สภาพอากาศไม่ใช่เพียงเรื่องของฤดูกาลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ห่วงโซ่อุปทาน และผลประกอบการของหลายธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อหลายสำนักคาดการณ์ว่าโลกอาจกำลังเข้าสู่ช่วงเอลนีโญที่รุนแรงขึ้นในช่วงปี 2026–2027 ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอากาศร้อนจัดและภัยแล้งในหลายประเทศ แม้ปรากฏการณ์นี้จะสร้างความท้าทายให้กับภาคเกษตรและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจกลายเป็นแรงหนุนให้บางอุตสาหกรรมได้รับอานิสงส์อย่างคาดไม่ถึง วันนี้ THE SIGNALs จะพาไปถอดรหัสว่าปรากฏการณ์เอลนีโญอาจส่งผลต่อภาคธุรกิจอย่างไร พร้อมสำรวจหุ้นไทยที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จาก “วิกฤตร้อน” ครั้งนี้
ซูเปอร์เอลนีโญ 2026 เจาะเทรนด์ธุรกิจฟันกำไรรับเอลนีโญ อากาศร้อนแต่ทำเงินกระฉูด!

ในยุคปัจจุบันที่บริบททางธรรมชาติเริ่มทวีความผันผวนอย่างคาดเดาไม่ได้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการวิเคราะห์สภาวะตลาดตามสภาพภูมิอากาศ หรือ “Climate-driven Strategy” ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ ความผันแปรของอุณหภูมิโลกในทุกวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป ทว่ามันเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบห่วงโซ่อุปทาน การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค และความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติอย่างมีนัยสำคัญ
การทำความเข้าใจความท้าทายเหล่านี้ล่วงหน้าจะช่วยเปลี่ยนมุมมองจากความวิตกกังวลให้กลายเป็นความพร้อมที่จะรับมือและคว้าโอกาสในการเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่พัดผ่านเข้ามาในแต่ละช่วงเวลา
ถอดรหัสดัชนี ONI และก้าวสำคัญของปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศโลก
เมื่อเอ่ยถึงความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในมหาสมุทร เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นมาตรฐานระดับสากลและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือ ดัชนี Oceanic Niño Index หรือ ONI ซึ่งจัดทำโดยองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) ดัชนีนี้ทำหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร เพื่อประเมินความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาอย่างเป็นระบบ
เกณฑ์การประเมินความรุนแรงตามดัชนี ONI มีดังนี้
- สภาวะเอลนีโญ (El Niño) : จะพิจารณาเมื่อค่า ONI ปรับตัวสูงกว่า +0.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันตามเกณฑ์มาตรฐาน
- สภาวะซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) : จะพิจารณาเมื่อค่า ONI ปรับตัวสูงกว่า +2.0 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่บ่งชี้ถึงความร้อนที่ผิดปกติอย่างรุนแรงและความเสี่ยงที่จะเกิดภัยแล้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของ NOAA (NOAA Climate Prediction Center: CPC) ได้ออกประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการว่า โลกของเราได้ก้าวเข้าสู่ภาวะเอลนีโญแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น แบบจำลองภูมิอากาศล่าสุดยังประเมินว่ามีโอกาสสูงถึง 63% ที่ปรากฏการณ์นี้จะทวีความรุนแรงจนแตะระดับ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2026 ถึงมกราคม 2027 ซึ่งช่วงเวลานี้มักจะเป็นจุดที่ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีความรุนแรงสูงสุด ส่งผลให้หลายประเทศเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้งกว่าปีปกติทั่วไป
เจาะลึกสถิติในอดีต อิทธิพลของซูเปอร์เอลนีโญต่อประเทศไทย
จากการบันทึกข้อมูลทางสถิติย้อนหลัง ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ได้แก่ ในช่วงปี 1982-83, 1997-98 และ 2015-16 ได้สร้างแรงสะท้อนต่อสภาวะอากาศและระบบนิเวศในประเทศไทยอย่างชัดเจนใน 2 มิติสำคัญ:
1. ปริมาณฝนที่ลดต่ำลง
ในช่วงเวลาที่เกิดซูเปอร์เอลนีโญ ปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีของประเทศไทยปรับตัวลดลงเหลือเพียงประมาณ 1,446 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวรอบ 40 ปี (ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,596 มิลลิเมตร) ราว 9.4% ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการลดลงของปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ และความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งที่เพิ่มสูงขึ้น
2. อุณหภูมิสูงสุดที่เพิ่มขึ้น
อุณหภูมิสูงสุดของปีในช่วงซูเปอร์เอลนีโญพุ่งทะยานไปแตะระดับประมาณ 41 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าช่วงปกติเฉลี่ยราว 2 องศาเซลเซียส ความร้อนที่ปกคลุมยาวนานนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการเกษตรและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แต่อย่างไรก็ตาม สภาพภูมิอากาศที่ร้อนระอุนี้กลับกลายเป็นแรงส่งเชิงบวกที่น่าสนใจต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจบางประเภท โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจปศุสัตว์และกลุ่มเครื่องดื่ม
โอกาสเชิงบวกที่ 1 กลุ่มเนื้อสัตว์และปศุสัตว์ภายใต้ข้อจำกัดของอุปทาน (Supply Squeeze)
ภายใต้กลไกตลาดและภาวะอุปสงค์-อุปทานปกติ อุตสาหกรรมปศุสัตว์โดยเฉพาะ กลุ่มเนื้อหมู มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญจากราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเหตุผลเบื้องหลังเกิดจากกระบวนการทางชีวภาพของตัวสัตว์เองเมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด
กลไกการเกิด “Heat Stress” หรือภาวะความเครียดจากความร้อน
เมื่ออุณหภูมิแวดล้อมสูงขึ้น สุกรจะเผชิญกับภาวะ Heat Stress ซึ่งส่งผลให้พฤติกรรมและการเติบโตเปลี่ยนแปลงไป ดังนี้
- การกินอาหารที่ลดลง : สุกรจะกินอาหารได้น้อยลง ส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตชะลอตัวลง
- ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนัก (Feed Conversion Ratio: FCR) ลดลง : ร่างกายสัตว์ต้องใช้พลังงานในการระบายความร้อน แทนที่จะนำไปใช้สร้างเนื้อแดง ทำให้น้ำหนักขึ้นช้า
- ความเสี่ยงต่อโรคภัยและอัตราการตายเพิ่มสูงขึ้น : สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์อ่อนแอลง เพิ่มโอกาสในการติดโรคระบาด และทำให้อัตราการสูญเสียในฟาร์มปรับตัวสูงขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อุปทานหรือปริมาณเนื้อหมูที่พร้อมออกสู่ตลาดลดน้อยลง ในขณะที่การฟื้นฟูหรือเพิ่มปริมาณผลผลิตในระบบทำได้ค่อนข้างช้า เนื่องจาก สุกรต้องใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงดูยาวนานถึงประมาณ 9–12 เดือน แตกต่างจากไก่เนื้อที่ใช้วงจรการเลี้ยงสั้นกว่ามากเพียง ประมาณ 42 วัน ซึ่งทำให้ฝั่งผู้เลี้ยงไก่สามารถปรับตัวและเพิ่มกำลังการผลิตได้รวดเร็วกว่า
ด้วยเหตุนี้ ราคาเนื้อหมูจึงมีความอ่อนไหวและตอบสนองในทิศทางบวกต่อสภาพอากาศร้อนมากกว่าราคาเนื้อไก่อย่างชัดเจน โดยหากย้อนดูข้อมูลทางสถิติในช่วงปี 2004–2023 จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ ดังนี้
- ราคาเนื้อหมู ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 17% ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ
- ราคาเนื้อไก่ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 12% ในช่วงเวลาเดียวกัน
สำหรับบริษัทจดทะเบียนในไทยที่มีฐานการผลิตปศุสัตว์และสุกรที่แข็งแกร่ง และมีโอกาสได้รับประโยชน์จากโครงสร้างราคานี้ ได้แก่ BTG (เบทาโกร), TFG (ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป) และ CPF (เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) ซึ่งล้วนเป็นผู้เล่นแถวหน้าของอุตสาหกรรมอาหารระดับประเทศ
ตารางวิเคราะห์เชิงสถิตราคาสินค้าปศุสัตว์ในช่วงเอลนีโญ
ข้อมูลสถิติจากทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าปศุสัตว์อย่างชัดเจนในแต่ละช่วงเวลาที่ดัชนี ONI ปรับตัวสูงขึ้น
ตารางสรุปราคาเนื้อหมูเฉลี่ยและการเปลี่ยนแปลงในช่วงเอลนีโญ (ปี 2004–2023)
| ปีที่เกิดเอลนีโญ | ประเภทความรุนแรง | ค่า ONI สูงสุด | ราคาเริ่มต้น (บาท/กิโลกรัม) | ราคาเฉลี่ยช่วงพีก (บาท/กิโลกรัม) | เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง (%) |
| 2004 | เอลนีโญขนาดอ่อน (Weak El Niño) | 0.7 | 40 | 52 | +30.0% |
| 2009 | เอลนีโญขนาดปานกลาง-แรง (Moderate-Strong) | 1.6 | 54 | 60 | +11.1% |
| 2015 | ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) | 2.6 | 62 | 72 | +16.1% |
| 2016 | เอลนีโญขนาดปานกลาง-ซูเปอร์ (Moderate-to-super) | 2.5 | 66 | 77 | +16.7% |
| 2018-19 | เอลนีโญขนาดอ่อน (Weak El Niño) | 0.9 | 64 | 75 | +17.2% |
| 2019-20 | เอลนีโญขนาดค่อนข้างอ่อน (Slightly weak) | 0.6 | 56 | 75 | +33.9% |
| 2023 | เอลนีโญขนาดปานกลาง-แรง (Moderate-Strong) | 1.9 | 60 | 72 | +20.0% |
| ค่าเฉลี่ย | +17.2% |
(แหล่งอ้างอิงข้อมูล: วิเคราะห์โดยฝ่ายวิจัย บล. บัวหลวง ร่วมกับข้อมูลจาก Bloomberg และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร)
ตารางสรุปราคาเนื้อไก่เฉลี่ยและการเปลี่ยนแปลงในช่วงเอลนีโญ (ปี 2004–2023)
| ปีที่เกิดเอลนีโญ | ประเภทความรุนแรง | ค่า ONI สูงสุด | ราคาเริ่มต้น (บาท/กิโลกรัม) | ราคาเฉลี่ยช่วงพีก (บาท/กิโลกรัม) | เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง (%) |
| 2004 | เอลนีโญขนาดอ่อน (Weak El Niño) | 0.7 | 21 | 35 | +66.7% |
| 2009 | เอลนีโญขนาดปานกลาง-แรง (Moderate-Strong) | 1.6 | 39 | 47 | +20.5% |
| 2015 | ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) | 2.6 | 36 | 38 | +5.6% |
| 2016 | เอลนีโญขนาดปานกลาง-ซูเปอร์ (Moderate-to-super) | 2.5 | 34.5 | 37 | +7.2% |
| 2018-19 | เอลนีโญขนาดอ่อน (Weak El Niño) | 0.9 | 33 | 37 | +12.1% |
