ตลาดการเงินโลกเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายลง หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านระงับการโจมตีระหว่างกันเป็นวันที่สองติดต่อกัน เปิดทางให้ความพยายามทางการทูตกลับมามีบทบาทอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ครั้งนี้ยังไม่ควรถูกตีความว่าเป็น “ข้อตกลงหยุดยิงถาวร” เพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ประกาศเงื่อนไขร่วมกันอย่างเป็นทางการ ขณะที่ประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และความเคลื่อนไหวของกลุ่มฮูตี ยังคงเป็นความเสี่ยงที่พร้อมทำให้ความตึงเครียดกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ
สหรัฐ-อิหร่าน หยุดยิงกันชั่วคราว ตลาดเอเชียไปทางไหน?

บทความนี้ นำมุมมองการวิเคราะห์ของ คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) ที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ความเคลื่อนไหวของตลาดทุน ทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงแง่มุมการใช้ชีวิตและการพัฒนาตนเองในยุคที่เทคโนโลยีและบริบทสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
สัญญาณผ่อนคลายที่ส่งผลต่อตลาดพลังงาน
ประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับตลาดโลกในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทว่าล่าสุดสถานการณ์เริ่มเห็นสัญญาณของการประนีประนอมที่ชัดเจนขึ้น เมื่อมีการระงับการโจมตีอย่างเป็นทางการ ถือเป็นวันแรกในรอบ 13 วันที่ไม่มีการยิงตอบโต้กันระหว่างสองฝ่าย ท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยมีรายงานเชิงลึกคาดการณ์ว่าอาจมีประเทศมหาอำนาจอย่างจีนเป็นตัวกลางในการประสานงานอยู่เบื้องหลัง
นอกจากมิติทางการทูตแล้ว ตัวแปรสำคัญที่ทำให้การใช้กำลังทหารขั้นรุนแรงถูกระงับเอาไว้ชั่วคราว คือ ประเด็นเรื่อง “ต้นทุนทางยุทโธปกรณ์” ทีมที่ปรึกษาด้านความมั่นคงได้ประเมินว่า การเปิดฉากโจมตีอย่างเต็มรูปแบบในเวลานี้จะส่งผลให้คลังอาวุธร่อยหรออย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะระบบต่อต้านขีปนาวุธอย่างแพทริออต ซึ่งมีต้นทุนสูงถึงลูกละ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่โดรนของฝั่งตรงข้ามมีต้นทุนเพียงประมาณ 50,000 – 60,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น การสูญเสียจรวดสกัดกั้นไปแล้วกว่า 1,200 ลูก ทำให้เกิดช่องว่างของความคุ้มค่าทางยุทธวิธีอย่างมหาศาล
ผลลัพธ์ที่ตามมาทันทีจากสัญญาณการเจรจาที่เปิดกว้างขึ้น คือ การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบถึง 4% ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้อระลอกใหม่ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารพอร์ตโฟลิโอในกลุ่มพลังงานจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น การทยอยลดสัดส่วนน้ำมันลงตามแผนงานที่วางไว้ถือเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผล แต่ก็ไม่ควรละทิ้งไปทั้งหมด เนื่องจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยที่พร้อมจะพลิกผันได้ตลอดเวลา
ตลาดหุ้นต่างประเทศกับโอกาสที่ซ่อนอยู่หลังการปรับฐาน
เมื่อหันมามองที่ตลาดหุ้นต่างประเทศ เริ่มเห็นภาพของการฟื้นตัวที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียอย่างตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ที่ผ่านการปรับฐานลงมาพอสมควร จุดที่น่าจับตามองคือการลดลงของสัดส่วนเลเวอเรจ ของกองทุนประเภท Leverage ETF ในเกาหลีใต้ ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวลดลงมาเหลือเพียง 2% ของจำนวนหุ้นหมุนเวียนอิสระ ทั้งหมด
