาติอังกฤษจนสามารถทำประตูได้อย่างงดงาม โดยมีผู้เล่นฝั่งอังกฤษถึง 5 คนที่พยายามวิ่งเข้ามารุมสกัดแต่กลับดักทางผิดพลาดทั้งหมด เหตุผลเพียงเพราะนักเตะเหล่านั้นคาดเดาไปเองว่าเขาจะโยกหลอกไปทางซ้ายหรือขวา แต่ในความเป็นจริงมาราโดนาเพียงแค่มุ่งหน้าควบตะบึงไปตรงๆ เท่านั้น

คีย์เวิร์ดสำคัญที่ซ่อนอยู่ในทฤษฎีนี้ชี้ให้เห็นว่า การสื่อสารนโยบายของธนาคารกลางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำอ้อมค้อมหรือต้องคอยปรับเปลี่ยนข้อความรายวันเพื่อเอาใจกระแสเศรษฐกิจที่แกว่งตัวไปมา แต่ควรเน้นไปที่การสื่อสารเป้าหมายหลักให้เกิดความชัดเจน ตรงไปตรงมา และมีความโปร่งใสที่สุด การเปิดโอกาสให้กลไกตลาดได้ทำหน้าที่ปรับตัวเข้าหาเป้าหมายด้วยตัวเอง โดยปราศจากการชี้นำอย่างพร่ำเพรื่อในระยะสั้น จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความสับสนของนักลงทุนได้ดีเยี่ยม เพราะบทเรียนจากประวัติศาสตร์มักตอกย้ำเสมอว่า ตลาดการเงินมักจะคาดการณ์ผิดพลาดและเกิดความผันผวนจากการพยายามตีความคำแถลงรายวันของเฟดจนเกินพอดี

ดอลลาร์อ่อนค่า-บาทแข็งแรง ปลุกชีพ Fund Flow ทะลักเข้าตลาดหุ้นไทย

ทันทีที่ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดเริ่มเปลี่ยน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ตอบสนองด้วยการอ่อนแรงลงตามกลไกตลาดในทันที ในทิศทางตรงกันข้าม ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นก็ใช้จังหวะนี้ในการดีดตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจัยแวดล้อมระดับโลกเหล่านี้ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงค่าเงินบาทของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยยืนอยู่ในระดับ 33.4 บาทต่อดอลลาร์ ถูกแรงเทขายดอลลาร์กดลงมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งปรากฏการณ์นี้เปรียบเสมือนไฟเขียวที่ส่องสปอตไลท์ตรงลงมายังลานประลองของตลาดทุนไทย

ตามกลไกสากลของการเคลื่อนย้ายเงินทุน เมื่อสกุลเงินท้องถิ่นอย่างเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้จะทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดชั้นดีที่ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลทะลักเข้ามาไล่ซื้อสินทรัพย์ในประเทศไทย เป้าหมายหลักคือการแสวงหาผลกำไรสองต่อ (Double Returns) ทั้งจากส่วนต่างราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้น และจากกำไรทางฝั่งอัตราแลกเปลี่ยน

สถิติการซื้อขายล่าสุดเผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า นักลงทุนต่างชาติได้เดินหน้าลุยซื้อสุทธิหุ้นไทยอย่างดุดันด้วยเม็ดเงินที่สูงกว่า 8,000 ล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมแรกที่ตกเป็นเป้าหมายสำคัญในการกวาดซื้อคือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งและมีนัยสำคัญ การขับเคลื่อนดัชนีด้วยเม็ดเงินจริงของนักลงทุนต่างชาติในลักษณะนี้ สร้างความอุ่นใจและสะท้อนถึงโมเมนตัมที่พร้อมจะไปต่อได้ไกลกว่าการไล่ราคาของนักลงทุนรายย่อยทั่วไป

สแกนหุ้นเด็ดรับรอบไซเคิลใหม่จากกลุ่มแบงก์ สู่ค้าปลีกและสินเชื่อมีหลักประกัน

ในสภาวะปัจจุบัน หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยยังคงมีความน่าสนใจอย่างมากในเชิงของมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) ที่ยังไม่แพงจนเกินไป โดยมีค่าเฉลี่ย P/BV ทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 1 เท่า และมีค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 10 เท่า ปัจจัยนี้สนับสนุนให้นักลงทุนที่เริ่มทยอยเก็บของเข้าพอร์ตมาตั้งแต่ช่วงต้นรอบ ยังคงตัดสินใจถือครองเพื่อรันเทรนด์ (Run Trend) ต่อไป มุ่งหวังรับเงินปันผลที่สม่ำเสมอพร้อมกับโอกาสในการเติบโตของส่วนต่างราคา

