วันพุธ, มิถุนายน 10, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap
The Signals
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy
  • Login
No Result
View All Result
The Signals
Home Markets

วิเคราะห์หุ้นไทย Q4/25 หุ้นกำไรโตท่ามกลางสุญญากาศนโยบาย กับกลยุทธ์ลงทุนปี 2026

วิเคราะห์หุ้นไทย Q4/25 หุ้นกำไรโตท่ามกลางสุญญากาศนโยบาย กับกลยุทธ์ลงทุนปี 2026
0
SHARES
2
VIEWS
Share on FacebookShare on Twitter

นักลงทุนหลายคนคงกำลังจับตาดูผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ตั้งแต่ความไม่แน่นอนทางการเมือง สงครามการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวนเหล่านี้ ก็ยังมีโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่รู้จักคัดเลือกหุ้นที่แข็งแกร่ง​

วิเคราะห์หุ้นไทย Q4/25 หุ้นกำไรโตท่ามกลางสุญญากาศนโยบาย กับกลยุทธ์ลงทุนปี 2026

วิเคราะห์หุ้นไทย Q4/25 หุ้นกำไรโตท่ามกลางสุญญากาศนโยบาย กับกลยุทธ์ลงทุนปี 2026

Related posts

เจาะแนวโน้มหุ้นไทย กับกลยุทธ์รับมือความผันผวน ชู 5 หุ้นเด่นกลุ่มส่งออก-อิเล็กทรอนิกส์

เจาะแนวโน้มหุ้นไทย กับกลยุทธ์รับมือความผันผวน ชู 5 หุ้นเด่นกลุ่มส่งออก-อิเล็กทรอนิกส์

มิถุนายน 10, 2026
เจาะลึกหุ้นไทยมิถุนายน 2569 รับมือความผันผวนโลก พร้อม 5 หุ้นกลุ่มเซฟโซน

เจาะลึกหุ้นไทยมิถุนายน 2569 รับมือความผันผวนโลก พร้อม 5 หุ้นกลุ่มเซฟโซน

มิถุนายน 9, 2026

บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกภาพรวมตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 ปี 2025 จากการวิเคราะห์ของทางหลักทรัพย์บัวหลวง พร้อมวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ และแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 4/2025 เติบโตท่ามกลางความท้าทาย

ที่ได้ระบภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2025 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมจะขยายตัวประมาณ 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจะมีการปรับตัวลดลงราว 9% ก็ตาม​

ที่น่าสนใจคือ หากพิจารณาเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานปกติ โดยตัดรายการพิเศษออก จะพบว่ากำไรหลักยังคงเติบโตได้ทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน โดยเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธุรกิจพื้นฐานของหลายบริษัทยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่​

ปัจจัยหนุนการเติบโตของกำไร

หากจะถามว่าอะไรคือแรงส่งสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการไตรมาสนี้ยังคงเติบโตได้ ต้องยกให้กลุ่มอุตสาหกรรมหลักหลายกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น อันดับแรกคือ กลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งรายได้จากบริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) ในส่วนบริการมือถือคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 4% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นอีก 1% จากไตรมาสก่อนหน้า การที่การแข่งขันในตลาดเริ่มผ่อนคลายลง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถรักษาอัตรากำไรได้ดีขึ้น​

ถัดมาคือ กลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภค ที่ได้รับแรงหนุนจากหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น กำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศที่ขยายตัว รวมถึงราคาต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ปรับลดลงในอัตราที่มากกว่าการปรับลดของค่าไฟฟ้า ทำให้อัตรากำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าไฟฟ้าในไตรมาส 4 ลดลง 6% จากปีก่อน ขณะที่ราคาก๊าซลดลงถึง 10% จากปีก่อน​

นอกจากนี้ ความต้องการด้าน AI และ Data Center ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยการลงทุนด้านระบบคลาวด์ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาช่วงไตรมาส 4 ปี 2025 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 51% จากปีก่อน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจและสะท้อนถึงความต้องการที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมนี้​ สำหรับ กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ เพราะค่าการกลั่น (GRM) ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยเพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นถึง 94% จากไตรมาสก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากช่วงฤดูกาลที่ความต้องการน้ำมันสูง ประกอบกับอุปทานตึงตัวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นหลายแห่งทั่วโลก​

ปัจจัยกดดันที่ต้องจับตา

ในทางตรงกันข้าม ยังมีบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่เผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เผชิญกับความท้าทายจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่หดตัวลง หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% ลดลงราว 125 จุดพื้นฐาน นักวิเคราะห์ประเมินว่าทุกครั้งที่มีการลดดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน อาจกดดันกำไรกลุ่มธนาคารราว 4%​ ขณะที่ กลุ่มปิโตรเคมี ต้องเผชิญกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนตัว โดยส่วนต่างผลิตภัณฑ์ PET หดตัว 15% จากปีก่อน แม้ว่าส่วนต่าง HDPE จะขยายตัวได้ 7% จากปีก่อนก็ตาม​

กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ก็เผชิญกับภาพรวมที่ชะลอตัว โดยภาพรวมยอดจองที่ดิน (Presales) และยอดโอนคาดหดตัว YoY เป็นผลมาจากการที่ผู้ประกอบการ Data Center หลายรายได้เร่งซื้อที่ดินไปแล้วในช่วง 9 เดือนแรกของปี​ ส่วน กลุ่มอาหารและปศุสัตว์ ยังคงเผชิญกับราคาเนื้อสัตว์ที่อ่อนตัว โดยราคาหมูหดตัว 16% จากปีก่อน และลดลง 11% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ราคาไก่ทรงตัวลดลง 1% จากปีก่อน​

ทำความเข้าใจ “สุญญากาศทางนโยบาย” ที่มีผลต่อตลาดหุ้น

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจคือสภาวะที่เรียกว่า “สุญญากาศเชิงนโยบาย” (Policy Gap) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดขาดแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่ชัดเจน​ ในสถานการณ์เช่นนี้ ตลาดหุ้นมักจะเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ขาดแรงผลักดันให้ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางกลับกัน ก็มีโอกาสปรับตัวลงแรงเช่นกัน หากไม่มีข่าวร้ายที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

สัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงขาลงของตลาดเริ่มจำกัดลงคือ การที่ประมาณการกำไรตลาดกลับมาถูกปรับขึ้น 0.8% ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา นำโดยกลุ่มธนาคาร กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มสื่อสาร นอกจากนี้ สัดส่วนจำนวนหุ้นที่ถูกปรับประมาณการกำไรลง (เทียบกับที่ถูกปรับขึ้น) อยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 ซึ่งสะท้อนว่าความคาดหวังของตลาดต่อภาพกำไรอยู่ในระดับต่ำมากแล้ว และมีโอกาสที่จะเซอร์ไพรส์ในทางบวกได้​

กลยุทธ์การลงทุนในสภาวะตลาดปัจจุบัน

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET Index ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ระดับ 1,250-1,320 จุด โดยมีเป้าหมายสิ้นปี 2026 ที่ระดับ 1,440 จุด​ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมมีอยู่ 2 แนวทางหลัก:

  • แนวทางแรก: กลยุทธ์ตั้งรับ เน้นซื้อเมื่อราคาย่อตัว (Buy on Dips) : แนวทางนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสะสมหุ้นคุณภาพดีในราคาที่น่าสนใจ โดยควรรอจังหวะที่ตลาดหรือหุ้นเป้าหมายปรับตัวลงมาใกล้แนวรับ จึงค่อยเข้าซื้อ แทนที่จะวิ่งไล่ราคาในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นแรง​
  • แนวทางที่สอง: ใช้จังหวะสลับหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) : นักลงทุนที่มีความคล่องตัวสูงสามารถใช้กลยุทธ์นี้ในการทำกำไร โดยสลับการลงทุนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากปัจจัยเฉพาะในแต่ละช่วงเวลา​

เกณฑ์การคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจ

สำหรับการคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพในสภาวะ “สุญญากาศทางนโยบาย” ควรพิจารณาจากเกณฑ์ดังต่อไปนี้:

  1. กำไรคาดว่าจะเติบโตหรือฟื้นตัวในไตรมาส 4/2025 และมีโอกาสเติบโตต่อในไตรมาส 1/2026
  2. ไม่มีการปรับประมาณการกำไรลงอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่าแนวโน้มกำไรมีความยืดหยุ่น
  3. มีปัจจัยบวกหนุนการฟื้นตัวที่ชัดเจน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจในทิศทางกำไร​