การที่สถานะฝั่งซื้อถูกบังคับขายออกไปจนพอร์ตค่อนข้างเบาบาง ทำให้แรงกดดันที่มีต่อตลาดลดน้อยลงอย่างมาก สอดคล้องกับมุมมองของสถาบันการเงินระดับโลกอย่างโกลด์แมน แซคส์ ที่ยังคงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ โดยประเมินว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้น สูงถึง 80% รวมไปถึงตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง และอินเดีย ที่ยังมีอัปไซด์ในระดับเกิน 10% เช่นเดียวกัน
ในฝั่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ การประกาศผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกเฝ้ารอ โดยบริษัทชั้นนำอย่าง Amazon และ Apple มีกำหนดการประกาศงบในช่วงวันที่ 30 ตุลาคม ภาพรวมผลประกอบการที่ทยอยประกาศออกมาก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ออกมาแข็งแกร่งและสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
แม้ว่าก่อนหน้านี้หุ้นขนาดใหญ่อย่าง Alphabet จะเผชิญแรงขายจนราคาปรับลดลงไปถึง 7% ลงไปทดสอบแนวรับสำคัญที่เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน แต่ตามสถิติของ Wall Street เมื่อราคาปรับฐานลงมาลึกในระดับ 15-20% และลงมาสัมผัสเส้นค่าเฉลี่ยสำคัญ มักจะมีแรงซื้อทางเทคนิคดันให้ดัชนีฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้เสมอ ดัชนีหลักอย่าง S&P 500 และ Nasdaq จึงมีแนวโน้มเชิงบวกที่น่าสนใจสำหรับการถือครองสถานะระยะกลาง
สัญญาณบวกและปัจจัยท้าทายในตลาดหุ้นไทย
สำหรับตลาดหุ้นไทย ภาพรวมยังคงสะท้อนความแข็งแกร่งแม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมที่ผันผวน ตัวแปรสำคัญที่เข้ามาช่วยหนุนความเชื่อมั่น คือ ทิศทางของค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยลงมาหลุดระดับ 33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดแรงกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออก นอกจากนี้ การที่กระทรวงการคลังปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยขึ้นจากเดิม 1.5% เป็น 2.5% ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงเสถียรภาพภายในประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ทางด้านโกลด์แมน แซคส์ ได้ประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย ไว้ที่บริเวณ 1,640 – 1,650 จุด แม้จะให้คำแนะนำในระดับที่ต่ำกว่าตลาด เมื่อเทียบกับภาพรวมของภูมิภาคเอเชีย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นไทยจะขาดความน่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เข้ามาสกัดความร้อนแรงของดัชนีในช่วงนี้ คือ การประกาศงบการเงินของบริษัทขนาดใหญ่อย่าง DELTA ที่รายงานกำไรสุทธิออกมาเพียง 6,000 ล้านบาท ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 8,000 ล้านบาทอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 290 บาท และเป็นแรงกดดันหลักต่อดัชนี
ถึงกระนั้น โครงสร้างโดยรวมของตลาดยังคงได้รับการประคับประคองจากหุ้นในกลุ่มอื่นที่แข็งแกร่ง เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (KBANK, SCB, KTB) ที่เริ่มมีแรงซื้อสะสมจากสถาบันการเงินอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ KTB ที่มีการซื้อขายในกรอบราคา 42.75 – 43.50 บาท สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกต่อการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลและผลประกอบการ นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง GULF (ลุ้นทะลุ 67 บาท) และ BGRIM (ยืนเหนือ 20 บาท) รวมถึงกลุ่มการเงินอย่าง MTC (ลุ้นผ่าน 34 บาท) และ TISCO (บริเวณ 128.50 บาท)
วิเคราะห์ทิศทางตลาดทุนไทย ท่ามกลางจุดเปลี่ยนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาค
เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างและปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ ตลาดทุนไทย กำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการปรับฐานที่ซ่อนโอกาสทางยุทธศาสตร์ไว้มากมาย ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจมหภาคที่สะท้อนความแข็งแกร่งอย่างชัดเจน คือ ทิศทางของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ ประกอบกับการประเมินทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศใหม่ โดยหน่วยงานภาครัฐได้ปรับเพิ่มเป้าหมายจาก 1.5 % เป็นร้อยละ 2.5 % ปัจจัยเชิงบวกเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการสร้างความเชื่อมั่น และช่วยชะลอแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การหมุนเวียนกลุ่มลงทุน กลไกพยุงตลาด
ในมุมมองของนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำระดับสากล การเคลื่อนไหวของดัชนีใน ตลาดทุนไทย ยังคงมีศักยภาพในการเติบโต แม้ในระยะสั้นจะถูกสกัดความร้อนแรงจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่รายงานตัวเลขกำไรสุทธิต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากโครงสร้างต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ทว่าโครงสร้างโดยรวมของตลาดยังคงได้รับการประคับประคองอย่างมั่นคงผ่านกลยุทธ์การหมุนเวียนกลุ่มลงทุน
เม็ดเงินลงทุนของสถาบันเริ่มส่งสัญญาณไหลเข้าสะสมในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากผลประกอบการและการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล
- กลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้า : แสดงศักยภาพในการเติบโตและเตรียมทดสอบระดับราคาแนวต้านสำคัญ
- กลุ่มสถาบันการเงินและการปล่อยสินเชื่อ : ยังคงรักษาระดับการทำกำไรและเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนดัชนีทดแทนกลุ่มเทคโนโลยีได้อย่างสมดุล
บทสรุป
การพักโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านช่วยให้ตลาดโลกหายใจได้คล่องขึ้น ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และสร้างแรงฟื้นตัวให้ตลาดหุ้นเอเชียบางส่วน แต่ภาพดังกล่าวยังเป็นเพียงการลดระดับความเสี่ยง ไม่ใช่การยุติความขัดแย้งอย่างสมบูรณ์
ตลาดในระยะต่อไปจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยข่าวหยุดยิงเพียงประเด็นเดียว แต่ต้องเผชิญบททดสอบจากการประชุมธนาคารกลาง ผลประกอบการ Big Tech ทิศทางการลงทุนด้าน AI และความสามารถของเศรษฐกิจแต่ละประเทศในการรับมือกับต้นทุนพลังงานที่ยังสูง
สำหรับนักลงทุน สิ่งสำคัญไม่ใช่การคาดเดาว่าข่าวดีหรือข่าวร้ายจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่คือการจัดพอร์ตให้สามารถรับมือได้ทั้งสองทาง ไม่ไล่ซื้อจากความกลัวว่าจะตกรถ และไม่เทขายเพียงเพราะความผันผวนระยะสั้น การกระจายความเสี่ยง การกำหนดขนาดเงินลงทุน และการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ยังคงเป็นรากฐานของการลงทุนในช่วงที่โลกเปลี่ยนทิศได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ตารางสรุป : ข้อมูลเศรษฐกิจและการลงทุนที่น่าสนใจ
| ประเด็นสำคัญ | รายละเอียด / ข้อมูลเชิงลึก | ตัวเลข / ข้อมูลอ้างอิงประกอบ |
| ต้นทุนทางยุทโธปกรณ์ | การเปรียบเทียบต้นทุนอาวุธที่ทำให้สหรัฐฯ ชะลอการโจมตี | จรวด Patriot 4 ล้านดอลลาร์/ลูก vs โดรน 50,000-60,000 ดอลลาร์/ลำ |
| ตลาดพลังงาน | ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงตอบรับสัญญาณการหยุดยิง | ราคาน้ำมันดิบร่วงลง 4% (หยุดยิง 13 วัน) |
| ภาพรวมเศรษฐกิจไทย | เสถียรภาพค่าเงินบาทและการปรับเป้าหมายการเติบโตของประเทศ | เงินบาท 33.5 บาท/USD, เป้า GDP ขยับจาก 1.5% เป็น 2.5% |
| ตลาดหุ้นเอเชีย | แรงกดดันฝั่งขายลดลง สร้างโอกาสฟื้นตัวของดัชนีในภูมิภาค | สัดส่วน Leverage ETF ในเกาหลีใต้เหลือเพียง 2% (Upside 80% จาก GS) |
| หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมไทย | ผลประกอบการต่ำกว่าคาดกดดันราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ | DELTA กำไรจริง 6,000 ล้านบาท (จากที่ตลาดคาด 8,000 ล้านบาท) |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก









