ในช่วงเวลาที่กระแสโลกหมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ตลาดการลงทุนมักมีเรื่องให้เราต้องคอยอัปเดตและปรับตัวอยู่เสมอ ล่าสุด มีสัญญาณเชิงบวกที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อ บล.เอเซีย พลัส ได้ออกมาชี้ให้เห็นถึงภาพรวมตลาดที่กำลังรับข่าวดีจากความสัมพันธ์ที่ดู “ชื่นมื่น” ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยดันให้ผลประกอบการไตรมาส 1/2026 ของไทยทะลุเป้าหมายที่ระดับ 3 แสนล้านบาทได้อย่างสวยงาม
ถอดรหัสเศรษฐกิจ 2026 ปั้นพอร์ตสู้เงินเฟ้อ คว้าโอกาสทองท่ามกลางความผันผวน
ยิ่งไปกว่านั้น สปอตไลต์ยังส่องไปที่การเคลื่อนไหวของภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีเตรียมตั้งโต๊ะหารือร่วมกับ 35 บิ๊กซีอีโอชั้นนำ เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีหุ้นกลุ่มเรือธงอย่าง CPN, DELTA และ CPALL นำทีมฟื้นตัวและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมในประเทศจะมีแสงสว่าง แต่เมื่อมองออกไปยังเวทีโลก เรายังคงต้องวางกลยุทธ์อย่างรัดกุม ลองมาเจาะลึกข้อมูลทีละส่วนกันว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีอะไรที่เราต้องรู้ เพื่อให้พอร์ตของเราเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง
จับตาแรงกระเพื่อมจากสงครามและทิศทางตลาดหุ้นโลก
เมื่อพูดถึงตลาดหุ้นต่างประเทศในช่วงนี้ เราอาจจะเห็นภาพของการเข้าสู่ “โหมดพักฐาน” อย่างชัดเจน โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปมีการปรับตัวลดลงในกรอบราว -1.1% ถึง -2.1% ปัจจัยหลักที่เข้ามากดดันคือความกังวลที่กลับมาโฟกัสถึงผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3
แม้ว่ากระแสข่าวความรุนแรงบนหน้าสื่อจะเริ่มบางตาลงบ้างแล้ว แต่ในความเป็นจริงการเจรจายังคงไร้ข้อสรุปที่ชัดเจน สถานการณ์นี้ได้ส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อความกังวลด้านอุปทานและปัญหาการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือราคาน้ำมันดิบ BRENT ยังคงทะยานและยืนหยัดอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยปรับตัวขึ้นมาแล้วราว 79.6% YTD (Year-to-Date) ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (อ้างอิงข้อมูลทิศทางพลังงานโลกจากสำนักข่าวรอยเตอร์)
ยุคเงินเฟ้อพุ่งและหมากรุกกระดานใหม่ของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์”
นอกจากนี้ ผลพวงจากวิกฤตราคาพลังงานที่แพงขึ้นยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ตัวเลขเงินเฟ้อในหลายประเทศช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลระบุว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ +3.8% YoY ในขณะที่ประเทศไทยก็ขยับตามมาที่ +2.9% YoY
ด้วยเหตุนี้เอง ตลาดจึงเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางทั่วโลกอาจไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงปลายปี 2026 หรือช่วงต้นปี 2027 เพื่อแตะเบรกความร้อนแรงของเงินเฟ้อ สิ่งที่ตามมาติดๆ คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่พุ่งทะยานขึ้น 24 bps ขยับมาอยู่ที่ระดับ 4.63% ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ 1 ปีเต็ม ปรากฏการณ์บอนด์ยีลด์พุ่งนี้ได้เข้ามากดดันส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้น (MEYG) ให้แคบลงจนมีความเสี่ยงที่จะติดลบ และอาจเป็นทริกเกอร์ที่ทำให้ตลาดหุ้นต้องเผชิญกับการปรับฐานจากปัจจัย Valuation ที่ค่อนข้างตึงตัว
ในขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวระดับโลกที่นักลงทุนไม่ควรพลาดในสัปดาห์นี้ คือ การรอจับตารายงานผลประกอบการของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากฝั่งจีน ไม่ว่าจะเป็น BAIDU หรือ MEITUAN รวมถึงการขยับตัวของ BERKSHIRE HATHAWAY ภายใต้การกุมบังเหียนของมหาเศรษฐีนักลงทุนระดับตำนานอย่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ที่ล่าสุด สร้างความฮือฮาด้วยการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ในไตรมาส 1/2026 แม้เขาจะเลือกลดขนาดพอร์ตลงทุนในภาพรวมลง แต่กลับหันมาทุ่มเม็ดเงินซื้อหุ้นเทคฯ อย่าง ALPHABET เพิ่มขึ้นถึง +224% พร้อมกับเปิดประตูต้อนรับหุ้นใหม่เข้าพอร์ตอย่าง DELTA AIR LINES และ MACY’S ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการมองหาโอกาสจากบริษัทที่มีความแข็งแกร่งเฉพาะตัว (อ้างอิงข้อมูลความเคลื่อนไหวพอร์ตการลงทุนจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก)
ลุ้นตัวเลข GDP ไทย และฟันเฟืองกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสำคัญ
กลับมาที่ภาพรวมศรษฐกิจไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ได้ประกาศเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8% สูงกว่าคาด รับแรงหนุนจากส่งออกและการลงทุนเอกชน ขณะที่ทั้งปีสภาพัฒน์ยังคงเป้าหมายโต 1.5–2.5% ท่ามกลางความเสี่ยงจากราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราต้องมองข้ามช็อตไป คือ ทิศทางในช่วงไตรมาส 2/2026 ที่ยังคงแฝงความเสี่ยงและอาจชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.2% YoY หากกางภาพรวมตลอดทั้งปี 2026 สถาบันการเงินและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจได้ประเมินค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ระดับ 1.6% (โดยธนาคารแห่งประเทศไทยให้มุมมองแบบอนุรักษ์นิยมที่สุดที่ 1.5%) (อ้างอิงตัวเลขประมาณการจากธนาคารแห่งประเทศไทย)
ท่ามกลางความท้าทายนี้ แสงสว่างปลายอุโมงค์ของไทยจึงต้องฝากความหวังไว้กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากฝั่งภาครัฐแบบเต็มกำลัง โดยเฉพาะไฮไลต์สำคัญอย่างโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวานที่ผ่านมา ซึ่งมุ่งหวังให้เป็นเครื่องมือปลุกกำลังซื้อและการบริโภคระดับฐานราก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความหวังต่อการผลักดัน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งหากฟันเฟืองชิ้นใหญ่นี้สามารถบังคับใช้และเดินเครื่องได้จริง จะกลายเป็นตัวจุดระเบิดสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ GDP ของไทยในปีนี้สามารถพลิกกลับขึ้นไปแตะระดับเป้าหมายที่ 2.1% ได้ในที่สุด
โอกาสท่ามกลางความผันผวน จัดพอร์ตสู้วิกฤตแบบ “เนื้อหอม”
แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะมีอาการแกว่งตัว แต่ตลาดหุ้นไทยเวลานี้กลับกลายเป็นตลาดที่ยังคง “เนื้อหอม” ในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยเราเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ทยอยไหลกลับเข้ามาซื้อสะสมอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเป็นการรับมือกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ (INFLATION FEAR) บล.เอเซีย พลัส ได้มีกลยุทธ์และแนะนำการลงทุน โดยการเน้นย้ำถึงการสร้างเกราะป้องกันให้กับพอร์ตลงทุน โดยพุ่งเป้าไปที่ “กลุ่มหุ้นที่มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ” ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 เสาหลัก ดังนี้
- กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี โรงกลั่น และสินค้าโภคภัณฑ์ : ได้แก่หุ้น PTT, PTTEP, CPF, NER และ STA ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นตัวเต็งที่จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกเมื่อตัวเลขเงินเฟ้อขยายตัว
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์และประกันภัย : ได้แก่หุ้น BBL, KTB, KBANK, BLA และ TLI หุ้นกลุ่มนี้เปรียบเสมือนผู้รับประโยชน์โดยตรงจากทิศทางของอัตราดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ ได้มีการคัดเลือกหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวันเพื่อเป็นไอเดียสำหรับการลงทุน ได้แก่ BLA, BBL และ BDMS
นอกจากนี้ สำหรับคนที่มองหาแพสชันใหม่ๆ ในการลงทุนต่างประเทศ บล.เอเซีย พลัส ยังแนะนำการกระจายความเสี่ยงไปเยือนหุ้นต่างประเทศที่กำลังได้รับความสนใจ (Global Gem) ผ่านเครื่องมืออย่างตราสารอ้างอิงหุ้นต่างประเทศ หรือ DR โดยมีตัวชูโรง คือ DR : PINGAN80 และ DR : AIA23
ก้าวต่อไปของหัวใจผู้คว้าโอกาส โอบรับความเปลี่ยนแปลงด้วยความเข้าใจ
เมื่อมองลึกลงไปถึงปัจจัยพื้นฐานและความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เราจะเห็นว่า โลกของการลงทุนไม่เคยหยุดนิ่ง ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้แต่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ล้วนเป็นพลวัตที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ การที่ตัวเลข GDP ไทยมีโอกาสพุ่งไปแตะ 2.1% หากมาตรการรัฐขับเคลื่อนได้เต็มที่ ถือเป็นภาพความหวังที่ตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง
ในขณะเดียวกัน ปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงก็สอนให้เรารู้จักการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีเกราะป้องกัน หรือการจัดสรรพอร์ตอย่างมีวินัย ท้ายที่สุดแล้ว การเดินหน้าในโลกการเงินยุคใหม่ไม่ใช่การวิ่งหนีความผันผวน แต่คือการเรียนรู้ที่จะ “เต้นรำ” ไปกับมันอย่างมีจังหวะ ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและวิจารณญาณที่รอบคอบ ทุกความท้าทายที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือบททดสอบที่พร้อมจะหล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนที่พร้อมก้าวคว้าโอกาสในวันพรุ่งนี้เสมอ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ตารางสรุปสแกนเรดาร์เศรษฐกิจ 2026 เช็กความเสี่ยง ค้นหาโอกาสทอง
| ปัจจัยที่ต้องจับตา | 🌪️ ฝั่งความท้าทาย (Risks) | 🌟 ฝั่งโอกาสที่ซ่อนอยู่ (Opportunities) |
| สถานการณ์โลก | ความขัดแย้งยืดเยื้อ, ราคาน้ำมันพุ่งสูง | โอกาสจากบริษัทเทคฯ แข็งแกร่งที่น่าสะสม |
| วิกฤตเงินเฟ้อ | ดอกเบี้ยขาขึ้น, บอนด์ยีลด์แตะจุดสูงสุด | กลุ่มพลังงานและโภคภัณฑ์รับอานิสงส์เต็มๆ |
| เศรษฐกิจไทย | ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวในไตรมาส 2 | นโยบายรัฐหนุน, กลุ่มแบงก์และประกันฟื้นตัว |