หุ้นกำไรโตท่ามกลางสุญญากาศนโยบาย: เจาะลึกรายตัว

มาดูกันว่าหุ้นตัวไหนที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ข้างต้น และน่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในช่วงนี้

กลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม

ADVANC (บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)) หุ้นค่ายมือถือรายใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศไทยยังคงรักษาความแข็งแกร่งได้ดี กำไรสุทธิในไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 12,325 ล้านบาท เติบโต 33% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน แรงหนุนหลักมาจากรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ (ARPU) ทั้งบริการมือถือและบรอดแบนด์ที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประหยัดต้นทุนจากใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2100MHz​ สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรคาดจะเติบโต 19% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน จุดเด่นของหุ้นตัวนี้คือมีแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลที่แข็งแกร่ง และยังมีโอกาส Upside หากสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งได้​ นอกจากนี้ ADVANC มี Position อยู่ที่ระดับ “Stretch” (ราคาหุ้นอยู่ในระดับสูง)

TRUE (บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)) หลังการควบรวมกิจการกับ DTAC ทรู คอร์ปอเรชั่นเริ่มเห็นผลจากการปรับโครงสร้างต้นทุน กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 1,308 ล้านบาท โดยกำไรหลักคาดเติบโต 44% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน ส่วนแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรหลักคาดเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 202% จากปีก่อน อันเป็นผลจากการรับรู้ผลประหยัดต้นทุนจากใบอนุญาตคลื่นความถี่ที่ออกโดย NBTC เต็มไตรมาส​

กลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภค

GULF (บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)) บริษัทโรงไฟฟ้ารายใหญ่แห่งนี้มีความโดดเด่นในด้านการขยายกำลังการผลิต กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 7,316 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมาก YoY (n.m. หรือ not meaningful เนื่องจากฐานต่ำ) และทรงตัว +1% QoQ แรงหนุนหลักมาจากกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น และกำไรจากโรงไฟฟ้า Jackson ในสหรัฐอเมริกาที่ขยายตัว​ ที่น่าสนใจคือ GULF ถูกมองว่าเป็นหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์มากที่สุด หากมีการประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP) ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับเพิ่มประมาณการความต้องการไฟฟ้าสูงสุด และเปิดโอกาสให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) เพิ่มเติมในปี 2028-2029 เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)​

GPSC (บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)) บริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นธุรกิจไฟฟ้าและสาธารณูปโภค คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 ที่ 1,257 ล้านบาท เติบโต 26% จากปีก่อน โดยกำไรหลักคาดเติบโต 24% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อน แรงหนุนหลักมาจากกำไรที่เพิ่มขึ้นจากโครงการ XPCL และต้นทุนก๊าซที่ลดลงเร็วกว่าราคาค่าไฟฟ้า​

WHAUP (บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)) หุ้นโรงไฟฟ้าและน้ำประปาในนิคมอุตสาหกรรมตัวนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 306 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อน โดยกำไรหลักคาดเติบโตสูงถึง 112% จากปีก่อน ปัจจัยหนุนสำคัญคือการที่ธุรกิจน้ำประปาคาดว่าจะรับรู้รายได้พิเศษจากค่าใช้กำลังการผลิตส่วนเกินสำหรับ Data Center ของ Google​ สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรหลักคาดเติบโต 56% จากปีก่อน จากการปรับตัวดีขึ้นของทั้งธุรกิจน้ำประปา (จากค่ากำลังการผลิตส่วนเกิน) โรงไฟฟ้า SPP (จากราคาก๊าซที่ลดลง) และโรงไฟฟ้า IPP (จากการฟื้นตัวของ Gheco-I)​

กลุ่มค้าปลีก

ADVICE (บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน)) ผู้จำหน่ายสินค้าไอทีรายนี้มีแนวโน้มผลประกอบการที่โดดเด่น กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 70 ล้านบาท เติบโต 33% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน แรงขับเคลื่อนหลักมาจากยอดขายผลิตภัณฑ์ Apple ที่แข็งแกร่ง โดยคาดว่าจะเติบโตราว 21% จากปีก่อนในไตรมาสนี้​ ที่น่าจับตาคือแนวโน้มไตรมาส 1/2026 ที่กำไรคาดเติบโต 26% จากปีก่อน โดยยอดขายไตรมาส 1 คาดจะเติบโตมากกว่า 20% จากปีก่อน อันเป็นผลจากกระแส iPhone รุ่นใหม่ และความต้องการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC replacement) รวมถึงกระแสการนำ AI มาใช้งานที่เพิ่มขึ้น​

CPN (บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)) ผู้พัฒนาศูนย์การค้ารายใหญ่ของประเทศยังคงมีภาพกำไรที่มั่นคง กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 4,470 ล้านบาท เติบโต 15% จากปีก่อน โดยกำไรหลักคาดเติบโต 2% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน​ ปัจจัยหนุนมาจากหลายทิศทาง ได้แก่ การรับรู้รายได้ค่าเช่าจาก Central Park เต็มไตรมาส (จากเดิมรับรู้เพียง 60-70% ในไตรมาส 3) และศูนย์การค้าใหม่ Central Krabi รวมถึงการโอนโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยค่าไฟฟ้าลดลง 6% จากปีก่อน และค่าใช้จ่ายการตลาดที่ลดลง​ CPN ถูกมองว่าเป็น Top Pick ของกลุ่มค้าปลีก เนื่องจากมีการเติบโตของกำไรจากการเปิดศูนย์การค้าใหม่ อัตรากำไรที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้นเชิงโครงสร้างจากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ลดลง และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 4%​

กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน

TOP (บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)) โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของประเทศมีแนวโน้มผลประกอบการที่โดดเด่น กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 4,784 ล้านบาท เติบโต 73% จากปีก่อน และพุ่งขึ้นถึง 123% จากไตรมาสก่อน กำไรหลักคาดเติบโตสูงถึง 106% จากปีก่อน​ ปัจจัยหนุนหลักคือค่าการกลั่นที่ปรับขึ้นอย่างมาก โดย GRM เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 94% จากไตรมาสก่อน ประกอบกับอัตราการกลั่นที่สูงขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นรวม (GIM) ที่ดีขึ้น​ สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรคาดเติบโต 37% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้อาจปรับลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนก็ตาม​

กลุ่มโรงพยาบาล

BH (บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)) โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลกยังคงรักษาการเติบโตได้ดี กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 2,023 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน กำไรหลักคาดเติบโต 7% จากปีก่อน แรงหนุนหลักมาจากจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง​ สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรคาดเติบโต 11% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น (Operating Leverage) BH ถูกมองว่าน่าจะทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ในปี 2025-2026 จากความต้องการบริการทางการแพทย์ในประเทศที่แข็งแกร่งและธุรกิจผู้ป่วยต่างชาติที่บินมารักษา​

กลุ่มโรงแรม

CENTEL (บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน)) ผู้ประกอบการโรงแรมและร้านอาหารรายใหญ่มีแนวโน้มผลประกอบการที่น่าสนใจ กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 698 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน และพุ่งขึ้นอย่างมากถึง 335% จากไตรมาสก่อน อันเป็นผลจากช่วง High Season ของธุรกิจโรงแรม​ รายได้ต่อห้องพัก (RevPar) ในไตรมาส 4 คาดจะขยายตัว 4-6% จากปีก่อน ซึ่งถือว่าโดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง ERW ที่คาดหดตัว 5% และ MINT ที่คาดทรงตัว นอกจากนี้ ยอดจองห้องพักสำหรับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2026 คาดว่าจะยังคงเติบโต 15% จากปีก่อน​ สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรคาดเติบโต 9% จากปีก่อน โดยยังอยู่ในช่วง High Season ของทั้งธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของ CENTEL โดยเฉพาะแบรนด์ร้านอาหาร QSR และอาหารญี่ปุ่น ยังคงมีความยืดหยุ่นสูง มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และรักษาอัตรากำไรได้ดี​

