วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 11, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap
The Signals
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy
  • Login
No Result
View All Result
The Signals
Home Markets

เจาะลึกหุ้นไทยทะลุ 1500 จุด โครงการ JUMP+ อัปเกรด 143 บจ. รับเทรนด์โลก 

เจาะลึกหุ้นไทยทะลุ 1500 จุด โครงการ JUMP+ อัปเกรด 143 บจ. รับเทรนด์โลก 
0
SHARES
1
VIEWS
Share on FacebookShare on Twitter

ในยุคที่กระแสเงินทุนทั่วโลกเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วและไร้พรมแดน ภาคธุรกิจในหลายประเทศต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ในการรักษาความสามารถทางการแข่งขัน ตลาดทุนไทยเองก็กำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากความน่าสนใจที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในมิติของมูลค่าการซื้อขาย (Trading Value) มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ไปจนถึงจำนวนการเสนอขายหุ้น IPO ที่ชะลอตัวลง

เจาะลึกหุ้นไทยทะลุ 1500 จุด โครงการ JUMP+ อัปเกรด 143 บจ. รับเทรนด์โลก 

เจาะลึกหุ้นไทยทะลุ 1500 จุด โครงการ JUMP+ อัปเกรด 143 บจ. รับเทรนด์โลก 

Related posts

เจาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความผันผวน ส่องโอกาสลงทุน Tech และ AI ที่คุณอาจพลาด

เจาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความผันผวน ส่องโอกาสลงทุน Tech และ AI ที่คุณอาจพลาด

มิถุนายน 11, 2026
เจาะแนวโน้มหุ้นไทย กับกลยุทธ์รับมือความผันผวน ชู 5 หุ้นเด่นกลุ่มส่งออก-อิเล็กทรอนิกส์

เจาะแนวโน้มหุ้นไทย กับกลยุทธ์รับมือความผันผวน ชู 5 หุ้นเด่นกลุ่มส่งออก-อิเล็กทรอนิกส์

มิถุนายน 10, 2026

เมื่อหันไปมองประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย จะพบว่า ตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งกำลังเดินหน้าใช้นโยบายเชิงรุกเพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร (Corporate Value) อย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่น (JPX) ที่เริ่มนำร่องด้วยนโยบายเข้มข้นมาตั้งแต่ปี 2566 ตามมาติดๆ ด้วยตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ (KRX) ที่เข็นโปรแกรม Corporate Value-Up ออกมาในปี 2567 รวมถึงความเคลื่อนไหวเชิงรุกจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) มาเลเซีย (Bursa Malaysia) ไต้หวัน (TWSE) และสิงคโปร์ (SGX) ที่ล้วนงัดกลยุทธ์ในลักษณะคล้ายคลึงกันออกมาดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

ในระดับภูมิภาคที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดนี้เอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงได้เปิดตัว “โครงการ JUMP+” ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญและเป็นโปรเจกต์ระดับมาสเตอร์พีซในการยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทย บทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อมูล แผนงาน และทิศทางที่ภาคธุรกิจไทยกำลังมุ่งหน้าไป เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนที่สุดของการอัปเกรดตลาดหุ้นไทยในครั้งนี้

โครงการ JUMP+ โมเดลพลิกฟื้นมูลค่าองค์กรแบบเจาะลึก

โครงการ JUMP+ ย่อมาจากการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับศักยภาพและเพิ่มมูลค่าของบริษัทอย่างเป็นระบบ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่

  1. Growth การเน้นไปที่บริษัทที่มีศักยภาพและมีแพสชันมุ่งมั่นที่จะเติบโต
  2. Visibilit  การส่งเสริมให้เปิดเผยข้อมูลแผนงานเพื่อสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างโปร่งใส
  3. Incentive การให้การสนับสนุนการดำเนินงานในมิติต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม

หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือ การให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำ “แผน JUMP+” ซึ่งเป็นกรอบการทำงานระยะยาว 3 ปี (ตั้งแต่ปี 2569 ถึง 2571) ที่ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) กระบวนการจะเริ่มต้นตั้งแต่การวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน การจัดทำแผนและกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณและคุณภาพ และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ต้องมีการสื่อสารความคืบหน้าให้ผู้ลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบทุก 6 เดือน

