นักลงทุนหลายคนคงกำลังจับตาดูผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ตั้งแต่ความไม่แน่นอนทางการเมือง สงครามการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวนเหล่านี้ ก็ยังมีโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่รู้จักคัดเลือกหุ้นที่แข็งแกร่ง
วิเคราะห์หุ้นไทย Q4/25 หุ้นกำไรโตท่ามกลางสุญญากาศนโยบาย กับกลยุทธ์ลงทุนปี 2026

บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกภาพรวมตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 ปี 2025 จากการวิเคราะห์ของทางหลักทรัพย์บัวหลวง พร้อมวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ และแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 4/2025 เติบโตท่ามกลางความท้าทาย
ที่ได้ระบภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2025 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมจะขยายตัวประมาณ 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจะมีการปรับตัวลดลงราว 9% ก็ตาม
ที่น่าสนใจคือ หากพิจารณาเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานปกติ โดยตัดรายการพิเศษออก จะพบว่ากำไรหลักยังคงเติบโตได้ทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน โดยเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธุรกิจพื้นฐานของหลายบริษัทยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่
ปัจจัยหนุนการเติบโตของกำไร
หากจะถามว่าอะไรคือแรงส่งสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการไตรมาสนี้ยังคงเติบโตได้ ต้องยกให้กลุ่มอุตสาหกรรมหลักหลายกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น อันดับแรกคือ กลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งรายได้จากบริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) ในส่วนบริการมือถือคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 4% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นอีก 1% จากไตรมาสก่อนหน้า การที่การแข่งขันในตลาดเริ่มผ่อนคลายลง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถรักษาอัตรากำไรได้ดีขึ้น
ถัดมาคือ กลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภค ที่ได้รับแรงหนุนจากหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น กำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศที่ขยายตัว รวมถึงราคาต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ปรับลดลงในอัตราที่มากกว่าการปรับลดของค่าไฟฟ้า ทำให้อัตรากำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าไฟฟ้าในไตรมาส 4 ลดลง 6% จากปีก่อน ขณะที่ราคาก๊าซลดลงถึง 10% จากปีก่อน
นอกจากนี้ ความต้องการด้าน AI และ Data Center ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยการลงทุนด้านระบบคลาวด์ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาช่วงไตรมาส 4 ปี 2025 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 51% จากปีก่อน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจและสะท้อนถึงความต้องการที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมนี้ สำหรับ กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ เพราะค่าการกลั่น (GRM) ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยเพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นถึง 94% จากไตรมาสก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากช่วงฤดูกาลที่ความต้องการน้ำมันสูง ประกอบกับอุปทานตึงตัวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นหลายแห่งทั่วโลก
ปัจจัยกดดันที่ต้องจับตา
ในทางตรงกันข้าม ยังมีบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่เผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เผชิญกับความท้าทายจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่หดตัวลง หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% ลดลงราว 125 จุดพื้นฐาน นักวิเคราะห์ประเมินว่าทุกครั้งที่มีการลดดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน อาจกดดันกำไรกลุ่มธนาคารราว 4% ขณะที่ กลุ่มปิโตรเคมี ต้องเผชิญกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนตัว โดยส่วนต่างผลิตภัณฑ์ PET หดตัว 15% จากปีก่อน แม้ว่าส่วนต่าง HDPE จะขยายตัวได้ 7% จากปีก่อนก็ตาม
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ก็เผชิญกับภาพรวมที่ชะลอตัว โดยภาพรวมยอดจองที่ดิน (Presales) และยอดโอนคาดหดตัว YoY เป็นผลมาจากการที่ผู้ประกอบการ Data Center หลายรายได้เร่งซื้อที่ดินไปแล้วในช่วง 9 เดือนแรกของปี ส่วน กลุ่มอาหารและปศุสัตว์ ยังคงเผชิญกับราคาเนื้อสัตว์ที่อ่อนตัว โดยราคาหมูหดตัว 16% จากปีก่อน และลดลง 11% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ราคาไก่ทรงตัวลดลง 1% จากปีก่อน
ทำความเข้าใจ “สุญญากาศทางนโยบาย” ที่มีผลต่อตลาดหุ้น
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจคือสภาวะที่เรียกว่า “สุญญากาศเชิงนโยบาย” (Policy Gap) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดขาดแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่ชัดเจน ในสถานการณ์เช่นนี้ ตลาดหุ้นมักจะเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ขาดแรงผลักดันให้ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางกลับกัน ก็มีโอกาสปรับตัวลงแรงเช่นกัน หากไม่มีข่าวร้ายที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
สัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงขาลงของตลาดเริ่มจำกัดลงคือ การที่ประมาณการกำไรตลาดกลับมาถูกปรับขึ้น 0.8% ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา นำโดยกลุ่มธนาคาร กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มสื่อสาร นอกจากนี้ สัดส่วนจำนวนหุ้นที่ถูกปรับประมาณการกำไรลง (เทียบกับที่ถูกปรับขึ้น) อยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 ซึ่งสะท้อนว่าความคาดหวังของตลาดต่อภาพกำไรอยู่ในระดับต่ำมากแล้ว และมีโอกาสที่จะเซอร์ไพรส์ในทางบวกได้
กลยุทธ์การลงทุนในสภาวะตลาดปัจจุบัน
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET Index ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ระดับ 1,250-1,320 จุด โดยมีเป้าหมายสิ้นปี 2026 ที่ระดับ 1,440 จุด ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมมีอยู่ 2 แนวทางหลัก:
- แนวทางแรก: กลยุทธ์ตั้งรับ เน้นซื้อเมื่อราคาย่อตัว (Buy on Dips) : แนวทางนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสะสมหุ้นคุณภาพดีในราคาที่น่าสนใจ โดยควรรอจังหวะที่ตลาดหรือหุ้นเป้าหมายปรับตัวลงมาใกล้แนวรับ จึงค่อยเข้าซื้อ แทนที่จะวิ่งไล่ราคาในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นแรง
- แนวทางที่สอง: ใช้จังหวะสลับหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) : นักลงทุนที่มีความคล่องตัวสูงสามารถใช้กลยุทธ์นี้ในการทำกำไร โดยสลับการลงทุนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากปัจจัยเฉพาะในแต่ละช่วงเวลา
เกณฑ์การคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจ
สำหรับการคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพในสภาวะ “สุญญากาศทางนโยบาย” ควรพิจารณาจากเกณฑ์ดังต่อไปนี้:
- กำไรคาดว่าจะเติบโตหรือฟื้นตัวในไตรมาส 4/2025 และมีโอกาสเติบโตต่อในไตรมาส 1/2026
- ไม่มีการปรับประมาณการกำไรลงอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่าแนวโน้มกำไรมีความยืดหยุ่น
- มีปัจจัยบวกหนุนการฟื้นตัวที่ชัดเจน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจในทิศทางกำไร
หุ้นกำไรโตท่ามกลางสุญญากาศนโยบาย: เจาะลึกรายตัว
มาดูกันว่าหุ้นตัวไหนที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ข้างต้น และน่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในช่วงนี้
กลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม
ADVANC (บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)) หุ้นค่ายมือถือรายใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศไทยยังคงรักษาความแข็งแกร่งได้ดี กำไรสุทธิในไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 12,325 ล้านบาท เติบโต 33% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน แรงหนุนหลักมาจากรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ (ARPU) ทั้งบริการมือถือและบรอดแบนด์ที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประหยัดต้นทุนจากใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2100MHz สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรคาดจะเติบโต 19% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน จุดเด่นของหุ้นตัวนี้คือมีแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลที่แข็งแกร่ง และยังมีโอกาส Upside หากสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งได้ นอกจากนี้ ADVANC มี Position อยู่ที่ระดับ “Stretch” (ราคาหุ้นอยู่ในระดับสูง)
TRUE (บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)) หลังการควบรวมกิจการกับ DTAC ทรู คอร์ปอเรชั่นเริ่มเห็นผลจากการปรับโครงสร้างต้นทุน กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 1,308 ล้านบาท โดยกำไรหลักคาดเติบโต 44% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน ส่วนแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรหลักคาดเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 202% จากปีก่อน อันเป็นผลจากการรับรู้ผลประหยัดต้นทุนจากใบอนุญาตคลื่นความถี่ที่ออกโดย NBTC เต็มไตรมาส
กลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภค
GULF (บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)) บริษัทโรงไฟฟ้ารายใหญ่แห่งนี้มีความโดดเด่นในด้านการขยายกำลังการผลิต กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 7,316 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมาก YoY (n.m. หรือ not meaningful เนื่องจากฐานต่ำ) และทรงตัว +1% QoQ แรงหนุนหลักมาจากกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น และกำไรจากโรงไฟฟ้า Jackson ในสหรัฐอเมริกาที่ขยายตัว ที่น่าสนใจคือ GULF ถูกมองว่าเป็นหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์มากที่สุด หากมีการประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP) ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับเพิ่มประมาณการความต้องการไฟฟ้าสูงสุด และเปิดโอกาสให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) เพิ่มเติมในปี 2028-2029 เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
GPSC (บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)) บริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นธุรกิจไฟฟ้าและสาธารณูปโภค คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 ที่ 1,257 ล้านบาท เติบโต 26% จากปีก่อน โดยกำไรหลักคาดเติบโต 24% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อน แรงหนุนหลักมาจากกำไรที่เพิ่มขึ้นจากโครงการ XPCL และต้นทุนก๊าซที่ลดลงเร็วกว่าราคาค่าไฟฟ้า
WHAUP (บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)) หุ้นโรงไฟฟ้าและน้ำประปาในนิคมอุตสาหกรรมตัวนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 306 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อน โดยกำไรหลักคาดเติบโตสูงถึง 112% จากปีก่อน ปัจจัยหนุนสำคัญคือการที่ธุรกิจน้ำประปาคาดว่าจะรับรู้รายได้พิเศษจากค่าใช้กำลังการผลิตส่วนเกินสำหรับ Data Center ของ Google สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรหลักคาดเติบโต 56% จากปีก่อน จากการปรับตัวดีขึ้นของทั้งธุรกิจน้ำประปา (จากค่ากำลังการผลิตส่วนเกิน) โรงไฟฟ้า SPP (จากราคาก๊าซที่ลดลง) และโรงไฟฟ้า IPP (จากการฟื้นตัวของ Gheco-I)
กลุ่มค้าปลีก
ADVICE (บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน)) ผู้จำหน่ายสินค้าไอทีรายนี้มีแนวโน้มผลประกอบการที่โดดเด่น กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 70 ล้านบาท เติบโต 33% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน แรงขับเคลื่อนหลักมาจากยอดขายผลิตภัณฑ์ Apple ที่แข็งแกร่ง โดยคาดว่าจะเติบโตราว 21% จากปีก่อนในไตรมาสนี้ ที่น่าจับตาคือแนวโน้มไตรมาส 1/2026 ที่กำไรคาดเติบโต 26% จากปีก่อน โดยยอดขายไตรมาส 1 คาดจะเติบโตมากกว่า 20% จากปีก่อน อันเป็นผลจากกระแส iPhone รุ่นใหม่ และความต้องการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC replacement) รวมถึงกระแสการนำ AI มาใช้งานที่เพิ่มขึ้น
CPN (บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)) ผู้พัฒนาศูนย์การค้ารายใหญ่ของประเทศยังคงมีภาพกำไรที่มั่นคง กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 4,470 ล้านบาท เติบโต 15% จากปีก่อน โดยกำไรหลักคาดเติบโต 2% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน ปัจจัยหนุนมาจากหลายทิศทาง ได้แก่ การรับรู้รายได้ค่าเช่าจาก Central Park เต็มไตรมาส (จากเดิมรับรู้เพียง 60-70% ในไตรมาส 3) และศูนย์การค้าใหม่ Central Krabi รวมถึงการโอนโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยค่าไฟฟ้าลดลง 6% จากปีก่อน และค่าใช้จ่ายการตลาดที่ลดลง CPN ถูกมองว่าเป็น Top Pick ของกลุ่มค้าปลีก เนื่องจากมีการเติบโตของกำไรจากการเปิดศูนย์การค้าใหม่ อัตรากำไรที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้นเชิงโครงสร้างจากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ลดลง และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 4%
กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน
TOP (บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)) โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของประเทศมีแนวโน้มผลประกอบการที่โดดเด่น กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 4,784 ล้านบาท เติบโต 73% จากปีก่อน และพุ่งขึ้นถึง 123% จากไตรมาสก่อน กำไรหลักคาดเติบโตสูงถึง 106% จากปีก่อน ปัจจัยหนุนหลักคือค่าการกลั่นที่ปรับขึ้นอย่างมาก โดย GRM เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 94% จากไตรมาสก่อน ประกอบกับอัตราการกลั่นที่สูงขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นรวม (GIM) ที่ดีขึ้น สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรคาดเติบโต 37% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้อาจปรับลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนก็ตาม
กลุ่มโรงพยาบาล
BH (บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)) โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลกยังคงรักษาการเติบโตได้ดี กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 2,023 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน กำไรหลักคาดเติบโต 7% จากปีก่อน แรงหนุนหลักมาจากจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรคาดเติบโต 11% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น (Operating Leverage) BH ถูกมองว่าน่าจะทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ในปี 2025-2026 จากความต้องการบริการทางการแพทย์ในประเทศที่แข็งแกร่งและธุรกิจผู้ป่วยต่างชาติที่บินมารักษา
กลุ่มโรงแรม
CENTEL (บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน)) ผู้ประกอบการโรงแรมและร้านอาหารรายใหญ่มีแนวโน้มผลประกอบการที่น่าสนใจ กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 698 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน และพุ่งขึ้นอย่างมากถึง 335% จากไตรมาสก่อน อันเป็นผลจากช่วง High Season ของธุรกิจโรงแรม รายได้ต่อห้องพัก (RevPar) ในไตรมาส 4 คาดจะขยายตัว 4-6% จากปีก่อน ซึ่งถือว่าโดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง ERW ที่คาดหดตัว 5% และ MINT ที่คาดทรงตัว นอกจากนี้ ยอดจองห้องพักสำหรับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2026 คาดว่าจะยังคงเติบโต 15% จากปีก่อน สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรคาดเติบโต 9% จากปีก่อน โดยยังอยู่ในช่วง High Season ของทั้งธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของ CENTEL โดยเฉพาะแบรนด์ร้านอาหาร QSR และอาหารญี่ปุ่น ยังคงมีความยืดหยุ่นสูง มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และรักษาอัตรากำไรได้ดี
กลุ่มเครื่องดื่ม
OSP (บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)) ผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลังรายใหญ่มีแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่ง กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 746 ล้านบาท เติบโต 32% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน กำไรหลักคาดเติบโต 21% จากปีก่อน ปัจจัยหนุนมาจากการลดต้นทุนการผลิตที่ช่วยหนุนอัตรากำไรให้ขยายตัว รวมถึงยอดขายในประเทศที่เติบโตจากการขยายส่วนแบ่งตลาด และต้นทุนวัตถุดิบ (น้ำตาล อลูมิเนียม) ที่ลดลง สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรสุทธิคาดลดลง 19% YoY แต่เพิ่มขึ้น 36% QoQ โดยได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ กิจกรรมการตลาดด้านกีฬาและอีเวนต์ และการฟื้นตัวของช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิม
กลุ่มบรรจุภัณฑ์
SCGP (บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ของภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มพลิกฟื้นกำไร กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 1,213 ล้านบาท เติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนที่มีรายการขาดทุน โดยเพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสก่อน กำไรหลักคาดเติบโต 156% จากปีก่อน ปัจจัยหนุนมาจากยอดขายที่คาดว่าจะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน รวมถึงราคาต้นทุนกระดาษรีไซเคิล (RCP) ที่ลดลง 3% จากปีก่อน และต้นทุนพลังงานที่ลดลง สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรสุทธิคาดเพิ่มขึ้น 1% YoY แต่ลดลง 25% QoQ ส่วนกำไรหลักทั้งปี 2026 คาดเติบโต 33% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจอาเซียนที่ฟื้นตัว ซึ่งจะช่วยหนุนทั้งปริมาณขายและราคาขาย SCGP ถูกมองว่ามีโปรไฟล์กำไรหลักที่แข็งแกร่งในครึ่งหลังของปี 2025 และปี 2026 รวมถึงมีโอกาส Upside จากการลงทุนใหม่
มุมมองต่อกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ปี 2026
นอกเหนือจากหุ้นรายตัวแล้ว การทำความเข้าใจแนวโน้มของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมก็เป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนการลงทุน
กลุ่มธนาคาร: เน้นหุ้นที่พอร์ตสินเชื่อมีความเสี่ยงต่ำ
ภาพรวมกลุ่มธนาคารในปี 2026 คาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) จะยังคงลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการสินเชื่อน่าจะเพิ่มขึ้นบ้างจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความต้องการสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียน หุ้นที่น่าจับตาในกลุ่มนี้คือ BBL และ KTB เนื่องจากมีพอร์ตสินเชื่อที่กระจุกตัวในกลุ่มลูกค้าองค์กร (สำหรับ BBL) และหน่วยงานรัฐ (สำหรับ KTB) ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่าการปล่อยกู้ให้ SME หรือรายย่อย สำหรับประมาณการเงินปันผลครึ่งหลังปี 2025 และปี 2026 ของธนาคารหลัก มีดังนี้:
- KTB: เงินปันผล 2H25 ที่ 1.27 บาท และปี 2026 ที่ 1.70 บาท (อัตราเงินปันผล 2H25 ที่ 4.4%)
- SCB: เงินปันผล 2H25 ที่ 8.50 บาท และปี 2026 ที่ 10.50 บาท (อัตราเงินปันผล 2H25 ที่ 6.0%)
- TISCO: เงินปันผล 2H25 ที่ 5.75 บาท และปี 2026 ที่ 7.75 บาท (อัตราเงินปันผล 2H25 ที่ 5.2%)
- BBL: เงินปันผล 2H25 ที่ 7 บาท และปี 2026 ที่ 9 บาท (อัตราเงินปันผล 2H25 ที่ 4.1%)
- KBANK: เงินปันผล 2H25 ที่ 8.50 บาท และปี 2026 ที่ 10.50 บาท (อัตราเงินปันผล 2H25 ที่ 4.4%)
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์: จับตากระแส AI และ Data Center
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ที่แข็งแกร่ง โดย Morgan Stanley คาดการณ์ว่าการลงทุนด้านระบบคลาวด์ทั่วโลกจะเติบโต 56% ในปี 2025 และ 31% ในปี 2026 สำหรับ DELTA คาดว่ายอดขายที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และ AI จะขยายตัว 35% ในปี 2026 คิดเป็นสัดส่วนราว 55% ของยอดขายรวม อย่างไรก็ตาม หุ้นตัวนี้มีการซื้อขายที่ระดับ Valuation ค่อนข้างสูง จึงเหมาะสำหรับการเทรดในกรอบมากกว่าการถือระยะยาว ในทางตรงกันข้าม ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภคและยานยนต์ยังคงฟื้นตัวช้า โดย S&P Global คาดว่าการผลิตยานยนต์จะหดตัว 0.5% จากปีก่อนในไตรมาส 4/2025 และหดตัว 4.5% ในไตรมาส 1/2026 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องระวังสำหรับหุ้นที่พึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์
กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว: มองบวกในระยะกลาง
รายได้ต่อห้องพัก (RevPar) ของโรงแรมในประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตในระดับ Mid-to-High Single-Digit ในปี 2026 โดยโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวต่างจังหวัด เช่น พัทยา สมุย กระบี่ ภูเก็ต และเชียงใหม่ จะมีโมเมนตัมการเติบโตที่ดี สำหรับโรงแรมในมัลดีฟส์ RevPar คาดจะฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำในปี 2025 ขณะที่โรงแรมในญี่ปุ่นคาดว่าจะยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวขาเข้าและเงินเยนที่อ่อนค่า ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์: รอดูการฟื้นตัว
กำไรกลุ่มอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 3/2025 โดยไตรมาส 4/2025 น่าจะเป็นจุดเปลี่ยน (Inflection Point) ที่ชัดเจน จากปัจจัยด้านฤดูกาลและการโอนกรรมสิทธิ์ช่วงปลายปี รวมถึงการดำเนินงานที่กลับสู่ปกติหลังจากการก่อสร้างที่ถูกกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวช่วงกลางปี สำหรับปี 2026 คาดว่าจะเป็นการทรงตัวมากกว่าการฟื้นตัวแบบวัฏจักร โดยกำไรหลักอาจเติบโตประมาณ 3% จากปีก่อน มูลค่าหุ้นกลุ่มนี้อยู่ที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย P/E ระยะยาวประมาณ 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (2SD) ซึ่งหมายความว่าแค่กำไรทรงตัวก็อาจเพียงพอที่จะหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้ หุ้นที่น่าจับตาคือ SPALI เนื่องจากมีงบดุลที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม กลยุทธ์การจัดหาที่ดินที่ระมัดระวัง และสัดส่วนรายได้จากคอนโดมิเนียมที่เพิ่มขึ้นเป็น 35%
สรุปภาพรวมและแนวทางการลงทุน
ท่ามกลางสภาวะ “สุญญากาศเชิงนโยบาย” ที่ยังคงปกคลุมตลาดหุ้นไทย นักลงทุนควรใช้แนวทางที่ระมัดระวังแต่ไม่หวาดกลัวจนเกินไป เพราะสัญญาณหลายอย่างชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงขาลงของตลาดเริ่มจำกัดลงแล้ว การมุ่งเน้นไปที่หุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง กำไรเติบโตสม่ำเสมอ และได้รับผลกระทบน้อยจากความไม่แน่นอนทางนโยบาย จะเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสื่อสาร กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มค้าปลีก IT หรือกลุ่มโรงกลั่น ล้วนมีหุ้นที่น่าสนใจให้เลือกลงทุน สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความปลอดภัยสูง การเลือกหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทนดีและมีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา เพราะในสภาวะตลาดที่ผันผวน เงินปันผลจะเป็นเสมือนเบาะรองรับที่ช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้