กลุ่มเครื่องดื่ม

OSP (บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)) ผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลังรายใหญ่มีแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่ง กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 746 ล้านบาท เติบโต 32% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน กำไรหลักคาดเติบโต 21% จากปีก่อน​ ปัจจัยหนุนมาจากการลดต้นทุนการผลิตที่ช่วยหนุนอัตรากำไรให้ขยายตัว รวมถึงยอดขายในประเทศที่เติบโตจากการขยายส่วนแบ่งตลาด และต้นทุนวัตถุดิบ (น้ำตาล อลูมิเนียม) ที่ลดลง​ สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรสุทธิคาดลดลง 19% YoY แต่เพิ่มขึ้น 36% QoQ โดยได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ กิจกรรมการตลาดด้านกีฬาและอีเวนต์ และการฟื้นตัวของช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิม​

กลุ่มบรรจุภัณฑ์

SCGP (บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ของภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มพลิกฟื้นกำไร กำไรสุทธิไตรมาส 4/2025 คาดอยู่ที่ 1,213 ล้านบาท เติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนที่มีรายการขาดทุน โดยเพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสก่อน กำไรหลักคาดเติบโต 156% จากปีก่อน​ ปัจจัยหนุนมาจากยอดขายที่คาดว่าจะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน รวมถึงราคาต้นทุนกระดาษรีไซเคิล (RCP) ที่ลดลง 3% จากปีก่อน และต้นทุนพลังงานที่ลดลง​ สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/2026 กำไรสุทธิคาดเพิ่มขึ้น 1% YoY แต่ลดลง 25% QoQ ส่วนกำไรหลักทั้งปี 2026 คาดเติบโต 33% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจอาเซียนที่ฟื้นตัว ซึ่งจะช่วยหนุนทั้งปริมาณขายและราคาขาย SCGP ถูกมองว่ามีโปรไฟล์กำไรหลักที่แข็งแกร่งในครึ่งหลังของปี 2025 และปี 2026 รวมถึงมีโอกาส Upside จากการลงทุนใหม่​

มุมมองต่อกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ปี 2026

นอกเหนือจากหุ้นรายตัวแล้ว การทำความเข้าใจแนวโน้มของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมก็เป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนการลงทุน

กลุ่มธนาคาร: เน้นหุ้นที่พอร์ตสินเชื่อมีความเสี่ยงต่ำ

ภาพรวมกลุ่มธนาคารในปี 2026 คาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) จะยังคงลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการสินเชื่อน่าจะเพิ่มขึ้นบ้างจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความต้องการสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียน​ หุ้นที่น่าจับตาในกลุ่มนี้คือ BBL และ KTB เนื่องจากมีพอร์ตสินเชื่อที่กระจุกตัวในกลุ่มลูกค้าองค์กร (สำหรับ BBL) และหน่วยงานรัฐ (สำหรับ KTB) ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่าการปล่อยกู้ให้ SME หรือรายย่อย​ สำหรับประมาณการเงินปันผลครึ่งหลังปี 2025 และปี 2026 ของธนาคารหลัก มีดังนี้:

  • KTB: เงินปันผล 2H25 ที่ 1.27 บาท และปี 2026 ที่ 1.70 บาท (อัตราเงินปันผล 2H25 ที่ 4.4%)
  • SCB: เงินปันผล 2H25 ที่ 8.50 บาท และปี 2026 ที่ 10.50 บาท (อัตราเงินปันผล 2H25 ที่ 6.0%)
  • TISCO: เงินปันผล 2H25 ที่ 5.75 บาท และปี 2026 ที่ 7.75 บาท (อัตราเงินปันผล 2H25 ที่ 5.2%)
  • BBL: เงินปันผล 2H25 ที่ 7 บาท และปี 2026 ที่ 9 บาท (อัตราเงินปันผล 2H25 ที่ 4.1%)
  • KBANK: เงินปันผล 2H25 ที่ 8.50 บาท และปี 2026 ที่ 10.50 บาท (อัตราเงินปันผล 2H25 ที่ 4.4%)​

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์: จับตากระแส AI และ Data Center