143 องค์กรนำร่อง ขับเคลื่อน Market Cap 2.2 ล้านล้านบาท

หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการรับสมัคร ตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของภาคธุรกิจไทยถือว่าน่าประทับใจอย่างมาก ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่ามีบริษัทที่มองเห็นโอกาสและตบเท้าเข้าร่วมโครงการถึง 143 บริษัท โดยสามารถแบ่งรายละเอียดเชิงลึกได้ ดังนี้

  • แบ่งตามกระดานเทรด เป็นบริษัทในตลาด SET จำนวน 87 บริษัท และตลาด mai จำนวน 56 บริษัท
  • สัดส่วนระดับมหภาค กลุ่มนี้คิดเป็น 16% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทย
  • กลุ่มอุตสาหกรรมยอดฮิต ครอบคลุมความหลากหลาย แต่กลุ่มที่มีตัวแทนเข้าร่วมมากที่สุดคือ กลุ่มบริการ (Service) อุตสาหกรรม (Indus) และอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Propcon)
  • มูลค่าตลาด บริษัทกลุ่มนี้ครอบคลุมมูลค่า Market Cap สูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 14% ของตลาดรวม

ทางด้าน นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้สะท้อนวิสัยทัศน์ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ วางเป้าหมายสู่การเป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” โครงการ JUMP+ จึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ตอบโจทย์พันธกิจในการสร้างตลาดที่น่าเชื่อถือ (Trusted Marketplace) ที่เน้นสินค้าคุณภาพ มีธรรมาภิบาล และเสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาด (Empowering Market Participants) อย่างแท้จริง

ถอดรหัส 3 เสาหลัก (3 Pillars) แผนงาน 3 ปีของบริษัทนำร่อง

การสร้างมูลค่าองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่สามารถพึ่งพาวิธีการทำกำไรระยะสั้นแบบฉาบฉวยได้อีกต่อไป โครงการ JUMP+ จึงวางกติกาให้บริษัทที่เข้าร่วมต้องกำหนดกรอบแผนงานที่ครอบคลุม 3 มิติหลัก ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การประเมินมูลค่าธุรกิจระดับสากล

  1. แผนธุรกิจ (Business Plan) มุ่งเน้นการกำหนดเป้าหมายการเพิ่มมูลค่าบริษัท ณ ปี 2571 โดยระบุกลยุทธ์ที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งเป้าหมาย แผนงานสำคัญ และการบริหารความเสี่ยง จากข้อมูลพบว่า 138 บริษัท (คิดเป็น 96% ของผู้เข้าร่วม) ได้ตั้งเป้าหมายติดปีกการเติบโตด้านรายได้หรือกำไรอย่างชัดเจน โดยมีแผนกลยุทธ์ขับเคลื่อนรวมถึง 278 แผนงาน
  2. แผนด้านธรรมาภิบาล (Governance Plan) เพราะความโปร่งใสคือรากฐานของพรีเมียมแวลู (Premium Value) แผนส่วนนี้จึงครอบคลุมโครงสร้างและคุณสมบัติของบอร์ดบริหาร การกำกับดูแลด้านความรับผิดชอบ การบริหารบุคลากร และความเสี่ยงองค์กร สิ่งที่น่าสนใจคือ มีการจัดทำแผนงานด้านธรรมาภิบาลรวมกันสูงถึง 462 แผนงานเลยทีเดียว
  3. แผนการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Plan) การทรานส์ฟอร์มสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำคือวาระแห่งชาติและวาระโลก โครงการนี้ผลักดันให้จัดทำแผนบัญชีก๊าซเรือนกระจก (GHG Inventory) และแผนลดการปล่อยก๊าซ (Decarbonization) ซึ่งมีบริษัทถึง 114 แห่ง หรือคิดเป็น 80% ของผู้เข้าร่วม ที่สมัครใจงัดแผนในด้านนี้มาร่วมด้วย สะท้อนชัดเจนว่าเทรนด์ ESG ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือของจริงที่ธุรกิจไทยให้ความสำคัญ (อ้างอิง: แนวทางการลงทุนอย่างยั่งยืนจากข้อมูลทางการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย www.set.or.th)

ส่องกลยุทธ์เจาะลึก องค์กรไทยโฟกัสอะไรเพื่อสร้างการเติบโต?

