เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย ระบบบำนาญของหลายประเทศก็เริ่มเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับประชากรวัยแรงงานที่ลดลง ทำให้คำถามเรื่อง “ความยั่งยืนของเงินบำนาญรัฐ” กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ซึ่งคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่าพวกเขาจะยังได้รับสิทธิประโยชน์จากระบบดังกล่าวเมื่อถึงวัยเกษียณหรือไม่
ความกังวลนี้กำลังส่งผลต่อพฤติกรรมทางการเงินของคนรุ่น Gen Z อย่างเห็นได้ชัด หลายคนเริ่มวางแผนเกษียณตั้งแต่อายุยังน้อย เพิ่มสัดส่วนการออมและการลงทุน หรือมองหาแนวทางสร้างความมั่นคงทางการเงินด้วยตนเองมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐ ขณะที่ประเทศไทยเองก็เผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรในทิศทางเดียวกัน จึงทำให้ประเด็นเรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อวัยเกษียณกลายเป็นเรื่องที่ควรติดตามมากกว่าที่เคย บทความนี้ THE SIGNALs จะพาไปสำรวจว่าทำไม Gen Z ในหลายประเทศจึงเริ่มลดการพึ่งพาระบบบำนาญของรัฐ และบทเรียนดังกล่าวสะท้อนอะไรต่อการวางแผนการเงินของคนไทยในอนาคต
ทำไม Gen Z ถึงเลิกหวังพึ่ง เงินบำนาญรัฐ และหันมาปั้นแผนเกษียณด้วยตัวเอง?

โจเอล (Joel) ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ อาศัยอยู่กับพ่อแม่และทำงานในลอนดอน เพิ่งคว้างานวิศวกรซึ่งเป็นงานแรกหลังเรียนจบมาได้สำเร็จ หลังจากที่ต้องทนทำงานรายได้น้อยมาหลายปี แต่แทนที่เขาจะนำเงินก้อนใหม่นี้ไปใช้จ่ายอย่างจุใจ เก็บเงินไปเที่ยว หรือเตรียมไว้เป็นเงินดาวน์บ้าน เขากลับเลือกที่จะกันเงินส่วนใหญ่ไปสมทบในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท
เหตุผลน่ะหรือ? เพราะเขาไม่เชื่อว่าตัวเองจะได้รับ “เงินบำนาญจากรัฐ” (State Pension) อีกต่อไปแล้ว
เช่นเดียวกับโจเอล กว่าครึ่งของชาว Gen Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997–2012) ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่คาดหวังว่าระบบบำนาญของรัฐจะยังมีชีวิตอยู่รอดไปจนถึงวันที่พวกเขาเกษียณอายุ ฟังดูเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่การเติบโตมาท่ามกลางพาดหัวข่าวรายวันที่ตอกย้ำถึงสังคมผู้สูงอายุ สัดส่วนวัยแรงงานที่หดตัวลงอย่างน่าใจหาย และแรงกดดันมหาศาลต่องบประมาณแผ่นดิน ทำให้โจเอลปักใจเชื่อว่า คนรุ่นเขานี่แหละที่จะต้องรับเคราะห์จากวิกฤตครั้งนี้
“ผมไม่เชื่อหรอกว่าตัวเองจะได้เป็นผู้รับเงินบำนาญจากรัฐ ผมรู้ดีว่าเพื่อนวัยเดียวกันหลายคนก็คิดแบบนี้… เงินมันไม่มีทางพอจ่ายหรอก” โจเอลกล่าว
ปกติแล้วเรื่องการเกษียณอายุมักจะดูเป็นเรื่องไกลตัวเสมอสำหรับคนวัย 20 กว่าๆ เป็นเรื่องที่เอาไว้คิดทีหลังก็ได้ แต่สิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปีในยุคนี้กลับเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่แค่รู้สึกว่าไกลตัว แต่มันคือ “ความหวาดระแวง” และความไม่เชื่อมั่น