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ที่แข็งแกร่ง โดย Morgan Stanley คาดการณ์ว่าการลงทุนด้านระบบคลาวด์ทั่วโลกจะเติบโต 56% ในปี 2025 และ 31% ในปี 2026​ สำหรับ DELTA คาดว่ายอดขายที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และ AI จะขยายตัว 35% ในปี 2026 คิดเป็นสัดส่วนราว 55% ของยอดขายรวม อย่างไรก็ตาม หุ้นตัวนี้มีการซื้อขายที่ระดับ Valuation ค่อนข้างสูง จึงเหมาะสำหรับการเทรดในกรอบมากกว่าการถือระยะยาว​ ในทางตรงกันข้าม ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภคและยานยนต์ยังคงฟื้นตัวช้า โดย S&P Global คาดว่าการผลิตยานยนต์จะหดตัว 0.5% จากปีก่อนในไตรมาส 4/2025 และหดตัว 4.5% ในไตรมาส 1/2026 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องระวังสำหรับหุ้นที่พึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์​

กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว: มองบวกในระยะกลาง

รายได้ต่อห้องพัก (RevPar) ของโรงแรมในประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตในระดับ Mid-to-High Single-Digit ในปี 2026 โดยโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวต่างจังหวัด เช่น พัทยา สมุย กระบี่ ภูเก็ต และเชียงใหม่ จะมีโมเมนตัมการเติบโตที่ดี​ สำหรับโรงแรมในมัลดีฟส์ RevPar คาดจะฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำในปี 2025 ขณะที่โรงแรมในญี่ปุ่นคาดว่าจะยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวขาเข้าและเงินเยนที่อ่อนค่า ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ​

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์: รอดูการฟื้นตัว

กำไรกลุ่มอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 3/2025 โดยไตรมาส 4/2025 น่าจะเป็นจุดเปลี่ยน (Inflection Point) ที่ชัดเจน จากปัจจัยด้านฤดูกาลและการโอนกรรมสิทธิ์ช่วงปลายปี รวมถึงการดำเนินงานที่กลับสู่ปกติหลังจากการก่อสร้างที่ถูกกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวช่วงกลางปี​ สำหรับปี 2026 คาดว่าจะเป็นการทรงตัวมากกว่าการฟื้นตัวแบบวัฏจักร โดยกำไรหลักอาจเติบโตประมาณ 3% จากปีก่อน มูลค่าหุ้นกลุ่มนี้อยู่ที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย P/E ระยะยาวประมาณ 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (2SD) ซึ่งหมายความว่าแค่กำไรทรงตัวก็อาจเพียงพอที่จะหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้​ หุ้นที่น่าจับตาคือ SPALI เนื่องจากมีงบดุลที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม กลยุทธ์การจัดหาที่ดินที่ระมัดระวัง และสัดส่วนรายได้จากคอนโดมิเนียมที่เพิ่มขึ้นเป็น 35%​

สรุปภาพรวมและแนวทางการลงทุน

ท่ามกลางสภาวะ “สุญญากาศเชิงนโยบาย” ที่ยังคงปกคลุมตลาดหุ้นไทย นักลงทุนควรใช้แนวทางที่ระมัดระวังแต่ไม่หวาดกลัวจนเกินไป เพราะสัญญาณหลายอย่างชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงขาลงของตลาดเริ่มจำกัดลงแล้ว การมุ่งเน้นไปที่หุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง กำไรเติบโตสม่ำเสมอ และได้รับผลกระทบน้อยจากความไม่แน่นอนทางนโยบาย จะเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสื่อสาร กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มค้าปลีก IT หรือกลุ่มโรงกลั่น ล้วนมีหุ้นที่น่าสนใจให้เลือกลงทุน สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความปลอดภัยสูง การเลือกหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทนดีและมีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา เพราะในสภาวะตลาดที่ผันผวน เงินปันผลจะเป็นเสมือนเบาะรองรับที่ช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้

Tags: วิเคราะห์หุ้นไทยวิเคราะห์หุ้นไทย2026หุ้นไทย
Previous Post

ทรัมป์ จ่อฮุบกรีนแลนด์ เดิมพันด้วยภาษีและการค้าโลก สัญญาณเตือนที่นักลงทุนต้องรู้

Next Post

ถอดรหัสทองคำพุ่ง 9% ใน 20 วันแรก และเดิมพันครั้งใหม่ของ ‘ทรัมป์’

Next Post
ถอดรหัสทองคำพุ่ง 9% ใน 20 วันแรก และเดิมพันครั้งใหม่ของ 'ทรัมป์'

ถอดรหัสทองคำพุ่ง 9% ใน 20 วันแรก และเดิมพันครั้งใหม่ของ 'ทรัมป์'

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

RECOMMENDED NEWS

ช็อก! น้ำมันโลกหาย 1 พันล้านบาร์เรล ปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบเราแค่ไหน?

