การประชุมล่าสุดของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจที่ต้องแบกรับแรงกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกอย่างสงครามในตะวันออกกลางที่เข้ามาเปลี่ยนเกม ทำให้การเติบโตชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
เจาะลึกมติ กนง. คงดอกเบี้ย 1.00% ถอดรหัสทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569-2570

สงครามตะวันออกกลาง ปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ย้อนกลับไปดูข้อมูลเศรษฐกิจก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะเห็นว่าตัวเลขมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้จากการประชุมรอบก่อน ทั้งจากอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งและการส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์สงครามปะทุขึ้นและส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนภาคธุรกิจ ทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.5 และ 2.0 ตามลำดับ
ยิ่งไปกว่านั้น การบริโภคของภาคเอกชนยังถูกบีบคั้นจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นและแนวโน้มรายได้ที่ลดลง ในขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ปรับตัวลดลงตามข้อจำกัดการเดินทางและต้นทุนที่แพงขึ้น ทว่าในมุมของการส่งออก สินค้ากลุ่มเทคโนโลยียังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีตามความต้องการของตลาดโลก
นอกจากนี้ หากภาครัฐมีการกำหนดมาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อาจช่วยหนุนให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ตัวเลขดังกล่าวจะปรับลดลงในปีหน้าเมื่อผลของมาตรการหมดลงและผลจากฐานที่สูงขึ้น
จับตาเงินเฟ้อพุ่งจากปัจจัยอุปทาน
ในด้านของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป หลังจากที่เผชิญกับตัวเลขติดลบร้อยละ 0.5 ในไตรมาสแรกของปี ล่าสุดมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.9 ในปี 2569 สาเหตุหลักมาจากการดีดตัวของราคาพลังงานโลกและการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งจะดึงให้อัตราเงินเฟ้อทะลุขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 3.0 เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ในปี 2570 เมื่อปัจจัยกดดันด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย
สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.6 และ 1.5 ตามลำดับ แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นแต่การปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการจะไม่กระจายตัวเป็นวงกว้าง เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงแบกรับต้นทุนไว้เองส่วนหนึ่งและส่งผ่านราคาได้จำกัดภายใต้ภาวะอุปสงค์ที่อ่อนแอ ด้วยเหตุนี้ เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางจึงยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย
สิ่งที่น่ากังวลและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงานโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply disruption) จนนำไปสู่การขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งจะสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อทั้งภาคการผลิตและการจ้างงาน
ความผันผวนของราคาสินทรัพย์และตลาดสินเชื่อที่ซบเซา
ความไม่แน่นอนจากตะวันออกกลางยังส่งแรงกระเพื่อมมายังตลาดเงินตลาดทุน โดยราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางตลาดโลก ในขณะที่ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลง ปัจจัยหลักเป็นเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง
ด้านภาพรวมของสถาบันการเงิน แม้อัตราดอกเบี้ยในระบบจะปรับลดลงตามดอกเบี้ยนโยบาย แต่แนวโน้มสินเชื่อยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ สถาบันการเงินส่วนใหญ่เพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุดในการปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยง พร้อมกับอยู่ในช่วงประเมินผลกระทบจากสงครามเพื่อกำหนดทิศทางในระยะต่อไป
ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นและสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมตัว
ภายใต้กรอบเป้าหมายที่มุ่งรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับการประคองเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน คณะกรรมการฯ มองว่าอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 1.00 คือจุดสมดุลและเหมาะสมที่สุดในการรับมือกับความไม่แน่นอนท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากที่สุดในระยะสั้นถึงระยะกลาง คือ ภาวะเศรษฐกิจเติบโตช้า แต่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแบบเฉพาะจุด (Cost-Push Effect) ภาคธุรกิจจึงควรเตรียมสภาพคล่องให้พร้อม กระจายความเสี่ยงด้านแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อลดต้นทุนแฝง หากเกิดกรณีห่วงโซ่อุปทานชะงักงันยาวนานกว่าที่ประเมินไว้ ในท้ายที่สุดการปรับตัวที่รวดเร็วและมีความยืดหยุ่นสูงจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจรอดพ้นจากความผันผวนในครั้งนี้ไปได้
ตารางสรุปไฮไลท์ กนง. คงดอกเบี้ย 1% กระทบเศรษฐกิจไทยอย่างไร?
| ประเด็นหลัก (Key Focus) | ผลกระทบและแนวโน้ม (Impact & Trend) | สิ่งที่ต้องจับตา (Watchlist) |
| ดอกเบี้ยนโยบาย | คงที่ระดับ 1.00% ต่อปี | ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังสูง |
| GDP ปี 2569-2570 | ชะลอตัวลงแตะ 1.5% และ 2.0% | การกำหนดมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ |
| อัตราเงินเฟ้อ | พุ่งชั่วคราว (เฉลี่ย 2.9% ในปี 69) | ราคาพลังงานโลก และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ |
| ภาคธุรกิจและสินเชื่อ | ต้นทุนพุ่ง สินเชื่อโตต่ำ แบงก์ระมัดระวัง | การกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) |