เมื่อนำแผนธุรกิจทั้งหมดมากางดู จะพบข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางกลยุทธ์ที่ภาคธุรกิจเลือกใช้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

  • โฟกัสที่ผลกำไร (Profit-Centric) เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งที่บริษัทส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ โดยมีถึง 114 บริษัท (79%) มุ่งเน้นจุดนี้ ในจำนวนนี้ 74 บริษัทตั้งเป้าไปที่การเติบโตของกำไรสุทธิ (Net Profit) และอีก 23 บริษัทเล็งไปที่การเติบโตของ EBITDA
  • โฟกัสที่รายได้ (Revenue-Centric) มี 30 บริษัท (21%) ที่มุ่งเน้นการเพิ่มท็อปไลน์ (Top Line) ให้เติบโต
  • โฟกัสความสามารถในการทำกำไร มี 5 บริษัทที่เจาะจงเฉพาะเรื่องนี้

กลยุทธ์หลักที่ถูกนำมาใช้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ประกอบด้วย

  1. กลยุทธ์เพิ่มรายได้ (133 บริษัทเลือกใช้) เน้นการขยายฐานลูกค้า เพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย สยายปีกบุกตลาดต่างประเทศ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มกำลังผลิต และกระจายความเสี่ยงผ่านธุรกิจใหม่ (Diversification)
  2. กลยุทธ์ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ (107 บริษัทเลือกใช้) มุ่งเน้นการทำ Process Improvement นำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบ Automation มาใช้งาน รวมถึงการทำ Product Mix Optimization เพื่อรีดอัตรากำไรให้สูงขึ้น
  3. กลยุทธ์สร้างเสถียรภาพองค์กร (48 บริษัทเลือกใช้) โฟกัสมิติของการจัดโครงสร้างเงินทุน อัปเกรด Credit Rating และวางระบบ Enterprise Risk Management

ในฝั่งของ ธรรมาภิบาล ประเด็นที่มาแรงที่สุดคือ การกำกับดูแลด้านความรับผิดชอบและความโปร่งใส (272 แผนงาน) โดยมีเป้าหมายหลักในการขอรับการรับรองแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) รวมถึงการอัปเกรดนโยบายป้องกัน Insider Trading และระบบแจ้งเบาะแส (Whistleblowing) ยิ่งไปกว่านั้น มิติของ Cybersecurity และการกำกับดูแลการใช้ AI ก็เริ่มถูกบรรจุลงในแผนบริหารความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ

สิทธิประโยชน์และแต้มต่อของบริษัทใน JUMP+

การทรานส์ฟอร์มองค์กรต้องใช้ทั้งแรงและทุน โครงการ JUMP+ จึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อซัพพอร์ต บจ. แบบจัดเต็ม

  • เงินทุนสนับสนุน (Funding) กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ให้เงินทุนสนับสนุน (Grant) สูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท สำหรับรันแผนงาน และยังมีเงินรางวัล (Reward) ออนท็อปสูงสุดอีก 500,000 บาท หากทำผลงานได้ตามเป้า
  • การเพิ่มความโดดเด่น (Corporate Visibility) มีเวทีให้ออกสื่อและพบปะนักลงทุนเพียบ เช่น JUMP+ Investor Day, Corporate Roadshow และการทำ Analyst View
  • ที่ปรึกษาชั้นนำ (Advisory Pool) ได้รับโอกาสเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญระดับท็อป ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน Sasin, บริษัทกฎหมายระดับโลก Baker McKenzie รวมถึงบริษัทผู้สอบบัญชี Big 4 ที่จะเข้ามาช่วยไกด์ไลน์อย่างใกล้ชิด

จนถึงขณะนี้ มี บจ. นำเสนอแผน JUMP+ ต่อนักลงทุนไปแล้วกว่า 93 บริษัท และเตรียมจ่อคิวพรีเซนต์ให้ครบทั้ง 143 บริษัท ภายในวันที่ 17 เมษายน 2569 นี้ นักลงทุนและผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปติดตามข้อมูลและถามคำถามผู้บริหารได้โดยตรงผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ เมนู JUMP+ Opportunity Day หรือเช็กรายชื่อบริษัทได้ที่ รายชื่อ บจ. โครงการ JUMP+

ในกรณีที่โลกธุรกิจมีความผันผวน บจ. สามารถปรับเปลี่ยนเป้าหมายได้ แต่ต้องผ่านการไฟเขียวจากบอร์ดบริหารและเปิดเผยข้อมูลให้นักลงทุนทราบอย่างโปร่งใส โดย SET จะคอยมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด

ก้าวต่อไปของตลาดทุนไทยกับความคาดหวังบนพื้นฐานความเป็นจริง

หากมองในมุมของการวิเคราะห์ตามหลักความจริง โครงการ JUMP+ ถือเป็น “จุดสตาร์ท” ที่ยอดเยี่ยมในการจัดระเบียบและสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความโปร่งใสให้กับกิจการไทย อย่างไรก็ตาม โลกแห่งการลงทุนไม่มีสูตรรักษาครอบจักรวาล การที่บริษัทมีแผน 3 ปีที่ชัดเจน ไม่ได้การันตีว่าราคาหุ้นจะพุ่งทะยานในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะในสภาวะที่เศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomics) และปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์โลกยังคงมีความผันผวนสูง

ทว่า สิ่งที่ตลาดทุนไทยและนักลงทุนจะได้จากโครงการนี้อย่างแน่นอน คือ “ตะแกรงร่อนชั้นดี” หาก บจ. ทั้ง 143 แห่ง สามารถรักษาคำพูดและทำผลงานได้เข้าเป้า โอกาสที่เม็ดเงินจากสถาบันทั้งในและต่างประเทศจะไหลกลับมาก็มีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะสถาบันเหล่านี้ย่อมต้องการลงทุนในบริษัทที่คาดการณ์ได้ และมีสตอรี่การเติบโตที่จับต้องได้ ในทางกลับกัน แม้จะมีบางบริษัทที่สะดุดหรือทำไม่ได้ตามแผน แต่อย่างน้อยกระบวนการบังคับเปิดเผยข้อมูลและสื่อสารทุก 6 เดือนนี้ จะช่วยให้นักลงทุนมองเห็นความจริงและประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้นกว่าในอดีต ถือเป็นวิวัฒนาการเชิงบวกที่ค่อยเป็นค่อยไป ที่จะช่วยคอนเฟิร์มว่าตลาดหุ้นไทยกำลังพยายามก้าวผ่านข้อจำกัดเดิมๆ สู่การเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างแท้จริง

วิเคราะห์ SET Index ท่ามกลางความผันผวนและโอกาสเติบโตในไตรมาสแรก

การเคลื่อนไหวของตลาดทุนไทยในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ระดับโลกเข้ามาเป็นระยะ แต่ทิศทางโดยรวมยังคงเต็มไปด้วยสัญญาณที่น่าสนใจสำหรับการวางกลยุทธ์ในอนาคต

ภาพรวมดัชนี SET Index และปัจจัยขับเคลื่อนระดับมหภาค

ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ดัชนี SET Index ปิดตัวที่ระดับ 1,448.14 จุด แม้จะมีการปรับฐานลดลง 5.24% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากแรงกระแทกทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยเฉพาะความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าจับตามอง คือ ความแข็งแกร่งสะสม เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นปี 2568 พบว่า SET Index ยังคงรักษาระดับการเติบโตได้สูงถึง 15% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น (Resilience) โดยปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดหลักส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งช่วยให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจนและคล่องตัวมากขึ้น

เจาะลึกกลุ่มอุตสาหกรรมและสภาพคล่องของตลาด

ในเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรม มีกลุ่มธุรกิจที่สามารถทำผลงานได้โดดเด่นและเติบโตชนะตลาด (Outperform) เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ได้แก่

  • กลุ่มเทคโนโลยี รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่เข้มข้นขึ้น
  • กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม สะท้อนการฟื้นตัวของภาคการผลิต
  • กลุ่มทรัพยากร ที่ได้รับแรงหนุนจากรอบวัฏจักรราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์

ในส่วนของสภาพคล่อง พบว่า ตลาดมีความคึกคักอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนมีนาคม อยู่ที่ 75,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 95.69% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมไตรมาส 1/2569 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 65,109 ล้านบาท เติบโตขึ้น 52% ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนยังคงอยู่ในระดับสูง

นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิในเดือนมี.ค.

