วันอาทิตย์, กรกฎาคม 5, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap
The Signals
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy
  • Login
No Result
View All Result
The Signals
Home Trends

ทำไม Gen Z ถึงเลิกหวังพึ่ง เงินบำนาญรัฐ และหันมาปั้นแผนเกษียณด้วยตัวเอง?

กองบรรณาธิการ THE SIGNALs by กองบรรณาธิการ THE SIGNALs
กรกฎาคม 5, 2026
in Trends
0
ทำไม Gen Z ถึงเลิกหวังพึ่ง เงินบำนาญรัฐ และหันมาปั้นแผนเกษียณด้วยตัวเอง?
0
SHARES
9
VIEWS
Share on FacebookShare on Twitter

เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย ระบบบำนาญของหลายประเทศก็เริ่มเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับประชากรวัยแรงงานที่ลดลง ทำให้คำถามเรื่อง “ความยั่งยืนของเงินบำนาญรัฐ” กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ซึ่งคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่าพวกเขาจะยังได้รับสิทธิประโยชน์จากระบบดังกล่าวเมื่อถึงวัยเกษียณหรือไม่

ความกังวลนี้กำลังส่งผลต่อพฤติกรรมทางการเงินของคนรุ่น Gen Z อย่างเห็นได้ชัด หลายคนเริ่มวางแผนเกษียณตั้งแต่อายุยังน้อย เพิ่มสัดส่วนการออมและการลงทุน หรือมองหาแนวทางสร้างความมั่นคงทางการเงินด้วยตนเองมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐ ขณะที่ประเทศไทยเองก็เผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรในทิศทางเดียวกัน จึงทำให้ประเด็นเรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อวัยเกษียณกลายเป็นเรื่องที่ควรติดตามมากกว่าที่เคย บทความนี้ THE SIGNALs จะพาไปสำรวจว่าทำไม Gen Z ในหลายประเทศจึงเริ่มลดการพึ่งพาระบบบำนาญของรัฐ และบทเรียนดังกล่าวสะท้อนอะไรต่อการวางแผนการเงินของคนไทยในอนาคต

Related posts

เจาะเทรนด์เศรษฐกิจยุค AI โอกาสของไทยที่คนธรรมดาก็คว้าได้

เจาะเทรนด์เศรษฐกิจยุค AI โอกาสของไทยที่คนธรรมดาก็คว้าได้

กรกฎาคม 5, 2026
วิกฤตไซเบอร์ Tata ลับแตก! ข้อมูล iPhone 18 Pro หลุด สะเทือนโลกเทค

วิกฤตไซเบอร์ Tata ลับแตก! ข้อมูล iPhone 18 Pro หลุด สะเทือนโลกเทค

มิถุนายน 30, 2026

ทำไม Gen Z ถึงเลิกหวังพึ่ง เงินบำนาญรัฐ และหันมาปั้นแผนเกษียณด้วยตัวเอง?

ทำไม Gen Z ถึงเลิกหวังพึ่ง เงินบำนาญรัฐ และหันมาปั้นแผนเกษียณด้วยตัวเอง?

โจเอล (Joel) ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ อาศัยอยู่กับพ่อแม่และทำงานในลอนดอน เพิ่งคว้างานวิศวกรซึ่งเป็นงานแรกหลังเรียนจบมาได้สำเร็จ หลังจากที่ต้องทนทำงานรายได้น้อยมาหลายปี แต่แทนที่เขาจะนำเงินก้อนใหม่นี้ไปใช้จ่ายอย่างจุใจ เก็บเงินไปเที่ยว หรือเตรียมไว้เป็นเงินดาวน์บ้าน เขากลับเลือกที่จะกันเงินส่วนใหญ่ไปสมทบในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท

เหตุผลน่ะหรือ? เพราะเขาไม่เชื่อว่าตัวเองจะได้รับ “เงินบำนาญจากรัฐ” (State Pension) อีกต่อไปแล้ว

เช่นเดียวกับโจเอล กว่าครึ่งของชาว Gen Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997–2012) ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่คาดหวังว่าระบบบำนาญของรัฐจะยังมีชีวิตอยู่รอดไปจนถึงวันที่พวกเขาเกษียณอายุ ฟังดูเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่การเติบโตมาท่ามกลางพาดหัวข่าวรายวันที่ตอกย้ำถึงสังคมผู้สูงอายุ สัดส่วนวัยแรงงานที่หดตัวลงอย่างน่าใจหาย และแรงกดดันมหาศาลต่องบประมาณแผ่นดิน ทำให้โจเอลปักใจเชื่อว่า คนรุ่นเขานี่แหละที่จะต้องรับเคราะห์จากวิกฤตครั้งนี้

“ผมไม่เชื่อหรอกว่าตัวเองจะได้เป็นผู้รับเงินบำนาญจากรัฐ ผมรู้ดีว่าเพื่อนวัยเดียวกันหลายคนก็คิดแบบนี้… เงินมันไม่มีทางพอจ่ายหรอก” โจเอลกล่าว

ปกติแล้วเรื่องการเกษียณอายุมักจะดูเป็นเรื่องไกลตัวเสมอสำหรับคนวัย 20 กว่าๆ เป็นเรื่องที่เอาไว้คิดทีหลังก็ได้ แต่สิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปีในยุคนี้กลับเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่แค่รู้สึกว่าไกลตัว แต่มันคือ “ความหวาดระแวง” และความไม่เชื่อมั่น

“ในแง่ของคณิตศาสตร์ มันเป็นสมการที่ไปด้วยกันไม่ได้เลย… มันต้องถึงจุดที่เงินบำนาญรัฐใช้งบประมาณมากเกินไป จนไม่สามารถคงอยู่ได้ในรูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้”

เมื่อเส้นชัยของการเกษียณถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ

เกณฑ์อายุขั้นต่ำในการรับบำนาญรัฐกำลังถูกปรับเปลี่ยน เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา อายุเริ่มต้นที่ประชาชนจะได้รับเงินก้อนนี้เริ่มค่อยๆ ขยับขึ้น จากเดิม 66 ปี เป็น 67 ปี ภายในเดือนมีนาคม 2028 และมีกำหนดจะขยับขึ้นอีกครั้งเป็น 68 ปี ในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งเผลอๆ อาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้นด้วยซ้ำ เนื่องจากรัฐบาลกำลังมีคณะกรรมการอิสระเข้ามาทบทวนนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง

ความไม่แน่นอนนี้นำมาซึ่งความอึดอัดใจสำหรับ “คอนเนอร์” (Connor) ผู้จัดการร้านค้าปลีกวัย 27 ปี ที่ได้แสดงความคิดเห็นผ่านรายการ BBC Your Voice ว่า “เป้าหมายมันถูกเลื่อนหนีไปเรื่อยๆ” เขาระบายความรู้สึกว่า “ณ ตอนนี้ กฎหมายบอกว่าผมจะเกษียณได้ตอนอายุ 68 แต่ถ้าให้พูดตรงๆ ผมคิดว่ากว่าจะถึงคิวผม ตัวเลขน่าจะปาไปใกล้ๆ 75 ปีซะมากกว่า”

ปัจจุบัน มีประชาชนกว่า 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 19% ของจำนวนประชากร ที่เข้าเกณฑ์อายุรับเงินบำนาญรัฐ ภายในปี 2050 แม้จะมีการขยับอายุรับบำนาญขึ้นเป็น 68 ปีแล้วก็ตาม แต่ประชากรกลุ่มนี้ก็ถูกคาดการณ์ว่าจะทะลุเกิน 15 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด และตัวเลขนี้จะพุ่งทะยานเข้าใกล้ 17 ล้านคนในช่วงทศวรรษ 2070

พูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ จะมีคนที่เข้าข่ายได้รับเงินบำนาญมากขึ้นมหาศาล ในขณะที่สัดส่วนของคนวัยทำงานที่คอยจ่ายภาษีเข้ากองทุนเพื่อมาอุดหนุนรายจ่ายตรงนี้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ในขณะเดียวกัน เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรวัยทำงานกลับไม่ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญส่วนตัวเลย นั่นหมายความว่า ผู้คนจำนวนมากจะต้องพึ่งพาเงินบำนาญจากรัฐเป็นแหล่งรายได้เดียวในยามเกษียณ และเมื่อมองจากอัตราความยากจนสัมพัทธ์ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ปัจจุบันปาเข้าไป 14% เราก็คงพอจะนึกภาพออกว่าชีวิตที่ต้องพึ่งพารัฐเพียงอย่างเดียวนั้นจะยากลำบากแค่ไหน

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายต่างออกโรงเตือนว่า หากคนทั้งเจเนอเรชันหมดศรัทธาในระบบบำนาญรัฐ มันอาจผลักให้ผู้คนหันไปหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ทำให้พวกเขาใช้ชีวิตแบบตึงเครียดและประหยัดจนเกินพอดี หรือในทางกลับกัน อาจทำให้บางคนถอดใจไม่ยอมเก็บออมเงินเลยแม้แต่บาทเดียว

คำถามสำคัญ คือ เรากำลังเดินหน้าเข้าสู่วิกฤตบำนาญครั้งใหญ่สำหรับกลุ่ม Gen Z หรือไม่? และถ้าเป็นเช่นนั้น คนเจเนอเรชันนี้จะกลายเป็นผู้ที่เข้ามาพลิกโฉมนิยามของคำว่า “การเกษียณอายุ” ไปตลอดกาลหรือเปล่า?

จุดจบของนโยบาย Triple Lock?

สำหรับผู้ที่ถึงวัยรับบำนาญรัฐในยุคนี้ ตราบใดที่พวกเขาจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม (National Insurance) มาครบ 35 ปี พวกเขาจะได้รับเงิน £241.30 ต่อสัปดาห์

จำนวนเงินนี้จะถูกปรับขึ้นทุกปีเพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น นับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา การปรับขึ้นเงินบำนาญถูกการันตีด้วยนโยบายที่เรียกว่า “Triple Lock” (การล็อคสามชั้น) ซึ่งหมายความว่า ตัวเลขบำนาญจะปรับเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งที่สูงที่สุดระหว่าง อัตราเงินเฟ้อ, การเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ย หรือที่ระดับ 2.5% คงที่

แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายองค์กรเริ่มออกมาเรียกร้องให้รื้อกฎกติกานี้ใหม่

องค์กรคลังสมองสายกลาง-ซ้าย อย่าง Resolution Foundation ได้ออกมาชี้เป้าว่า ควรยกเลิกระบบ Triple Lock โดยให้เหตุผลว่า การให้ความสำคัญกับรายได้ของผู้สูงอายุมากกว่าประชากรวัยทำงานและเด็ก ถือเป็นความไม่เป็นธรรม

ในขณะเดียวกัน Tony Blair Institute (TBI) ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตนายกรัฐมนตรี โทนี่ แบลร์ มองไกลไปกว่านั้น และเรียกร้องให้ยุบระบบบำนาญรัฐรูปแบบเดิมทิ้งทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยระบบใหม่ที่ชื่อว่า “Lifespan Fund” โดย โทมัส สมิธ (Thomas Smith) ผู้อำนวยการด้านนโยบายเศรษฐกิจของ TBI แย้งว่า “ระบบบำนาญของอังกฤษถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยุคสมัยที่แตกต่างออกไป เราไม่สามารถเทเงินถมลงไปในระบบที่นับวันจะยิ่งกลายเป็นภาระที่เกินตัวได้อีกแล้ว”

ข้อเสนอนี้แนะให้ฉีกกฎ Triple Lock ทิ้ง และอนุญาตให้ประชาชนสามารถเบิกถอนเงินบำนาญของตนเองออกมาใช้ล่วงหน้าได้บางส่วน หากมีความจำเป็น เช่น ตกงานกะทันหัน หรือต้องเปลี่ยนงานบ่อย

ไอเดียนี้อาจจะโดนใจคนอย่างคอนเนอร์ ในเชสเตอร์ฟิลด์ ตอนนี้เขากำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกปลดออกจากบริษัทเครื่องสำอางระดับโลก การสามารถดึงเงินก้อนเล็กๆ ออกมาใช้ก่อน ซึ่งก็คือการเบิกเงินบำนาญในอนาคตของตัวเอง อาจเป็นท่อน้ำเลี้ยงที่ช่วยพยุงชีวิตเขาให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตไปได้

“ช่วงนี้งานมันหายากจริงๆ โชคดีที่ผมยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่ผมก็ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านให้พวกท่านอยู่ดี แถมยังมีค่างวดรถ และค่าประกันที่ต้องรับผิดชอบอีก”

แต่อดีตรัฐมนตรีกระทรวงบำนาญ สตีฟ เวบบ์ (Steve Webb) กลับโต้แย้งว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นถือเป็น “การเดินถอยหลังลงคลองอย่างรุนแรง” เขามองว่า ข้อดีของระบบปัจจุบัน คือความเรียบง่าย ซึ่งไม่ควรถูกนำไปแทนที่ด้วย “ระบบที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงและล้วงลูกเกินไป ซึ่งกว่าจะนำมาใช้จริงได้เต็มรูปแบบก็คงต้องกินเวลาหลายสิบปี”

ทางฝั่งรัฐบาล ออกมาระบุว่า ได้ให้คำมั่นที่จะคงนโยบาย Triple Lock ไว้ตลอดอายุของรัฐสภาชุดนี้ และ Pensions Commission ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบระบบบำนาญเอกชนของสหราชอาณาจักร กำลังพิจารณาหาแนวทาง “เพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตหลังเกษียณของผู้คนในวันข้างหน้าจะมีความมั่นคง”

แต่ความเป็นไปได้สูง คือ คนวัย 20 กว่าๆ ในวันนี้ อาจจะไม่ได้สัมผัสกับบำนาญที่มาพร้อม Triple Lock อีกต่อไป นั่นแปลว่า การประทังชีวิตด้วยบำนาญรัฐเพียงอย่างเดียวจะแสนเข็ญยิ่งขึ้น เพราะมูลค่าของเงินที่ได้อาจจะเติบโตช้ากว่าค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้า และบิลค่าใช้จ่ายในบ้านที่ทะยานขึ้นไปไกลลิบ

เมื่อคนเริ่มสงสัยว่า Triple Lock จะไปรอดหรือไม่ บทสนทนาก็มักจะเปลี่ยนไปสู่ประเด็นที่ว่า แล้วระบบบำนาญรัฐในภาพรวมจะอยู่รอดได้อย่างไร? หนึ่งในไอเดียที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยๆ คือ การทดสอบฐานะ (Means-testing) หรือการให้บำนาญตามความจำเป็น ซึ่งในบางแง่มุมมันก็มีใช้อยู่แล้ว นั่นคือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยมากๆ จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมที่เรียกว่า Pension Credit แต่สำหรับโจเอลในวัย 24 ปี เขาเชื่อว่า เพื่อให้ระบบบำนาญรัฐอยู่รอดได้ ทางเลือกอาจจะต้องมีความเด็ดขาดและเปลี่ยนโครงสร้างมากกว่านั้น

“ผมไม่ได้มองว่าการจ่ายบำนาญตามฐานะเป็นเรื่องแย่เสมอกันไป แต่มันจะแย่แน่ๆ ถ้ามันถูกนำไปใช้กับคนในอีก 50 ปีข้างหน้าเท่านั้น แทนที่จะเอามาปรับใช้ตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อที่เราจะได้เริ่มประหยัดงบประมาณตรงนั้นได้บ้าง”

ทางเลือกในการ “ขอถอนตัว” (Opting-out)

วิศวกรอย่างโจเอล ถือเป็นพวกชอบเก็บหอมรอมริบ ความหวาดกลัวต่ออนาคตของเงินบำนาญรัฐ ทำให้เขาต้องทุ่มเทเต็มสูบให้กับการลงทุนในกองทุนส่วนตัว เขาติดต่อเข้ามายัง BBC Your Voice เพราะรู้สึกว่ารัฐบาลหลายยุคหลายสมัยเอาแต่อุ้มชูคนวัยเกษียณในปัจจุบัน และทิ้งผลกรรมทั้งหมดไว้ให้คนรุ่นเขาเป็นผู้แบกรับ

“ผมคงต้องหักเงินเดือนตัวเองเพื่อโปะเข้ากองทุนส่วนตัวให้มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเลยในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งทะยานทะลุเพดานแบบนี้” เขาบอก

เมื่อส่องดูตัวเลขที่คนทำงานรุ่นใหม่จำเป็นต้องมีเพื่อการเกษียณ ยิ่งทำให้หลายคนเกิดอาการวิตกหนักขึ้นไปอีก บริษัทการลงทุน Rathbones ประเมินว่า คนโสดที่เกษียณอายุที่ 65 ปีในวันนี้ (โดยมีบำนาญรัฐรองรับ) อาจต้องมีเงินออมราวๆ £796,000 เพื่อสร้าง “ชีวิตเกษียณที่สุขสบาย” แต่ถ้ามองข้ามช็อตไปที่คนวัย 25 ปีในปัจจุบัน หากระบบบำนาญรัฐยังคงอยู่ พวกเขาจำเป็นต้องมีเงินก้อนถึง £1.68 ล้าน เพื่อให้สามารถเกษียณคนเดียวได้อย่างไม่เดือดร้อน และ ถ้าหากไม่มีบำนาญจากรัฐ ตัวเลขสำหรับ Gen Z จะพุ่งทะลุไปถึง £2.4 ล้าน (มากกว่า 100 ล้านบาท)!