“ในแง่ของคณิตศาสตร์ มันเป็นสมการที่ไปด้วยกันไม่ได้เลย… มันต้องถึงจุดที่เงินบำนาญรัฐใช้งบประมาณมากเกินไป จนไม่สามารถคงอยู่ได้ในรูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้”
เมื่อเส้นชัยของการเกษียณถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ
เกณฑ์อายุขั้นต่ำในการรับบำนาญรัฐกำลังถูกปรับเปลี่ยน เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา อายุเริ่มต้นที่ประชาชนจะได้รับเงินก้อนนี้เริ่มค่อยๆ ขยับขึ้น จากเดิม 66 ปี เป็น 67 ปี ภายในเดือนมีนาคม 2028 และมีกำหนดจะขยับขึ้นอีกครั้งเป็น 68 ปี ในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งเผลอๆ อาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้นด้วยซ้ำ เนื่องจากรัฐบาลกำลังมีคณะกรรมการอิสระเข้ามาทบทวนนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง
ความไม่แน่นอนนี้นำมาซึ่งความอึดอัดใจสำหรับ “คอนเนอร์” (Connor) ผู้จัดการร้านค้าปลีกวัย 27 ปี ที่ได้แสดงความคิดเห็นผ่านรายการ BBC Your Voice ว่า “เป้าหมายมันถูกเลื่อนหนีไปเรื่อยๆ” เขาระบายความรู้สึกว่า “ณ ตอนนี้ กฎหมายบอกว่าผมจะเกษียณได้ตอนอายุ 68 แต่ถ้าให้พูดตรงๆ ผมคิดว่ากว่าจะถึงคิวผม ตัวเลขน่าจะปาไปใกล้ๆ 75 ปีซะมากกว่า”
ปัจจุบัน มีประชาชนกว่า 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 19% ของจำนวนประชากร ที่เข้าเกณฑ์อายุรับเงินบำนาญรัฐ ภายในปี 2050 แม้จะมีการขยับอายุรับบำนาญขึ้นเป็น 68 ปีแล้วก็ตาม แต่ประชากรกลุ่มนี้ก็ถูกคาดการณ์ว่าจะทะลุเกิน 15 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด และตัวเลขนี้จะพุ่งทะยานเข้าใกล้ 17 ล้านคนในช่วงทศวรรษ 2070
พูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ จะมีคนที่เข้าข่ายได้รับเงินบำนาญมากขึ้นมหาศาล ในขณะที่สัดส่วนของคนวัยทำงานที่คอยจ่ายภาษีเข้ากองทุนเพื่อมาอุดหนุนรายจ่ายตรงนี้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ในขณะเดียวกัน เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรวัยทำงานกลับไม่ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญส่วนตัวเลย นั่นหมายความว่า ผู้คนจำนวนมากจะต้องพึ่งพาเงินบำนาญจากรัฐเป็นแหล่งรายได้เดียวในยามเกษียณ และเมื่อมองจากอัตราความยากจนสัมพัทธ์ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ปัจจุบันปาเข้าไป 14% เราก็คงพอจะนึกภาพออกว่าชีวิตที่ต้องพึ่งพารัฐเพียงอย่างเดียวนั้นจะยากลำบากแค่ไหน
ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายต่างออกโรงเตือนว่า หากคนทั้งเจเนอเรชันหมดศรัทธาในระบบบำนาญรัฐ มันอาจผลักให้ผู้คนหันไปหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ทำให้พวกเขาใช้ชีวิตแบบตึงเครียดและประหยัดจนเกินพอดี หรือในทางกลับกัน อาจทำให้บางคนถอดใจไม่ยอมเก็บออมเงินเลยแม้แต่บาทเดียว
คำถามสำคัญ คือ เรากำลังเดินหน้าเข้าสู่วิกฤตบำนาญครั้งใหญ่สำหรับกลุ่ม Gen Z หรือไม่? และถ้าเป็นเช่นนั้น คนเจเนอเรชันนี้จะกลายเป็นผู้ที่เข้ามาพลิกโฉมนิยามของคำว่า “การเกษียณอายุ” ไปตลอดกาลหรือเปล่า?
จุดจบของนโยบาย Triple Lock?