แม้ในเดือนมีนาคมผู้ลงทุนต่างชาติจะมียอดขายสุทธิ 39,754 ล้านบาท แต่หากพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี (Year-to-Date) ต่างชาติยังคงมียอดซื้อสุทธิสะสมอยู่ที่ 19,152 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการซื้อขายสูงสุดที่ 53.85% ตามมาด้วยกลุ่มรายย่อยที่ 32.17%

เมื่อพิจารณาในแง่ของความคุ้มค่าในการลงทุน ข้อมูลด้าน Fundamental ชี้ให้เห็นความน่าสนใจ ดังนี้

  • Forward P/E อยู่ที่ 14.96 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชีย (12.67 เท่า) สะท้อนถึงการคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยที่แข็งแกร่ง
  • Dividend Yield อัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ 4.25% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียที่ 2.94% อย่างเห็นได้ชัด ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคงเสน่ห์ในฐานะแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

กลไกภาครัฐและตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX)

นอกจากความเคลื่อนไหวในตลาดหลักแล้ว ตลาด TFEX ในเดือนมีนาคมก็มีความคึกคักไม่แพ้กัน โดยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันถึง 714,006 สัญญา เพิ่มขึ้น 6.81% จากเดือนก่อนหน้า โดยมี SET50 Index Futures และ Options เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ในด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากราคาพลังงาน คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ 7 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภาระต้นทุนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นจังหวะที่สำคัญก่อนที่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ เพื่อวางรากฐานทางเศรษฐกิจในระยะยาวต่อไป

ทิศทางตลาดหุ้นไทยทะลุ 1,500 จุด วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง นโยบายรัฐ และเทรนด์ ESG ระดับโลก

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยว่า ตลาดทุนไทยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางไหน และมีปัจจัยอะไรบ้างนั้น

ฝ่ามรสุมเดือนมีนาคม สู่การทะยานทะลุ 1,500 จุด

นายศรพล ประเมินว่า หากย้อนกลับไปดูสถิติในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างหนัก ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาประมาณ 5% ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ถือว่าปรับตัวลงน้อยกว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกางตัวเลขผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year to Date) ณ สิ้นเดือนมีนาคม พบว่ายังคงยืนหยัดเป็นบวกอยู่ที่ 5% ครองแชมป์อันดับสองในภูมิภาครองจากเกาหลีใต้เพียงแห่งเดียว

ในมิติของปริมาณการซื้อขาย (Volume) ก็มีความคึกคักอย่างเห็นได้ชัด โดยพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 75,342 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในอดีต ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 64,000 ล้านบาทต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณบวกจากการเข้ามาเปิดบัญชีของนักลงทุนหน้าใหม่ที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และต้นเดือนมีนาคม ผนวกกับการกลับมาเคลื่อนไหวของนักลงทุนรายย่อยที่ช่วยเติมเชื้อไฟให้ตลาดกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ถึงแม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิในเดือนมีนาคม แต่ด้วยเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้ามาในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีมีตัวเลขเป็นบวกอยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านบาท และล่าสุดในช่วงเดือนเมษายน ก็ยังมีกระแสเงินไหลเข้าออกสลับกัน โดยมียอดบวกอ่อนๆ อยู่ที่ประมาณ 3,000 ถึง 4,000 ล้านบาท

ความน่าสนใจ คือ เมื่อดัชนี SET ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุด ตัวเลขผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ก็กระโดดขึ้นไปบวกถึง 15% และหากคำนวณจนถึงจุดที่ดัชนียืนระยะได้มั่นคง ยอดสะสมอาจพุ่งขึ้นไปบวกถึง 20% จากฐานของสิ้นเดือนมีนาคม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดหุ้นไทยมักจะมีปฏิกิริยาตอบสนองและมองข้ามช็อตไปไกลกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงเสมอ

ถอดรหัส 4 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

การประเมินทิศทางตลาดในยุคนี้ ไม่สามารถมองผ่านปัจจัยระดับมหภาคไปได้ โดยประเด็นหลักที่ต้องเฝ้าระวังประกอบด้วย 4 ตัวแปรสำคัญ ได้แก่

  1. สถานการณ์สงคราม ข่าวการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านถือเป็นปัจจัยเชิงบวกที่ทำให้นักลงทุนคลายความกังวล ตลาดได้รับรู้และซึมซับข่าวสารไปพอสมควรแล้ว ทำให้สถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ (Normalize)
  2. ราคาน้ำมันและวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันที่ผันผวนย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและกำไรของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปในยุค 1970 ที่เกิดวิกฤต OPEC วิกฤตครั้งนั้นได้กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก ซึ่งปัจจุบันบริษัทไทยหลายแห่งก็กำลังรุกคืบในธุรกิจพลังงานสะอาด (Renewable Energy) อย่างเต็มกำลัง
  3. อัตราเงินเฟ้อ เงินเฟ้อด้านต้นทุน (Cost-push Inflation) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเมื่อราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังฐานะการคลังและค่าครองชีพ
  4. นโยบายดอกเบี้ยของ Fed จากเดิมที่ตลาดเคยคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดดอกเบี้ย แต่ด้วยตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังคงดื้อรั้น ทำให้บทวิเคราะห์หลายสำนักระดับโลก (อ้างอิงข้อมูลทิศทางอัตราดอกเบี้ยจาก Bloomberg) ประเมินว่า Fed อาจจะตรึงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง หรือแม้กระทั่งมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งประเด็นนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