ภายใต้แรงกดดันจากสังคมที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โจเอลเล่าว่า เพื่อนๆ ของเขาหลายคนกำลังพิจารณาที่จะถอนตัว (Opt-out) จากกองทุนส่วนตัวและกองทุนที่ทำงานไปเลย แล้วหันไปจัดการพอร์ตลงทุนด้วยตัวเองแทน โดยส่วนใหญ่จะเทน้ำหนักไปที่ “คริปโต หรือ กองทุนดัชนี (Index Funds) อะไรพวกนั้น”

“มันมีความรู้สึกที่ว่า ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด แต่มันก็ดูมั่นคงกว่าการเอาเงินไปกองไว้ในระบบบำนาญ ที่ท้ายที่สุดพวกเขาก็จะโดนหักหัวคิวหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ นานาอยู่ดี”

แน่นอนว่า การเลือกลงทุนด้วยตัวเองอาจสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าระบบบำนาญมาตรฐาน แต่มันก็คือการเดิมพันครั้งใหญ่

หลักพฤติกรรมเศรษฐศาสตร์ ระบุไว้ว่า เมื่อผู้คนสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบ พวกเขามักจะมีปฏิกิริยาตอบสนองในสองทิศทาง คือ ไม่ถอนตัวออกไปเลย ก็พยายามชดเชยมากจนเกินพอดี ซึ่งทั้งสองทางต่างก็มีปัญหาซ่อนอยู่ การทุ่มเทเก็บออมเงินในกองทุนส่วนตัวมากเกินไปอาจปิดกั้นโอกาสในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน แต่การเลือกปฏิเสธระบบเลย ก็อาจทิ้งให้หลายคนต้องไปเสี่ยงกับการเก็บเงินเกษียณที่ไม่แน่นอน หรือลงเอยด้วยการไม่มีเงินเก็บเลยด้วยซ้ำ

ที่ใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์ แอชลีย์ (Ashleigh) วัย 23 ปี เห็นด้วยกับโจเอลว่า เงินบำนาญรัฐคงตกไม่ถึงท้องเธอแน่ๆ “ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันว่าคงไม่มีใครได้เกษียณหรอก สุดท้ายทุกคนก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกันเองทั้งนั้น”

แต่ในฐานะคนที่มีรายได้ไม่สูงนัก ทางเลือกในการออมของเธอจึงไม่ได้หรูหราเหมือนคนอื่น เธอเล่าว่า ตอนที่ทำงานให้กับบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ เธอตัดสินใจหยุดจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนอัตโนมัติ (Auto-enrolment) ของนายจ้าง

“ฉันกดยกเลิกไปเลย เพราะฉันจำเป็นต้องใช้เงินเดี๋ยวนี้” เธออธิบาย “ฉันยอมเก็บเงินไว้ซื้อบ้านดีกว่า อย่างน้อยก็ยังมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้เห็น”

ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนในวัยเกษียณอาจถ่างกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับคนเจเนอเรชันนี้

ดร. ซูซี่ มอร์ริสซีย์ (Dr. Suzy Morrissey) รองผู้อำนวยการของ Pensions Policy Institute (PPI) เชื่อว่า นอกเหนือจากจำนวนเงินที่ Gen Z เก็บออมส่วนตัวแล้ว ยังมีอีกปัจจัยที่จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงมาก นั่นคือ คนรุ่นนี้จะมีสัดส่วนการ “เช่าบ้าน” สูงกว่าคนรุ่นก่อนๆ

“การเช่าบ้านในวัยเกษียณจะไปเพิ่มความเสี่ยงต่อความยากจน และคนหนุ่มสาวในยุคนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายในการเก็บออมแบบที่คนรุ่นก่อนไม่เคยเจอเมื่อตอนอายุเท่ากัน” เธอกล่าว “ถ้าเรามีประชากรที่ต้องคอยจ่ายค่าเช่าบ้านในวัยเกษียณ แถมยังไม่มีเงินก้อนโตมาครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านั้น นั่นก็เท่ากับว่าพวกเขามีความเสี่ยงสูงมากที่จะตกอยู่ในสภาวะยากจน”

อย่างไรก็ตาม มอร์ริสซีย์ยังคงมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ นั่นคือ ระบบลงทะเบียนบำนาญอัตโนมัติ (Auto-enrollment) ซึ่งจะดึงพนักงานส่วนใหญ่เข้าสู่กองทุนบำนาญที่ทำงานโดยอัตโนมัติ เว้นแต่พวกเขาจะขอถอนตัว หากคนกลุ่มนี้ทำงานเป็นพนักงานกินเงินเดือน “พวกเขาจะใช้เวลาตลอดชีวิตการทำงานในการสมทบเงินเข้ากองทุน และพวกเขาจะเป็นเจเนอเรชันแรกที่ทำแบบนี้มาตั้งแต่ต้นจนจบ”

มันจะเป็นการรองรับความปลอดภัยสำหรับหลายๆ คน แต่อัตราการจ่ายสมทบขั้นต่ำนั้นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเพียงพอสำหรับการเกษียณที่สุขสบาย ยิ่งไปกว่านั้น ระบบนี้ไม่ได้ครอบคลุมกลุ่มคนทำงานอิสระ (Self-employed) อัตโนมัติ และคนที่เผชิญกับแรงกดดันทางการเงินแบบแอชลีย์ก็เลือกที่จะถอนตัวออกไปแล้ว ดังนั้นจึงดูเหมือนว่ามีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่จะไม่ได้สัมผัสข้อดีจากแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ว่านี้

แกปเยียร์ฉบับผู้ใหญ่ (Grown-up gap years) กับ มินิเกษียณ

สำหรับบางคน วิธีรับมือกับอนาคตที่คลุมเครือ คือ การโฟกัสไปที่ปัจจุบันเท่านั้น ลอเรน (Lauren) สาววัย 24 จากเมืองฮัลล์ บอกว่า “เงินน่ะหาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ แต่เวลาไม่เคยหวนกลับมา โลกใบนี้กว้างใหญ่มาก เราไม่ควรต้องรอจนถึง 10 หรือ 20 ปีสุดท้ายของชีวิต ถึงจะได้ออกไปท่องโลกสิ!”

เธอกำลังเตรียมตัวพักงานจากตำแหน่งผู้ประสานงานธุรกิจเป็นเวลา 6 เดือน เธอ คือ หนึ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเลือกที่จะพักเบรกจากการทำงานเป็นช่วงๆ หรือที่เรียกกันว่า “แกปเยียร์ฉบับผู้ใหญ่” (Grown-up gap years) ซึ่งหลายคนบัญญัติศัพท์ใหม่ให้มันว่า “มินิเกษียณ” (Mini-retirement) ผลสำรวจของ HSBC ประจำปี 2025 ในสหราชอาณาจักร พบว่า 63% ของ Gen Z มีแผนที่จะทำ Mini-retirement อย่างน้อยหนึ่งครั้ง เทียบกับ 32% ของ Gen X และเพียง 13% สำหรับชาว Boomers

“เพื่อนของฉันส่วนใหญ่ไม่เอาเงินไปใส่กองทุนบำนาญหรอก พวกเขาเลือกที่จะรับเงินเดือนเต็มๆ (หลังหักภาษี) แล้วเอาไปใช้ในแบบที่ตัวเองต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการเที่ยวและวันหยุดพักผ่อน” ลอเรนเล่า

“ส่วนตัวฉันเองก็ไม่ได้จ่ายเข้ากองทุนบำนาญเหมือนกัน เอาจริงๆ คือ ไม่เคยจ่ายเลย ฉันขอเลือกกำเงินไว้ในมือตอนนี้แล้วเอาไปใช้ชีวิตดีกว่า”

แต่ท่ามกลางความสนุกสนาน ก็มีสัญญาณเตือนภัยถึง Gen Z จากประสบการณ์ของกลุ่ม Waspi women ซึ่งเป็นกลุ่มผู้หญิงหลายแสนคนที่เกิดในยุค 1950s ผู้ทำแคมเปญรณรงค์ต่างบอกว่า พวกเธอต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างหนักจากการปรับขึ้นอายุรับเงินบำนาญรัฐโดยไม่ได้รับการสื่อสารที่ชัดเจนเพียงพอ แรงกระแทกทางการเงินที่พวกเธอได้รับ แสดงให้เห็นว่า “ต้นทุน” ของการตัดสินใจ อาจปรากฏชัดเจนก็ต่อเมื่อมันสายเกินกว่าจะหันหัวเรือกลับแล้ว

หากข้อสันนิษฐานของ Gen Z ถูกต้อง ผู้คนจำนวนมากขึ้นจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด ปฏิวัติแนวทางการออม และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางก้าวผ่านภูมิทัศน์ใหม่ที่ไม่มีใครคุ้นเคยนี้

ภาพสะท้อนสู่ประเทศไทย วิกฤตโครงสร้างประชากรและจุดเปลี่ยนการวางแผนเกษียณของ Gen Z

เมื่อพิจารณาบริบทของประเทศไทย สถานการณ์ด้านโครงสร้างประชากรกำลังเผชิญความท้าทายที่ไม่ต่างจากหลายประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Aged Society) โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่จำนวนประชากรวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาระในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสนับสนุนระบบสวัสดิการของประเทศเพิ่มสูงขึ้น

นักวิชาการและหน่วยงานด้านนโยบายหลายแห่ง เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยเสนอว่า หากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างกองทุนประกันสังคม ทั้งในด้านอัตราเงินสมทบ ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือแนวทางบริหารจัดการระยะยาว กองทุนชราภาพอาจเผชิญความท้าทายด้านสภาพคล่องในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ขณะเดียวกัน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในอัตราปัจจุบันก็อาจไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว

แม้จะยังไม่มีผลสำรวจที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า คนไทย Gen Z มีมุมมองต่อระบบบำนาญเช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่ในสหราชอาณาจักร แต่ปัจจัยด้านโครงสร้างประชากร ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อาจเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนเกษียณและการสร้างความมั่นคงทางการเงินด้วยตนเองมากขึ้น ผ่านการออม การลงทุน หรือการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภทตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การ “เลิกหวังพึ่งรัฐ” แต่เป็นการตระหนักว่า การวางแผนทางการเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในสังคมที่กำลังเข้าสู่ยุคผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ทั้งประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกต่างต้องเผชิญร่วมกัน

บทสรุป

เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัยและโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามเรื่อง “ใครจะดูแลเราหลังเกษียณ” กำลังกลายเป็นประเด็นที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น กรณีของสหราชอาณาจักร สะท้อนให้เห็นว่า ความกังวลต่อความยั่งยืนของระบบบำนาญรัฐได้ผลักดันให้ Gen Z หันมาใส่ใจการวางแผนการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่ประเทศไทยเองก็เผชิญความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์และจำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง ซึ่งทำให้การเตรียมความพร้อมทางการเงินสำหรับวัยเกษียณกลายเป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม

แม้รูปแบบของระบบสวัสดิการในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ ความจำเป็นในการวางแผนระยะยาว การสร้างวินัยในการออม การกระจายความเสี่ยงของการลงทุน และการติดตามการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐ ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยเสริมความมั่นคงทางการเงินในอนาคต เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การใช้ชีวิตหลังเกษียณมีความมั่นคงและมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ว่าระบบบำนาญของรัฐจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ตาม

ตาราง : เปรียบเทียบแผนเกษียณ ยุคบำนาญรัฐ VS ยุคปั้นเอง

หัวข้อเปรียบเทียบแนวคิดรุ่นก่อน (คาดหวังพึ่งพารัฐ)แนวคิด Gen Z (ปั้นแผนด้วยตัวเอง)
แหล่งรายได้หลักเงินบำนาญรัฐ / ประกันสังคมพอร์ตการลงทุน / หุ้น / กองทุน / คริปโต
เป้าหมายอายุเกษียณ60 – 65 ปี (ตามเกณฑ์ของรัฐ)ไม่ยึดติดอายุ เน้น “มินิเกษียณ” (พักเบรกเป็นช่วงๆ)
ความเสี่ยงที่กังวลค่าใช้จ่ายยามชราไม่พอนโยบายรัฐเปลี่ยน / เงินเฟ้อกินทุน
สไตล์การใช้ชีวิตเก็บหอมรอมริบไว้ใช้บั้นปลายชีวิตบาลานซ์ความสุขปัจจุบัน ควบคู่การสร้างอิสรภาพทางการเงิน

อ้างอิงจาก

  • https://www.bbc.com/news/articles/c8e2yp1gg37o?at_bbc_team=editorial&at_campaign=Social_Flow&at_link_origin=BBC_News&at_link_id=E253CDB8-7517-11F1-871E-B6A5BA58A9BC&at_ptr_name=facebook_page&at_link_type=web_link&at_format=image&at_medium=social&at_campaign_type=owned&fbclid=IwY2xjawS0F3lleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFBazhiZ0hma21XS1hNQTFac3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHg6FApCKaewVWgExmLUmyQqUACetGDCuwMwdwcx6Yq46hHOG13L7pWaB5fOs_aem_vgT1gYob96scDNLegwVLew

Tags: Gen Zการออมเงินมนุษย์เงินเดือนมินิเกษียณวางแผนเกษียณสังคมสูงวัยอิสรภาพทางการเงินเกษียณอายุเงินบำนาญแผนการเงิน
Previous Post