วิเคราะห์เจาะลึกหุ้นกลุ่มการเงินและธนาคาร

  • SCB : การคาดการณ์ผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 บ่งชี้ว่า กำไรสุทธิจะสามารถเติบโตขึ้นมาแตะระดับประมาณ 1.24 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 1 ที่ทำผลงานไว้ราว 1.1 หมื่นล้านบาท (คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5% QoQ) อย่างไรก็ดี หากนำไปเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ตัวเลขกำไรอาจจะมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยตามสภาวะเศรษฐกิจ
  • KBANK : แม้ว่าการคาดการณ์งบการเงินในไตรมาสที่ 2 จะมีโอกาสดรอปลงบ้างเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่หุ้นตัวนี้ยังคงรักษาแชมป์ครองตำแหน่งหุ้นยอดนิยมอันดับหนึ่งที่นักลงทุนสถาบันและต่างชาติเลือกเก็บสะสมผ่านกระดานบิ๊กล็อต (Big Lot) อย่างต่อเนื่อง โดยมี SCB ตามมาติดๆ เป็นอันดับสอง
  • BBL : ได้รับการยอมรับในฐานะธนาคารที่มีความมั่นคงสูงที่สุดแห่งหนึ่งและมีฐานเงินฝากที่หนาแน่นมาก แม้ว่าในปัจจุบัน Valuation จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างถูก โดยมี P/BV เคลื่อนไหวอยู่ที่ 0.7 ถึง 0.8 เท่า และมี P/E เกือบ 10 เท่า ทว่าสิ่งที่ตลาดยังคงมีความกังวลคือเรื่องของการตั้งเป้าหมายการดำเนินงานและอัตราการจ่ายปันผลที่ค่อนข้างต่ำกว่าเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน ปัจจัยนี้อาจทำให้ความน่าสนใจในการเก็งกำไรระยะสั้นลดทอนลงไปบ้าง
  • BAY (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา) : ถือเป็นหุ้นธนาคารที่ควรค่าแก่การนำเข้าสู่เรดาร์จับตาลงทุนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในแง่ของอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่โดดเด่นและระดับ Valuation ที่ยังคงถูกมาก หุ้นตัวนี้มีโอกาสที่จะสามารถรันเทรนด์ขึ้นไปได้อีกยาวนาน เนื่องจากรอบของเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าไปสะสมไม่เต็มที่ ในขณะเดียวกัน ธนาคารอื่นๆ เช่น KTB ก็ยังคงยืนหยัดอยู่ในระดับราคาที่ค่อนข้างถูก และสำหรับ KKP หากตลาดมีจังหวะย่อตัวลงมาพักฐาน ก็นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนในการทยอยเข้าสะสมเพิ่ม

กลยุทธ์ล่าหุ้น Laggard ศิลปะการหมุนเงินของรายย่อย

เมื่อดัชนีภาพรวมของตลาดถูกลากขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ด้วยหุ้นบิ๊กแคปกลุ่มแบงก์ นักลงทุนรายย่อยรวมถึงกองทุนในประเทศที่เริ่มทยอยขายทำกำไรหุ้นใหญ่ออกมา มักจะมีพฤติกรรมที่ไม่ยอมปล่อยให้เงินสดนอนนิ่งเฉยๆ อยู่ในพอร์ต พวกเขาจะเริ่มกระบวนการค้นหาและหมุนเวียนเงินลงทุนไปสู่หุ้นแถวสองที่ราคายังไม่ปรับตัวขึ้น หรือที่ศัพท์ในวงการเรียกว่ากลุ่ม Laggard เพื่อแสวงหาผลตอบแทนในรอบใหม่ พฤติกรรมนี้เองที่ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบตลาดเริ่มสะพัดและกระจายตัวมากขึ้น