สำหรับผู้ที่ถึงวัยรับบำนาญรัฐในยุคนี้ ตราบใดที่พวกเขาจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม (National Insurance) มาครบ 35 ปี พวกเขาจะได้รับเงิน £241.30 ต่อสัปดาห์
จำนวนเงินนี้จะถูกปรับขึ้นทุกปีเพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น นับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา การปรับขึ้นเงินบำนาญถูกการันตีด้วยนโยบายที่เรียกว่า “Triple Lock” (การล็อคสามชั้น) ซึ่งหมายความว่า ตัวเลขบำนาญจะปรับเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งที่สูงที่สุดระหว่าง อัตราเงินเฟ้อ, การเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ย หรือที่ระดับ 2.5% คงที่
แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายองค์กรเริ่มออกมาเรียกร้องให้รื้อกฎกติกานี้ใหม่
องค์กรคลังสมองสายกลาง-ซ้าย อย่าง Resolution Foundation ได้ออกมาชี้เป้าว่า ควรยกเลิกระบบ Triple Lock โดยให้เหตุผลว่า การให้ความสำคัญกับรายได้ของผู้สูงอายุมากกว่าประชากรวัยทำงานและเด็ก ถือเป็นความไม่เป็นธรรม
ในขณะเดียวกัน Tony Blair Institute (TBI) ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตนายกรัฐมนตรี โทนี่ แบลร์ มองไกลไปกว่านั้น และเรียกร้องให้ยุบระบบบำนาญรัฐรูปแบบเดิมทิ้งทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยระบบใหม่ที่ชื่อว่า “Lifespan Fund” โดย โทมัส สมิธ (Thomas Smith) ผู้อำนวยการด้านนโยบายเศรษฐกิจของ TBI แย้งว่า “ระบบบำนาญของอังกฤษถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยุคสมัยที่แตกต่างออกไป เราไม่สามารถเทเงินถมลงไปในระบบที่นับวันจะยิ่งกลายเป็นภาระที่เกินตัวได้อีกแล้ว”
ข้อเสนอนี้แนะให้ฉีกกฎ Triple Lock ทิ้ง และอนุญาตให้ประชาชนสามารถเบิกถอนเงินบำนาญของตนเองออกมาใช้ล่วงหน้าได้บางส่วน หากมีความจำเป็น เช่น ตกงานกะทันหัน หรือต้องเปลี่ยนงานบ่อย
ไอเดียนี้อาจจะโดนใจคนอย่างคอนเนอร์ ในเชสเตอร์ฟิลด์ ตอนนี้เขากำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกปลดออกจากบริษัทเครื่องสำอางระดับโลก การสามารถดึงเงินก้อนเล็กๆ ออกมาใช้ก่อน ซึ่งก็คือการเบิกเงินบำนาญในอนาคตของตัวเอง อาจเป็นท่อน้ำเลี้ยงที่ช่วยพยุงชีวิตเขาให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตไปได้
“ช่วงนี้งานมันหายากจริงๆ โชคดีที่ผมยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่ผมก็ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านให้พวกท่านอยู่ดี แถมยังมีค่างวดรถ และค่าประกันที่ต้องรับผิดชอบอีก”
แต่อดีตรัฐมนตรีกระทรวงบำนาญ สตีฟ เวบบ์ (Steve Webb) กลับโต้แย้งว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นถือเป็น “การเดินถอยหลังลงคลองอย่างรุนแรง” เขามองว่า ข้อดีของระบบปัจจุบัน คือความเรียบง่าย ซึ่งไม่ควรถูกนำไปแทนที่ด้วย “ระบบที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงและล้วงลูกเกินไป ซึ่งกว่าจะนำมาใช้จริงได้เต็มรูปแบบก็คงต้องกินเวลาหลายสิบปี”