บัตรเดบิตไดม์เนิน (Dime! Nern) ไอเทมใหม่ใช้จ่ายทั่วโลกไร้รอยต่อ 

Next Post

วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง

กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

Next Post
วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง

วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

RECOMMENDED NEWS

เจาะลึกแผน TWPC ปี 2569 ชูกลยุทธ์ Multicore ดันรายได้โต Double Digit ทั่วเอเชีย

เจาะลึกแผน TWPC ปี 2569 ชูกลยุทธ์ Multicore ดันรายได้โต Double Digit ทั่วเอเชีย

4 เดือน ago
The Anime Effect กับปรากฏการณ์เที่ยวตามรอยการ์ตูน ดันยอดค้นหาพุ่ง 195%

The Anime Effect กับปรากฏการณ์เที่ยวตามรอยการ์ตูน ดันยอดค้นหาพุ่ง 195%

2 เดือน ago
สงบศึกไม่มีจริง ราคาน้ำมันโลกยังผันผวนหนัก ทรัมป์อ้างเจรจาสงบศึกแต่อิหร่านปฏิเสธเสียงแข็ง

สงบศึกไม่มีจริง ราคาน้ำมันโลกยังผันผวนหนัก ทรัมป์อ้างเจรจาสงบศึกแต่อิหร่านปฏิเสธเสียงแข็ง

3 เดือน ago
สวีเดนทุบสถิติ 40 ปี! เลือกนิวเคลียร์จิ๋ว Rolls-Royce กู้วิกฤตพลังงานยุค AI

สวีเดนทุบสถิติ 40 ปี! เลือกนิวเคลียร์จิ๋ว Rolls-Royce กู้วิกฤตพลังงานยุค AI

3 สัปดาห์ ago

FOLLOW US

BROWSE BY CATEGORIES

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

BROWSE BY TOPICS

AI กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุน การลงทุนต่างประเทศ การเงินส่วนบุคคล ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวเศรษฐกิจโลก ค่าครองชีพ จัดพอร์ตลงทุน ชิป AI ช่องแคบฮอร์มุซ ดอกเบี้ยเฟด ตลาดหุ้นเอเชีย ตลาดหุ้นไทย ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า ราคาทองคำ ราคาทองวันนี้ ราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันโลก ลงทุนทองคำ วางแผนการเงิน วิกฤตตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ วิเคราะห์ราคาทอง วิเคราะห์หุ้น สงครามตะวันออกกลาง สงครามอิหร่าน สินทรัพย์ปลอดภัย หุ้นพลังงาน หุ้นเทคโนโลยี หุ้นไทย อสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อ เงินเฟ้อสหรัฐ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี AI เทรนด์เทคโนโลยี เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย แนวโน้มราคาทอง แนวโน้มเศรษฐกิจ

POPULAR NEWS

  • สรุปสาเหตุหุ้นเทคฯ ร่วงทั่วโลก ฉุด Nikkei 225 ปรับฐานแรง ท่ามกลางแรงเทขายทั่วโลก

    สรุปสาเหตุหุ้นเทคฯ ร่วงทั่วโลก ฉุด Nikkei 225 ปรับฐานแรง ท่ามกลางแรงเทขายทั่วโลก

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • เศรษฐกิจโลก 2026 กับยุคที่ สมอง แพงกว่าราคาน้ำมัน เราจะปรับตัวอย่างไรให้รอด? 

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง รับ 4000 บาท ใครได้บ้างเช็กเลย!

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ทำไม Micron Technology กำลังเป็นเจ้าบัลลังก์ชิป AI โลก

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ส่อง 3 หุ้นซูชิยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เปลี่ยนมื้ออร่อยให้เป็นขุมทรัพย์

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
The Signals

In a world full of noise, leaders look for signals.

สื่อวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจสำหรับผู้นำ ที่คัดกรองและตีความ “สัญญาณ” ของโลกเศรษฐกิจและธุรกิจ เพื่อให้เห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลง

Follow us on social media:

Recent News

  • วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง
  • ทำไม Gen Z ถึงเลิกหวังพึ่ง เงินบำนาญรัฐ และหันมาปั้นแผนเกษียณด้วยตัวเอง?
  • บัตรเดบิตไดม์เนิน (Dime! Nern) ไอเทมใหม่ใช้จ่ายทั่วโลกไร้รอยต่อ 

Category

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

Recent News

วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง

วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง

กรกฎาคม 5, 2026
ทำไม Gen Z ถึงเลิกหวังพึ่ง เงินบำนาญรัฐ และหันมาปั้นแผนเกษียณด้วยตัวเอง?

ทำไม Gen Z ถึงเลิกหวังพึ่ง เงินบำนาญรัฐ และหันมาปั้นแผนเกษียณด้วยตัวเอง?

กรกฎาคม 5, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.

Welcome Back!

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In
No Result
View All Result
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.