ภายใต้ธีมการลงทุนแบบสภาพคล่องสะพัดเช่นนี้ หุ้นกลุ่มที่มีงบการเงินแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมแต่ราคาถูกปัจจัยลบระยะสั้นกดทับมาเป็นเวลานาน จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเป้าหมายหลัก หนึ่งในเซกเตอร์ที่น่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้น กลุ่มสินเชื่อมีหลักประกัน ซึ่งนำทัพโดย MTC บริษัทแห่งนี้มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งอย่างมากในเรื่องของทักษะการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิต และความสามารถในการควบคุมหนี้เสีย (NPL) ได้อย่างแข็งแกร่งแม้จะต้องเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง โดยนักวิเคราะห์ทางเทคนิคคาดการณ์ว่า ราคาเป้าหมายของ MTC มีโอกาสขยับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ 38 บาท ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นอกเหนือจากนี้ หุ้นกลุ่มค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง CPALL และ CPAXT ก็เริ่มปรากฏสัญญาณของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาสะสมอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน

ขยับมาที่กลุ่มการแพทย์และโรงพยาบาล หุ้นตัวท็อปอย่าง BDMS หลังจากที่สามารถผ่านจุดวัดใจและเบรกทะลุแนวต้านสำคัญที่ 19.40 บาทขึ้นมาได้อย่างสวยงาม กราฟเทคนิคก็ได้รับการยืนยันถึงสัญญาณแนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ โดยนักลงทุนตั้งเป้าหมายถัดไปรอทดสอบอยู่ที่บริเวณ 21 บาท

ในขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศอย่าง GULF ก็แสดงศักยภาพความแข็งแกร่งด้วยการทะยานขึ้นไปปิดเหนือระดับ 63 บาท ได้สำเร็จ พร้อมทั้งกำลังเดินหน้าทดสอบแนวต้านถัดไปที่บริเวณ 63.75 ถึง 64 บาทอย่างรวดเร็ว ทางด้านกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารอย่าง CPF ก็ได้รับอานิสงส์เชิงบวกโดยตรงจากทิศทางราคาเนื้อหมูในท้องตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัจจัยหนุนนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาอย่างโดดเด่นและเป็นที่น่าจับตามอง

Private Credit ความเสี่ยงเงียบในตลาดต่างประเทศที่ห้ามมองข้าม

แม้ว่าภาพรวมของตลาดหุ้นในฝั่งเอเชียรวมถึงตลาดหุ้นไทยกำลังสดใสนั้น ทว่าเมื่อเราขยายกรอบการมองออกไปในระดับสากล จะพบว่า ยังมีจุดเปราะบางซ่อนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องตระหนักรู้และเพิ่มความระมัดระวังให้มากที่สุด นั่นคือ ภาวะความเสี่ยงที่กำลังก่อตัวในตลาด Private Credit (สินเชื่อนอกระบบสถาบันการเงินที่ดั้งเดิม)

จากการติดตามรายงานข้อมูลทางการเงินในช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา มีตัวเลขหนึ่งที่กังวล คือ สัดส่วนของผู้ลงทุนสถาบันที่ยื่นความจำนงขอไถ่ถอนเงินลงทุน แต่กลับยังไม่สามารถดึงเงินสดออกมาได้ในกองทุนสินเชื่อขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง Blackstone Private Credit Fund และ Blackstone Credit Income (BUO) ได้พุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับเกือบ 30% ตัวเลขเม็ดเงินที่สูงลิ่วขนาดนี้ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงปัญหาสภาพคล่องที่กำลังตึงตัวขึ้นอย่างน่ากังวล แม้ว่าเมื่อประเมินจากขนาดพอร์ตรวมของกลุ่มนักลงทุนที่กำลังรอคิวไถ่ถอนเงินจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในมุมมองเชิงเปรียบเทียบอาจจะยังไม่ใหญ่โตพอที่จะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง (Systemic Risk) ในทันที ทว่าสิ่งนี้ก็นับเป็นสัญญาณไฟเตือนอันตรายระดับสีส้มที่นักบริหารความเสี่ยงพอร์ตลงทุนระดับโลกจะละเลยประมาทไม่ได้อย่างเด็ดขาด

ด้วยเหตุผลนี้เอง สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ไปแสวงหาผลตอบแทนในตลาดต่างประเทศ ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่ควรพิจารณาปรับโครงสร้างพอร์ต หันไปหาตราสารที่มีความมั่นคงระดับสูงสุด เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury) หรือ ตราสารหนี้ระยะสั้นชั้นดี (Bonds) รวมถึงการให้ความสำคัญกับการเลือกกองทุนรวมที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) กลยุทธ์เหล่านี้จึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันชั้นยอดและเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาทที่สามารถแข็งค่าขึ้นได้อย่างรวดเร็วในพริบตา