ทางฝั่งรัฐบาล ออกมาระบุว่า ได้ให้คำมั่นที่จะคงนโยบาย Triple Lock ไว้ตลอดอายุของรัฐสภาชุดนี้ และ Pensions Commission ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบระบบบำนาญเอกชนของสหราชอาณาจักร กำลังพิจารณาหาแนวทาง “เพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตหลังเกษียณของผู้คนในวันข้างหน้าจะมีความมั่นคง”
แต่ความเป็นไปได้สูง คือ คนวัย 20 กว่าๆ ในวันนี้ อาจจะไม่ได้สัมผัสกับบำนาญที่มาพร้อม Triple Lock อีกต่อไป นั่นแปลว่า การประทังชีวิตด้วยบำนาญรัฐเพียงอย่างเดียวจะแสนเข็ญยิ่งขึ้น เพราะมูลค่าของเงินที่ได้อาจจะเติบโตช้ากว่าค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้า และบิลค่าใช้จ่ายในบ้านที่ทะยานขึ้นไปไกลลิบ
เมื่อคนเริ่มสงสัยว่า Triple Lock จะไปรอดหรือไม่ บทสนทนาก็มักจะเปลี่ยนไปสู่ประเด็นที่ว่า แล้วระบบบำนาญรัฐในภาพรวมจะอยู่รอดได้อย่างไร? หนึ่งในไอเดียที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยๆ คือ การทดสอบฐานะ (Means-testing) หรือการให้บำนาญตามความจำเป็น ซึ่งในบางแง่มุมมันก็มีใช้อยู่แล้ว นั่นคือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยมากๆ จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมที่เรียกว่า Pension Credit แต่สำหรับโจเอลในวัย 24 ปี เขาเชื่อว่า เพื่อให้ระบบบำนาญรัฐอยู่รอดได้ ทางเลือกอาจจะต้องมีความเด็ดขาดและเปลี่ยนโครงสร้างมากกว่านั้น
“ผมไม่ได้มองว่าการจ่ายบำนาญตามฐานะเป็นเรื่องแย่เสมอกันไป แต่มันจะแย่แน่ๆ ถ้ามันถูกนำไปใช้กับคนในอีก 50 ปีข้างหน้าเท่านั้น แทนที่จะเอามาปรับใช้ตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อที่เราจะได้เริ่มประหยัดงบประมาณตรงนั้นได้บ้าง”
ทางเลือกในการ “ขอถอนตัว” (Opting-out)
วิศวกรอย่างโจเอล ถือเป็นพวกชอบเก็บหอมรอมริบ ความหวาดกลัวต่ออนาคตของเงินบำนาญรัฐ ทำให้เขาต้องทุ่มเทเต็มสูบให้กับการลงทุนในกองทุนส่วนตัว เขาติดต่อเข้ามายัง BBC Your Voice เพราะรู้สึกว่ารัฐบาลหลายยุคหลายสมัยเอาแต่อุ้มชูคนวัยเกษียณในปัจจุบัน และทิ้งผลกรรมทั้งหมดไว้ให้คนรุ่นเขาเป็นผู้แบกรับ
“ผมคงต้องหักเงินเดือนตัวเองเพื่อโปะเข้ากองทุนส่วนตัวให้มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเลยในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งทะยานทะลุเพดานแบบนี้” เขาบอก
เมื่อส่องดูตัวเลขที่คนทำงานรุ่นใหม่จำเป็นต้องมีเพื่อการเกษียณ ยิ่งทำให้หลายคนเกิดอาการวิตกหนักขึ้นไปอีก บริษัทการลงทุน Rathbones ประเมินว่า คนโสดที่เกษียณอายุที่ 65 ปีในวันนี้ (โดยมีบำนาญรัฐรองรับ) อาจต้องมีเงินออมราวๆ £796,000 เพื่อสร้าง “ชีวิตเกษียณที่สุขสบาย” แต่ถ้ามองข้ามช็อตไปที่คนวัย 25 ปีในปัจจุบัน หากระบบบำนาญรัฐยังคงอยู่ พวกเขาจำเป็นต้องมีเงินก้อนถึง £1.68 ล้าน เพื่อให้สามารถเกษียณคนเดียวได้อย่างไม่เดือดร้อน และ ถ้าหากไม่มีบำนาญจากรัฐ ตัวเลขสำหรับ Gen Z จะพุ่งทะลุไปถึง £2.4 ล้าน (มากกว่า 100 ล้านบาท)!