สแกน “จุดแข็ง” ทำไมหุ้นไทยถึงเป็น Safe Haven?

สิ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยสามารถยืนหยัดและรับแรงกระแทกได้ดีกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งหลายประการ ประการแรก ตลาดหุ้นไทยไม่ได้เผชิญกับภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Tech Bubble) เหมือนในสหรัฐอเมริกา ประการที่สอง อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4% กว่าๆ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่อยู่ราวๆ 3% ต้นๆ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งใน “Safe Haven” ที่นักลงทุนต่างชาติใช้เป็นหลุมหลบภัยในช่วงที่โลกมีความผันผวน

นอกจากนี้ ในงานสัมมนา CLSA ASEAN Conference ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ปรากฏว่ามีกองทุนต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 40 ราย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและจุดยืนของต่างชาติที่ยังคงให้ความสำคัญกับประเทศไทย โดยปัจจุบันสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติยังคงอยู่ในระดับ 37% ซึ่งเป็นการถือครองในเชิงกลยุทธ์ระยะยาว

นโยบายรัฐและโครงสร้างพื้นฐาน สตอรี่บทใหม่ของการลงทุน

การเติบโตอย่างยั่งยืนของตลาดทุนจำเป็นต้องมีนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่ชัดเจน ซึ่งตามคำแถลงนโยบาย มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและเชื่อมโยงกับตลาดทุนโดยตรง หนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกจับตามองคือ บัญชีเงินออมส่วนบุคคล (Individual Saving Account) ซึ่งเป็นโครงการถาวรที่มีความยืดหยุ่นสูง เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อลดหย่อนภาษีได้ โดยไม่ต้องติดข้อจำกัดด้านเวลาเหมือนกองทุนรูปแบบเดิมๆ โครงการนี้จะช่วยลดแรงกดดันจากการเทขายเมื่อกองทุนหมดอายุ และสร้างเสถียรภาพระยะยาวให้กับดัชนี

ในขณะเดียวกัน โครงการระดับเมกะโปรเจกต์ เช่น Land Bridge หรือ EEC เฟสถัดไป หากสามารถ “ลงเสาเข็มต้นแรก” และนำไปสู่การปฏิบัติจริง (Implement) ได้ จะเป็นการสร้าง “จุดขาย” ใหม่ให้กับประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายที่มุ่งเน้นการยกระดับความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) การสนับสนุนธุรกิจ Startup ตลอดจนการผลักดันกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ล้วนเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยรีโพสิชัน (Reposition) เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ก้าวสู่มาตรฐานระดับโลก IFRS และ FTSE Russell ESG

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่เป็นไฮไลต์สำคัญคือ การยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืน (ESG) ซึ่งจะเป็นเทรนด์ที่กำหนดทิศทางเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก ภายในปี 2027 (พ.ศ. 2570) สำนักงาน ก.ล.ต. จะกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนต้องจัดทำมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวกับความยั่งยืน ได้แก่ IFRS S1 (การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับความยั่งยืน) และ IFRS S2 (การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ซึ่งบริษัทจะต้องสามารถประเมินผลกระทบเชิงการเงินออกมาเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ (Quantify) (อ้างอิงข้อมูลมาตรฐาน IFRS จาก International Sustainability Standards Board – ISSB)

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปลี่ยนระบบการจัดอันดับ ESG สู่มาตรฐานระดับโลกอย่าง FTSE Russell โดยตั้งเป้าให้ครอบคลุม 450 บริษัท ภายในปี 2029 ระบบใหม่นี้จะใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาทำ Social Listening เพื่ออ่านและวิเคราะห์ข้อมูลจากสิ่งพิมพ์และข่าวสารต่างๆ ในรูปแบบ Machine Readable ทำให้การประเมินมีความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของกองทุนระดับสากลมากขึ้น

มองอนาคตตลาดทุนไทย บนพื้นฐานของความเป็นจริง

จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นไทยมีศักยภาพในการปรับตัวและ “เอาตัวรอด” ได้ดีในยามวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือแฮมเบอร์เกอร์ บริษัทจดทะเบียนไทยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและรักษาอัตรากำไรได้อย่างยอดเยี่ยม

ทว่า การจะดันให้ดัชนีพุ่งทะยานไปสู่จุดสูงสุดใหม่ได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่สามารถพึ่งพาแค่กระแสเงินทุนระยะสั้น หรือข่าวดีชั่วคราวได้อีกต่อไป ในโลกความเป็นจริง ตลาดทุนต้องการสตอรี่ที่จับต้องได้ นโยบายเมกะโปรเจกต์ที่ต้องหลุดจากการเป็นเพียงแค่ข่าวบนหน้ากระดาษ รวมถึงการปรับโครงสร้างเพื่อรับมือกับมาตรฐานระดับโลกอย่าง IFRS S1/S2 และ ESG ที่เข้มงวดขึ้น

การปรับตัวในครั้งนี้ หากบริษัทใดที่สามารถทรานส์ฟอร์มตัวเองให้โปร่งใส เข้าใจกลไกคาร์บอนเครดิต และปรับตัวรับโครงสร้างใหม่ได้ ย่อมเป็นที่หมายปองของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ในทางกลับกัน หากภาพรวมการบังคับใช้นโยบายของประเทศยังคงเชื่องช้า ตลาดก็อาจจะต้องเผชิญกับภาวะซึมตัวและผันผวนไปตามแรงลมของเศรษฐกิจโลกต่อไป ท้ายที่สุดแล้ว “ความเชื่อมั่น” ไม่ได้สร้างขึ้นจากการบอกเล่า แต่สร้างขึ้นจาก “ผลลัพธ์ที่ลงมือทำจริง” ซึ่งนี่คือโจทย์ท้าทายสำคัญที่ตลาดทุนและภาครัฐต้องร่วมกันหาคำตอบในระยะยาว

ตารางสรุป 3 เสาหลัก JUMP+ อัปเกรดมูลค่าหุ้นไทยสู่ระดับโลก

มิติการยกระดับ (3 Pillars) เป้าหมายหลัก (Core Goals) อินไซต์กลยุทธ์ บจ. ไทย (Strategy Insights)
1. แผนธุรกิจ (Business Plan) โฟกัสการเติบโตของรายได้และกำไร 79% มุ่งดันกำไรสุทธิ, 133 บจ. งัดกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าและบุกตลาดต่างประเทศ
2. ธรรมาภิบาล (Governance) ยกระดับความโปร่งใส ป้องกันความเสี่ยง 272 แผนงานลุยต้านทุจริต (CAC) พร้อมอัปเกรดระบบ Cybersecurity และคุม AI
3. สิ่งแวดล้อม (Climate Action) ทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 80% (114 บจ.) เดินหน้าทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก รับเทรนด์ลงทุน ESG ระดับโลก
Tags: ดัชนีหุ้นไทยตลาดหุ้นไทยทิศทางตลาดหลักทรัพย์ลงทุนหุ้นระยะยาววิเคราะห์หุ้นไทยหุ้น Safe Havenหุ้นไทย 1500 จุดอัปเกรดมูลค่าองค์กรแนวโน้ม ESGโครงการ JUMP+
Previous Post

เจาะลึกนโยบายอนุทิน 2 ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ พลิกโฉมธุรกิจไทยปี 2026

Next Post

ติดโซลาร์ลดค่าไฟ 70% + ลดภาษี 2 แสน! SENA ปรับบ้านสู่ระบบจัดการพลังงานยุคใหม่

Next Post
ติดโซลาร์ลดค่าไฟ 70% + ลดภาษี 2 แสน! SENA ปรับบ้านสู่ระบบจัดการพลังงานยุคใหม่

ติดโซลาร์ลดค่าไฟ 70% + ลดภาษี 2 แสน! SENA ปรับบ้านสู่ระบบจัดการพลังงานยุคใหม่

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

RECOMMENDED NEWS

น้ำมันร่วง ดอกเบี้ยจ่อขยับ! เมื่อความขัดแย้งกำลังจัดระเบียบการลงทุนใหม่

น้ำมันร่วง ดอกเบี้ยจ่อขยับ! เมื่อความขัดแย้งกำลังจัดระเบียบการลงทุนใหม่

1 วัน ago
ธปท สั่งแบงก์อุ้ม SMEs ด่วน! เช็กเงื่อนไขปรับโครงสร้างหนี้และกู้เพิ่ม 

ธปท สั่งแบงก์อุ้ม SMEs ด่วน! เช็กเงื่อนไขปรับโครงสร้างหนี้และกู้เพิ่ม 

2 เดือน ago
เจาะนโยบาย รถเก่าแลกใหม่ ชูสเปครถไฮบริด FFV-PHEV ดัน E20-E85 ขับเคลื่อนพลังสะอาด

เจาะนโยบาย รถเก่าแลกใหม่ ชูสเปครถไฮบริด FFV-PHEV ดัน E20-E85 ขับเคลื่อนพลังสะอาด

2 เดือน ago
ยอดใช้ Microsoft Copilot ทะลุ 20 ล้าน ชำแหละฟีเจอร์ AI ใหม่ที่พลิกโฉมโลกการทำงาน

ยอดใช้ Microsoft Copilot ทะลุ 20 ล้าน ชำแหละฟีเจอร์ AI ใหม่ที่พลิกโฉมโลกการทำงาน

1 เดือน ago

FOLLOW US

BROWSE BY CATEGORIES

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

BROWSE BY TOPICS

AI OpenAI กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุน การลงทุนต่างประเทศ ข่าวเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ จัดพอร์ตลงทุน ชิป AI ช่องแคบฮอร์มุซ ดอกเบี้ยเฟด ตลาดหุ้นไทย ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า ราคาทองคำ ราคาทองวันนี้ ราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันพุ่ง ราคาน้ำมันโลก ลงทุนทองคำ วางแผนการเงิน วิกฤตตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ วิเคราะห์ราคาทอง วิเคราะห์หุ้น สงครามตะวันออกกลาง สงครามอิหร่าน สินทรัพย์ปลอดภัย หุ้นต่างประเทศ หุ้นพลังงาน หุ้นเทคโนโลยี หุ้นไทย อสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี AI เทรนด์เทคโนโลยี เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย แนวโน้มราคาทอง แนวโน้มเศรษฐกิจ

POPULAR NEWS

  • วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง รับ 4000 บาท ใครได้บ้างเช็กเลย!

    วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง รับ 4000 บาท ใครได้บ้างเช็กเลย!

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ส่อง 3 หุ้นซูชิยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เปลี่ยนมื้ออร่อยให้เป็นขุมทรัพย์

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ส่องอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน 10 ประเทศ และ วิธีกู้ซื้อบ้านในช่วงดอกเบี้ยขาลง

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ดัชนี Nikkei พุ่งทำนิวไฮทะลุ 65900 จุด เมื่อชิป AI คือ ขุมพลังขับเคลื่อนตลาดทุน

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ก้าวใหม่สาธารณสุข ข้อมูลสุขภาพบนบล็อกเชน คุณเป็นเจ้าของเอง

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
The Signals

In a world full of noise, leaders look for signals.

สื่อวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจสำหรับผู้นำ ที่คัดกรองและตีความ “สัญญาณ” ของโลกเศรษฐกิจและธุรกิจ เพื่อให้เห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลง

Follow us on social media:

Recent News

  • เจาะลึกเทรนด์ตลาด AI สู่ปี 2030 Goldman Sachs ดันเป้าทะลุ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ 
  • เจาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความผันผวน ส่องโอกาสลงทุน Tech และ AI ที่คุณอาจพลาด
  • นวัตกรรมเปลี่ยนโลก! ปตท. x บีไอจี ผุดโรงงาน MAP2 พลิกโฉมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

Category

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

Recent News

เจาะลึกเทรนด์ตลาด AI สู่ปี 2030 Goldman Sachs ดันเป้าทะลุ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ 

เจาะลึกเทรนด์ตลาด AI สู่ปี 2030 Goldman Sachs ดันเป้าทะลุ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ 

มิถุนายน 11, 2026
เจาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความผันผวน ส่องโอกาสลงทุน Tech และ AI ที่คุณอาจพลาด

เจาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความผันผวน ส่องโอกาสลงทุน Tech และ AI ที่คุณอาจพลาด

มิถุนายน 11, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.

Welcome Back!

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In
No Result
View All Result
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.