ศิลปะการบริหารพอร์ต บริหารความเสี่ยง

การก้าวขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การนั่งจ้องมองและประมวลผลตัวเลขสีเขียวสีแดงบนหน้าจอเทรดเท่านั้น แต่มันคือศิลปะแห่งการเข้าใจหลักการ “การบริหารความเสี่ยง” ในทุกมิติของการใช้ชีวิต ในยุคปัจจุบันที่โลกขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ความประมาทเลินเล่อเพียงเสี้ยววินาทีของคนรอบข้างก็สามารถสร้างความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ให้กับเราได้เสมอ

ดังนั้น การลงทุนอย่างมีสติจึงเปรียบเสมือนกับการฝึกฝนทักษะการขับรถแบบมองลึกและระแวดระวัง (Defensive Driving) แม้ว่าหน้าจอบนถนนจะขึ้นไฟเขียวสว่างไสว แต่เราก็ไม่ควรผลีผลามเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไปในทันทีโดยปราศจากการมองซ้ายมองขวาเพื่อเช็กให้แน่ใจว่า ไม่มีใครกำลังจะแหกกฎจราจรวิ่งฝ่าไฟแดงมาชนเรา การเลือกเลนในการเดินทางให้เหมาะสมอย่างการวิ่งเลนซ้ายหรือเลนกลางที่เน้นความปลอดภัย การเว้นระยะห่างที่เหมาะสมจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเลือกมุมนั่งรับประทานอาหารในร้านริมทาง ให้อยู่ในจุดที่มีโครงสร้างสิ่งกำบังที่แข็งแกร่ง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นผลผลิตของกระบวนการคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อ “จำกัดความสูญเสียสูงสุด” (Max Drawdown) ที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้

ปรัชญานี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในโลกของตลาดหุ้นได้อย่างไร้รอยต่อ การทำความเข้าใจกลยุทธ์การเทรดที่ซับซ้อน เช่น การเรียนรู้วิธีการอ่านกลเกมและจิตวิทยามวลชนผ่านหน้าต่าง Bid-Offer เพื่อคอยจับจังหวะการทำราคาของรายใหญ่ หรือการประยุกต์ใช้เครื่องมือทางการเงินที่มีอัตราทดอย่างใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ในจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างแม่นยำ จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เราสามารถจำกัดความเสี่ยงลงได้พร้อมกับสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่คุ้มค่า

ตารางสรุป : มุมมอง Valuation และสถานะทางเทคนิคของสินทรัพย์เด่น

ประเภทสินทรัพย์ชื่อย่อ/ชื่อสินทรัพย์มูลค่าพื้นฐานและอัตราส่วนทางการเงิน (Valuation)คำแนะนำและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์
ธนาคารพาณิชย์SCB• คาดการณ์กำไร Q2 เติบโตแตะ 1.24 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4-5% QoQ เทียบกับ Q1 ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท)
• P/E กลุ่มเฉลี่ย 10 เท่า
ถือครองเพื่อรันเทรนด์รับกระแสเงินทุนต่างชาติต่อเนื่อง เป็นเป้าหมายหลักอันดับต้นๆ
ธนาคารพาณิชย์BBL• ถูกในเชิงโครงสร้างมูลค่า ด้วย P/BV 0.7 – 0.8 เท่า
• P/E เกือบ 10 เท่า แต่ปันผลค่อนข้างต่ำกว่ากลุ่ม
ปลอดภัยสูงด้วยฐานเงินฝากหนาแน่น ทว่าอาจขาดความหวือหวาเนื่องจากงบ Q2 คาดว่ายังไม่เด่น
ธนาคารพาณิชย์BAY• Valuation ต่ำและมีอัตราการจ่ายปันผลที่จูงใจเป็นตัวเลือกแถวสองที่พร้อมวิ่งตามหากเงินทุนไหลเข้ากลุ่มธนาคารขนาดใหญ่อย่างเต็มที่
สินเชื่อมีหลักประกันMTC• ความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ ควบคุม NPL ได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแนะนำเด่นในกลุ่ม Laggard เป้าหมายทางเทคนิคแรกอยู่ที่ 38 บาท (รองรับการเก็งกำไรผ่าน DW41)
การแพทย์และโรงพยาบาลBDMS• ทะลุแนวต้านบิดออฟเฟอร์สำคัญที่ระดับ 19.40 บาทเรียบร้อยแล้วแนวโน้มกราฟเทคนิคัลส่งสัญญาณขาขึ้นชัดเจน มีเป้าหมายถัดไปที่ 21 บาท
พลังงานและสาธารณูปโภคGULF• ยืนเหนือแนวต้านสำคัญ 63 บาทได้อย่างแข็งแกร่ง และวิ่งทดสอบระดับ 64 บาทอย่างรวดเร็วได้รับประโยชน์จากโมเมนตัมขาขึ้นเต็มตัว มีสัญญาณความต้องการซื้อหนาแน่น
ตลาดต่างประเทศUS Treasury / Bonds• ดอกเบี้ยแท้จริงอยู่ในระดับที่น่าดึงดูดใจ และได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเน้นกองทุนที่มีการทำ FX Hedging
สินทรัพย์ทางเลือกGold (ทองคำ)• ราคาสปอตยืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ ได้อย่างแข็งแกร่ง• ราคาทองคำแท่งในประเทศแตะระดับ 65,000 บาทอยู่ในรอบแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นที่แข็งแกร่ง เหมาะสำหรับจับจังหวะสลับเม็ดเงินลงทุน