| 2019-20 | เอลนีโญขนาดค่อนข้างอ่อน (Slightly weak) | 0.6 | 35 | 30 | -14.3% |
| 2023 | เอลนีโญขนาดปานกลาง-แรง (Moderate-Strong) | 1.9 | 36 | 44 | +22.2% |
| ค่าเฉลี่ย | +12.1% |
(แหล่งอ้างอิงข้อมูล: วิเคราะห์โดยฝ่ายวิจัย บล. บัวหลวง ร่วมกับข้อมูลจาก Bloomberg และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร)
โอกาสเชิงบวกที่ 2 กลุ่มเครื่องดื่มและร้านสะดวกซื้อ คลายร้อนพร้อมรับยอดขายพุ่งทะยาน
ความต้องการดับกระหายในช่วงสภาวะอากาศร้อนจัดเป็นพฤติกรรมพื้นฐานของผู้บริโภคที่ส่งผลดีโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่มและช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) โดยสถิติชี้ให้เห็นว่าการบริโภคเครื่องดื่มพร้อมดื่ม น้ำดื่มบรรจุขวด และเครื่องดื่มชูกำลัง มักจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่นสอดคล้องกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ช่องทางกระจายสินค้าหลักอย่างร้านสะดวกซื้อที่มีระบบปรับอากาศคอยอำนวยความสะดวก ก็มักจะมีจำนวนผู้เข้าใช้บริการ (Foot Traffic) และยอดขายต่อสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth หรือ SSSG) เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงฤดูร้อนเช่นกัน
แบรนด์ระดับแนวหน้าที่มีความพร้อมในห่วงโซ่อุปทานนี้ ประกอบไปด้วย:
- กลุ่มเครื่องดื่มดับกระหายและชูกำลัง : ICHI (อิชิตัน กรุ๊ป), CBG (คาราบาวกรุ๊ป) และ OSP (โอสถสภา) ซึ่งล้วนมีส่วนแบ่งการตลาดที่แข็งแกร่งและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย
- กลุ่มร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ : CPALL (ซีพี ออลล์) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อชั้นนำที่มีเครือข่ายครอบคลุมทุกชุมชนทั่วประเทศ
เปรียบเทียบผลตอบแทนของ CPF และ CPALL
CPF และ CPALL มีแนวโน้มได้รับประโยชน์และอานิสงส์เชิงธุรกิจ (Catalyst) จากธีมสภาพอากาศร้อน (Heat Cycle) ในลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน โดยในรายงานฉบับนี้ไม่ได้ระบุตัวเลขผลตอบแทนราคาหุ้น (Stock Returns) ของทั้งสองบริษัทไว้โดยตรง แต่ได้วิเคราะห์โอกาสและแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจภายใต้ผลกระทบของเอลนีโญไว้ดังนี้
1. CPF (กลุ่มเนื้อสัตว์-ปศุสัตว์) ได้รับอานิสงส์จากราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกอุปทานที่ลดลง (Supply Squeeze)
- กลไกการได้รับประโยชน์ : สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นจะทำให้สัตว์เลี้ยงเกิด ภาวะความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ส่งผลให้หมูกินอาหารลดลง โตช้าลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและอัตราการตายสูงขึ้น ทำให้อุปทานเนื้อหมูที่ออกสู่ตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ข้อจำกัดทางอุปทานที่เป็นโอกาส : การเพิ่มอุปทานหมูทำได้ช้าเนื่องจากมีระยะเวลาเลี้ยงนานประมาณ 9–12 เดือน (ต่างจากไก่เนื้อที่ใช้เวลาเลี้ยงสั้นกว่าเพียงประมาณ 42 วัน) ส่งผลให้ราคาเนื้อหมูมีความไวและตอบสนองต่อภาวะอากาศร้อนมากกว่าเนื้อไก่
- สถิติสนับสนุน : ข้อมูลในอดีตช่วงปี 2004–2023 พบว่า ราคาเนื้อหมูปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 17% ในช่วงเกิดเอลนีโญ (ขณะที่ราคาเนื้อไก่ปรับขึ้นเฉลี่ยราว 12%) ซึ่ง CPF เป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มเนื้อสัตว์ที่มีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงจากทิศทางราคาเนื้อหมูที่แข็งแกร่งขึ้นนี้
2. CPALL (กลุ่มร้านสะดวกซื้อ) : ได้รับอานิสงส์จากการเร่งตัวของยอดขายสินค้าดับร้อน (Demand Surge)
- กลไกการได้รับประโยชน์ : สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวจะกระตุ้นความต้องการบริโภคเครื่องดื่มเพื่อดับกระหายของผู้บริโภคให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มพร้อมดื่ม น้ำดื่ม และเครื่องดื่มชูกำลัง
- ช่องทางการเติบโต : ยอดขายผ่านร้านสะดวกซื้อของ CPALL จะได้รับแรงสนับสนุนโดยตรงและมักจะปรับตัวเร่งขึ้นในช่วงที่มีอุณหภูมิสูง
- สถิติสนับสนุน : ความสัมพันธ์ในอดีตชี้ให้เห็นว่า อัตราการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (Same-store sales growth: SSSG) ของ CPALL มีทิศทางที่เร่งตัวขึ้นอย่างเด่นชัดสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ดัชนีความร้อนหรือดัชนี ONI ปรับตัวสูงขึ้น
สรุปเชิงเปรียบเทียบ CPF จะได้ประโยชน์หลักในฝั่ง อุปทาน (Supply) จากราคาขายเนื้อหมูในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากผลผลิตในระบบลดลง ขณะที่ CPALL จะได้ประโยชน์หลักในฝั่ง อุปสงค์ (Demand) จากยอดขายสาขาเดิมที่เติบโตขึ้นตามพฤติกรรมการซื้อเครื่องดื่มดับร้อนของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิ
บทสรุป
แม้ปรากฏการณ์เอลนีโญจะเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีใครอยากเห็น แต่ในโลกของการลงทุน ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมสร้างทั้งผู้ได้รับผลกระทบและผู้ได้รับประโยชน์เสมอ การทำความเข้าใจผลกระทบของสภาพภูมิอากาศต่อภาคธุรกิจจะช่วยให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ ตั้งแต่กลุ่มปศุสัตว์ที่อาจได้รับแรงหนุนจากราคาเนื้อสัตว์ ไปจนถึงธุรกิจเครื่องดื่มและค้าปลีกที่ได้อานิสงส์จากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านสภาพอากาศเป็นเพียงหนึ่งในหลายองค์ประกอบที่มีผลต่อผลประกอบการและราคาหุ้น นักลงทุนจึงควรติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ รวมถึงผลประกอบการของแต่ละบริษัทควบคู่กัน เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงได้อย่างรอบด้าน และเปลี่ยนความผันผวนของธรรมชาติให้กลายเป็นโอกาสในการลงทุนอย่างมีเหตุผลและยั่งยืน
ตารางสรุป : “ซูเปอร์เอลนีโญ” อากาศร้อนจัด สร้างโอกาสให้ใครบ้าง?
| กลุ่มธุรกิจ | ปัจจัยกระตุ้นจากความร้อน (Catalyst) | ผลกระทบที่เกิดขึ้น | โอกาสที่ได้รับ |
| เนื้อสัตว์และปศุสัตว์ | สัตว์เกิดภาวะเครียด (Heat Stress) กินน้อยลง โตช้า | ปริมาณเนื้อสัตว์ (โดยเฉพาะเนื้อหมู) ออกสู่ตลาดลดลง | ราคาเนื้อสัตว์พุ่งสูงขึ้นจากอุปทานที่จำกัด |
| เครื่องดื่มและร้านสะดวกซื้อ | ผู้บริโภคต้องการเครื่องดื่มดับกระหาย และที่หลบร้อน | ยอดขายเครื่องดื่มและจำนวนคนเข้าร้านสะดวกซื้อเพิ่มขึ้น | รายได้และยอดขายต่อสาขา (SSSG) เติบโตอย่างก้าวกระโดด |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ที่มา : บทวิเคราะห์โดยคุณพิริยพล คงวาณิช (Pizza), นักกลยุทธ์ BLS Wealth Research