ภายใต้แรงกดดันจากสังคมที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โจเอลเล่าว่า เพื่อนๆ ของเขาหลายคนกำลังพิจารณาที่จะถอนตัว (Opt-out) จากกองทุนส่วนตัวและกองทุนที่ทำงานไปเลย แล้วหันไปจัดการพอร์ตลงทุนด้วยตัวเองแทน โดยส่วนใหญ่จะเทน้ำหนักไปที่ “คริปโต หรือ กองทุนดัชนี (Index Funds) อะไรพวกนั้น”
“มันมีความรู้สึกที่ว่า ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด แต่มันก็ดูมั่นคงกว่าการเอาเงินไปกองไว้ในระบบบำนาญ ที่ท้ายที่สุดพวกเขาก็จะโดนหักหัวคิวหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ นานาอยู่ดี”
แน่นอนว่า การเลือกลงทุนด้วยตัวเองอาจสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าระบบบำนาญมาตรฐาน แต่มันก็คือการเดิมพันครั้งใหญ่
หลักพฤติกรรมเศรษฐศาสตร์ ระบุไว้ว่า เมื่อผู้คนสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบ พวกเขามักจะมีปฏิกิริยาตอบสนองในสองทิศทาง คือ ไม่ถอนตัวออกไปเลย ก็พยายามชดเชยมากจนเกินพอดี ซึ่งทั้งสองทางต่างก็มีปัญหาซ่อนอยู่ การทุ่มเทเก็บออมเงินในกองทุนส่วนตัวมากเกินไปอาจปิดกั้นโอกาสในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน แต่การเลือกปฏิเสธระบบเลย ก็อาจทิ้งให้หลายคนต้องไปเสี่ยงกับการเก็บเงินเกษียณที่ไม่แน่นอน หรือลงเอยด้วยการไม่มีเงินเก็บเลยด้วยซ้ำ
ที่ใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์ แอชลีย์ (Ashleigh) วัย 23 ปี เห็นด้วยกับโจเอลว่า เงินบำนาญรัฐคงตกไม่ถึงท้องเธอแน่ๆ “ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันว่าคงไม่มีใครได้เกษียณหรอก สุดท้ายทุกคนก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกันเองทั้งนั้น”
แต่ในฐานะคนที่มีรายได้ไม่สูงนัก ทางเลือกในการออมของเธอจึงไม่ได้หรูหราเหมือนคนอื่น เธอเล่าว่า ตอนที่ทำงานให้กับบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ เธอตัดสินใจหยุดจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนอัตโนมัติ (Auto-enrolment) ของนายจ้าง
“ฉันกดยกเลิกไปเลย เพราะฉันจำเป็นต้องใช้เงินเดี๋ยวนี้” เธออธิบาย “ฉันยอมเก็บเงินไว้ซื้อบ้านดีกว่า อย่างน้อยก็ยังมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้เห็น”
ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนในวัยเกษียณอาจถ่างกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับคนเจเนอเรชันนี้
ดร. ซูซี่ มอร์ริสซีย์ (Dr. Suzy Morrissey) รองผู้อำนวยการของ Pensions Policy Institute (PPI) เชื่อว่า นอกเหนือจากจำนวนเงินที่ Gen Z เก็บออมส่วนตัวแล้ว ยังมีอีกปัจจัยที่จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงมาก นั่นคือ คนรุ่นนี้จะมีสัดส่วนการ “เช่าบ้าน” สูงกว่าคนรุ่นก่อนๆ
“การเช่าบ้านในวัยเกษียณจะไปเพิ่มความเสี่ยงต่อความยากจน และคนหนุ่มสาวในยุคนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายในการเก็บออมแบบที่คนรุ่นก่อนไม่เคยเจอเมื่อตอนอายุเท่ากัน” เธอกล่าว “ถ้าเรามีประชากรที่ต้องคอยจ่ายค่าเช่าบ้านในวัยเกษียณ แถมยังไม่มีเงินก้อนโตมาครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านั้น นั่นก็เท่ากับว่าพวกเขามีความเสี่ยงสูงมากที่จะตกอยู่ในสภาวะยากจน”
อย่างไรก็ตาม มอร์ริสซีย์ยังคงมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ นั่นคือ ระบบลงทะเบียนบำนาญอัตโนมัติ (Auto-enrollment) ซึ่งจะดึงพนักงานส่วนใหญ่เข้าสู่กองทุนบำนาญที่ทำงานโดยอัตโนมัติ เว้นแต่พวกเขาจะขอถอนตัว หากคนกลุ่มนี้ทำงานเป็นพนักงานกินเงินเดือน “พวกเขาจะใช้เวลาตลอดชีวิตการทำงานในการสมทบเงินเข้ากองทุน และพวกเขาจะเป็นเจเนอเรชันแรกที่ทำแบบนี้มาตั้งแต่ต้นจนจบ”
มันจะเป็นการรองรับความปลอดภัยสำหรับหลายๆ คน แต่อัตราการจ่ายสมทบขั้นต่ำนั้นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเพียงพอสำหรับการเกษียณที่สุขสบาย ยิ่งไปกว่านั้น ระบบนี้ไม่ได้ครอบคลุมกลุ่มคนทำงานอิสระ (Self-employed) อัตโนมัติ และคนที่เผชิญกับแรงกดดันทางการเงินแบบแอชลีย์ก็เลือกที่จะถอนตัวออกไปแล้ว ดังนั้นจึงดูเหมือนว่ามีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่จะไม่ได้สัมผัสข้อดีจากแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ว่านี้
แกปเยียร์ฉบับผู้ใหญ่ (Grown-up gap years) กับ มินิเกษียณ
สำหรับบางคน วิธีรับมือกับอนาคตที่คลุมเครือ คือ การโฟกัสไปที่ปัจจุบันเท่านั้น ลอเรน (Lauren) สาววัย 24 จากเมืองฮัลล์ บอกว่า “เงินน่ะหาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ แต่เวลาไม่เคยหวนกลับมา โลกใบนี้กว้างใหญ่มาก เราไม่ควรต้องรอจนถึง 10 หรือ 20 ปีสุดท้ายของชีวิต ถึงจะได้ออกไปท่องโลกสิ!”
เธอกำลังเตรียมตัวพักงานจากตำแหน่งผู้ประสานงานธุรกิจเป็นเวลา 6 เดือน เธอ คือ หนึ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเลือกที่จะพักเบรกจากการทำงานเป็นช่วงๆ หรือที่เรียกกันว่า “แกปเยียร์ฉบับผู้ใหญ่” (Grown-up gap years) ซึ่งหลายคนบัญญัติศัพท์ใหม่ให้มันว่า “มินิเกษียณ” (Mini-retirement) ผลสำรวจของ HSBC ประจำปี 2025 ในสหราชอาณาจักร พบว่า 63% ของ Gen Z มีแผนที่จะทำ Mini-retirement อย่างน้อยหนึ่งครั้ง เทียบกับ 32% ของ Gen X และเพียง 13% สำหรับชาว Boomers
“เพื่อนของฉันส่วนใหญ่ไม่เอาเงินไปใส่กองทุนบำนาญหรอก พวกเขาเลือกที่จะรับเงินเดือนเต็มๆ (หลังหักภาษี) แล้วเอาไปใช้ในแบบที่ตัวเองต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการเที่ยวและวันหยุดพักผ่อน” ลอเรนเล่า
“ส่วนตัวฉันเองก็ไม่ได้จ่ายเข้ากองทุนบำนาญเหมือนกัน เอาจริงๆ คือ ไม่เคยจ่ายเลย ฉันขอเลือกกำเงินไว้ในมือตอนนี้แล้วเอาไปใช้ชีวิตดีกว่า”
แต่ท่ามกลางความสนุกสนาน ก็มีสัญญาณเตือนภัยถึง Gen Z จากประสบการณ์ของกลุ่ม Waspi women ซึ่งเป็นกลุ่มผู้หญิงหลายแสนคนที่เกิดในยุค 1950s ผู้ทำแคมเปญรณรงค์ต่างบอกว่า พวกเธอต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างหนักจากการปรับขึ้นอายุรับเงินบำนาญรัฐโดยไม่ได้รับการสื่อสารที่ชัดเจนเพียงพอ แรงกระแทกทางการเงินที่พวกเธอได้รับ แสดงให้เห็นว่า “ต้นทุน” ของการตัดสินใจ อาจปรากฏชัดเจนก็ต่อเมื่อมันสายเกินกว่าจะหันหัวเรือกลับแล้ว
หากข้อสันนิษฐานของ Gen Z ถูกต้อง ผู้คนจำนวนมากขึ้นจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด ปฏิวัติแนวทางการออม และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางก้าวผ่านภูมิทัศน์ใหม่ที่ไม่มีใครคุ้นเคยนี้
ภาพสะท้อนสู่ประเทศไทย วิกฤตโครงสร้างประชากรและจุดเปลี่ยนการวางแผนเกษียณของ Gen Z
เมื่อพิจารณาบริบทของประเทศไทย สถานการณ์ด้านโครงสร้างประชากรกำลังเผชิญความท้าทายที่ไม่ต่างจากหลายประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Aged Society) โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่จำนวนประชากรวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาระในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสนับสนุนระบบสวัสดิการของประเทศเพิ่มสูงขึ้น
นักวิชาการและหน่วยงานด้านนโยบายหลายแห่ง เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยเสนอว่า หากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างกองทุนประกันสังคม ทั้งในด้านอัตราเงินสมทบ ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือแนวทางบริหารจัดการระยะยาว กองทุนชราภาพอาจเผชิญความท้าทายด้านสภาพคล่องในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ขณะเดียวกัน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในอัตราปัจจุบันก็อาจไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
แม้จะยังไม่มีผลสำรวจที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า คนไทย Gen Z มีมุมมองต่อระบบบำนาญเช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่ในสหราชอาณาจักร แต่ปัจจัยด้านโครงสร้างประชากร ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อาจเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนเกษียณและการสร้างความมั่นคงทางการเงินด้วยตนเองมากขึ้น ผ่านการออม การลงทุน หรือการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภทตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การ “เลิกหวังพึ่งรัฐ” แต่เป็นการตระหนักว่า การวางแผนทางการเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในสังคมที่กำลังเข้าสู่ยุคผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ทั้งประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกต่างต้องเผชิญร่วมกัน
บทสรุป
เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัยและโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามเรื่อง “ใครจะดูแลเราหลังเกษียณ” กำลังกลายเป็นประเด็นที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น กรณีของสหราชอาณาจักร สะท้อนให้เห็นว่า ความกังวลต่อความยั่งยืนของระบบบำนาญรัฐได้ผลักดันให้ Gen Z หันมาใส่ใจการวางแผนการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่ประเทศไทยเองก็เผชิญความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์และจำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง ซึ่งทำให้การเตรียมความพร้อมทางการเงินสำหรับวัยเกษียณกลายเป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม
แม้รูปแบบของระบบสวัสดิการในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ ความจำเป็นในการวางแผนระยะยาว การสร้างวินัยในการออม การกระจายความเสี่ยงของการลงทุน และการติดตามการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐ ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยเสริมความมั่นคงทางการเงินในอนาคต เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การใช้ชีวิตหลังเกษียณมีความมั่นคงและมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ว่าระบบบำนาญของรัฐจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ตาม
ตาราง : เปรียบเทียบแผนเกษียณ ยุคบำนาญรัฐ VS ยุคปั้นเอง
| หัวข้อเปรียบเทียบ | แนวคิดรุ่นก่อน (คาดหวังพึ่งพารัฐ) | แนวคิด Gen Z (ปั้นแผนด้วยตัวเอง) |
| แหล่งรายได้หลัก | เงินบำนาญรัฐ / ประกันสังคม | พอร์ตการลงทุน / หุ้น / กองทุน / คริปโต |
| เป้าหมายอายุเกษียณ | 60 – 65 ปี (ตามเกณฑ์ของรัฐ) | ไม่ยึดติดอายุ เน้น “มินิเกษียณ” (พักเบรกเป็นช่วงๆ) |
| ความเสี่ยงที่กังวล | ค่าใช้จ่ายยามชราไม่พอ | นโยบายรัฐเปลี่ยน / เงินเฟ้อกินทุน |
| สไตล์การใช้ชีวิต | เก็บหอมรอมริบไว้ใช้บั้นปลายชีวิต | บาลานซ์ความสุขปัจจุบัน ควบคู่การสร้างอิสรภาพทางการเงิน |
อ้างอิงจาก