บทสรุป

ทุกครั้งที่วัฏจักรเศรษฐกิจเปลี่ยน ทิศทางของเงินทุนย่อมเปลี่ยนตาม และนั่นคือ ช่วงเวลาที่โอกาสใหม่ในการลงทุนเริ่มก่อตัว หากกระแส Fund Flow ต่างชาติทยอยไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ หุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งแต่ยังปรับตัวขึ้นไม่มากอาจกลายเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม ไม่มีวัฏจักรใดเดินหน้าเป็นเส้นตรง ความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงิน และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามคาดเดาทุกจังหวะของตลาดให้ถูกต้อง แต่คือ การมีวินัยในการลงทุน เลือกสินทรัพย์บนพื้นฐานของข้อมูลและมูลค่าที่เหมาะสม พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพราะในโลกของการลงทุน ผู้ที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ผู้ที่วิ่งตามทุกกระแส แต่คือผู้ที่เข้าใจวัฏจักรของตลาด และพร้อมปรับพอร์ตให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในทุกช่วงเวลา

ตารางสรุป : 5 สินทรัพย์เด่น รับรอบไซเคิลใหม่ครึ่งปีหลัง

กลุ่มธุรกิจหุ้นเด่น / สินทรัพย์จุดเด่นที่น่าสนใจคำแนะนำเชิงกลยุทธ์
แบงก์SCBงบ Q2 จ่อโต, P/E กลุ่มยังต่ำถือรันเทรนด์ รับกระแส Fund Flow
แบงก์BBLฐานเงินฝากแน่น, P/BV ค่อนข้างถูกปลอดภัยสูง เซฟโซนจำกัดความเสี่ยง
สินเชื่อMTCคุมหนี้เสีย (NPL) เก่งฝ่าด่านเศรษฐกิจตัวตึงกลุ่ม Laggard ลุ้นเป้าเทคนิค 38 บ.
โรงพยาบาลBDMSกราฟสวย ทะลุแนวต้าน 19.40 บ.เทรนด์ขาขึ้นชัดเจน ลุ้นเป้าถัดไป 21 บ.
ต่างประเทศUS Treasuryดอกเบี้ยจริงน่าดึงดูดใจควรกระจายความเสี่ยง (เน้นทำ FX Hedging)

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

อ้างอิงจาก

  • https://www.facebook.com/prakitsiriwattanaket/videos/1691433172136329
Tags: กระแสเงินทุนต่างชาติกลยุทธ์จัดพอร์ตครึ่งปีหลังความเสี่ยงPrivateCreditดอกเบี้ยเฟดทิศทางเศรษฐกิจโลกบริหารพอร์ตการเงินหุ้นLaggardหุ้นกลุ่มค้าปลีกหุ้นกลุ่มธนาคารเงินบาทแข็งค่า
Previous Post

ทำไม Gen Z ถึงเลิกหวังพึ่ง เงินบำนาญรัฐ และหันมาปั้นแผนเกษียณด้วยตัวเอง?

กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

RECOMMENDED NEWS

วิกฤตคนทำงานการเงิน 2026 แบงก์ทั่วโลกหั่น 63000 ตำแหน่ง เซ่นพิษ AI 

วิกฤตคนทำงานการเงิน 2026 แบงก์ทั่วโลกหั่น 63000 ตำแหน่ง เซ่นพิษ AI 

4 สัปดาห์ ago
วิกฤตตะวันออกกลาง เมื่อสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ สะเทือนกระดานเศรษฐกิจโลก

วิกฤตตะวันออกกลาง เมื่อสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ สะเทือนกระดานเศรษฐกิจโลก

4 สัปดาห์ ago
วิกฤตฮีเลียมโลกหาย 30% สะเทือนวงการชิป-AI หนักกว่าที่คิด!

วิกฤตฮีเลียมโลกหาย 30% สะเทือนวงการชิป-AI หนักกว่าที่คิด!

4 เดือน ago
ทรัมป์ขู่ฟาดภาษี 50% สะเทือนโลก คัดหุ้น-ทองรับมือสงครามการค้า

ทรัมป์ขู่ฟาดภาษี 50% สะเทือนโลก คัดหุ้น-ทองรับมือสงครามการค้า

3 เดือน ago

FOLLOW US

BROWSE BY CATEGORIES

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

BROWSE BY TOPICS

AI กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุน การลงทุนต่างประเทศ การเงินส่วนบุคคล ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวเศรษฐกิจโลก ค่าครองชีพ จัดพอร์ตลงทุน ชิป AI ช่องแคบฮอร์มุซ ดอกเบี้ยเฟด ตลาดหุ้นเอเชีย ตลาดหุ้นไทย ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า ราคาทองคำ ราคาทองวันนี้ ราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันโลก ลงทุนทองคำ วางแผนการเงิน วิกฤตตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ วิเคราะห์ราคาทอง วิเคราะห์หุ้น สงครามตะวันออกกลาง สงครามอิหร่าน สินทรัพย์ปลอดภัย หุ้นพลังงาน หุ้นเทคโนโลยี หุ้นไทย อสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อ เงินเฟ้อสหรัฐ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี AI เทรนด์เทคโนโลยี เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย แนวโน้มราคาทอง แนวโน้มเศรษฐกิจ

POPULAR NEWS

  • สรุปสาเหตุหุ้นเทคฯ ร่วงทั่วโลก ฉุด Nikkei 225 ปรับฐานแรง ท่ามกลางแรงเทขายทั่วโลก

    สรุปสาเหตุหุ้นเทคฯ ร่วงทั่วโลก ฉุด Nikkei 225 ปรับฐานแรง ท่ามกลางแรงเทขายทั่วโลก

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • เศรษฐกิจโลก 2026 กับยุคที่ สมอง แพงกว่าราคาน้ำมัน เราจะปรับตัวอย่างไรให้รอด? 

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง รับ 4000 บาท ใครได้บ้างเช็กเลย!

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ทำไม Micron Technology กำลังเป็นเจ้าบัลลังก์ชิป AI โลก

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ส่อง 3 หุ้นซูชิยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เปลี่ยนมื้ออร่อยให้เป็นขุมทรัพย์

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
The Signals

In a world full of noise, leaders look for signals.

สื่อวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจสำหรับผู้นำ ที่คัดกรองและตีความ “สัญญาณ” ของโลกเศรษฐกิจและธุรกิจ เพื่อให้เห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลง

Follow us on social media:

Recent News

  • วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง
  • ทำไม Gen Z ถึงเลิกหวังพึ่ง เงินบำนาญรัฐ และหันมาปั้นแผนเกษียณด้วยตัวเอง?
  • บัตรเดบิตไดม์เนิน (Dime! Nern) ไอเทมใหม่ใช้จ่ายทั่วโลกไร้รอยต่อ 

Category

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

Recent News

วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง

วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง

กรกฎาคม 5, 2026
ทำไม Gen Z ถึงเลิกหวังพึ่ง เงินบำนาญรัฐ และหันมาปั้นแผนเกษียณด้วยตัวเอง?

ทำไม Gen Z ถึงเลิกหวังพึ่ง เงินบำนาญรัฐ และหันมาปั้นแผนเกษียณด้วยตัวเอง?

กรกฎาคม 5, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.

Welcome Back!

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In
No Result
View All Result
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.