ช็อก! น้ำมันโลกหาย 1 พันล้านบาร์เรล ปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบเราแค่ไหน?

1 เดือน ago
CLICX คือ อะไร? Virtual Bank รายแรก เมื่อ 3 ยักษ์ใหญ่ KTB-AIS-OR พลิกโฉมการเงินไทย

CLICX คือ อะไร? Virtual Bank รายแรก เมื่อ 3 ยักษ์ใหญ่ KTB-AIS-OR พลิกโฉมการเงินไทย

4 สัปดาห์ ago
เช็คราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ปตท. - บางจาก ปรับใหม่ เช็กราคาล่าสุดก่อนสตาร์ทรถ

เช็คราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ปตท. – บางจาก ปรับใหม่ เช็กราคาล่าสุดก่อนสตาร์ทรถ

2 เดือน ago
ถอดรหัส Panasonic ทุ่ม 5 แสนล้านเยน เดิมพัน AI Data Center พลิกวิกฤตกำไรทรุด 48% 

ถอดรหัส Panasonic ทุ่ม 5 แสนล้านเยน เดิมพัน AI Data Center พลิกวิกฤตกำไรทรุด 48% 

4 สัปดาห์ ago

FOLLOW US

BROWSE BY CATEGORIES

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

BROWSE BY TOPICS

AI OpenAI กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุน การลงทุนต่างประเทศ ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวเศรษฐกิจโลก ค่าครองชีพ จัดพอร์ตลงทุน ชิป AI ช่องแคบฮอร์มุซ ดอกเบี้ยเฟด ตลาดหุ้นไทย ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า ราคาทองคำ ราคาทองวันนี้ ราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันพุ่ง ราคาน้ำมันโลก ลงทุนทองคำ วางแผนการเงิน วิกฤตตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ วิเคราะห์ราคาทอง วิเคราะห์หุ้น สงครามตะวันออกกลาง สงครามอิหร่าน สินทรัพย์ปลอดภัย หุ้นต่างประเทศ หุ้นพลังงาน หุ้นเทคโนโลยี หุ้นไทย อสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี AI เทรนด์เทคโนโลยี เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย แนวโน้มราคาทอง แนวโน้มเศรษฐกิจ

POPULAR NEWS

  • วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง รับ 4000 บาท ใครได้บ้างเช็กเลย!

    วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง รับ 4000 บาท ใครได้บ้างเช็กเลย!

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ส่อง 3 หุ้นซูชิยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เปลี่ยนมื้ออร่อยให้เป็นขุมทรัพย์

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ส่องอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน 10 ประเทศ และ วิธีกู้ซื้อบ้านในช่วงดอกเบี้ยขาลง

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ดัชนี Nikkei พุ่งทำนิวไฮทะลุ 65900 จุด เมื่อชิป AI คือ ขุมพลังขับเคลื่อนตลาดทุน

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ก้าวใหม่สาธารณสุข ข้อมูลสุขภาพบนบล็อกเชน คุณเป็นเจ้าของเอง

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
The Signals

In a world full of noise, leaders look for signals.

สื่อวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจสำหรับผู้นำ ที่คัดกรองและตีความ “สัญญาณ” ของโลกเศรษฐกิจและธุรกิจ เพื่อให้เห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลง

Follow us on social media:

Recent News

  • EARTH JUMP 2026 พลิกโฉมธุรกิจ SME ไทยสู่ยุคความยั่งยืนด้วย K-Climate Solutions
  • เจาะแนวโน้มหุ้นไทย กับกลยุทธ์รับมือความผันผวน ชู 5 หุ้นเด่นกลุ่มส่งออก-อิเล็กทรอนิกส์
  • ถอดรหัส Mixue จากแฟรนไชส์ไอศกรีมโตไว ทำไมจู่ๆ ปิดกว่า 400 สาขา?

Category

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

Recent News

EARTH JUMP 2026 พลิกโฉมธุรกิจ SME ไทยสู่ยุคความยั่งยืนด้วย K-Climate Solutions

EARTH JUMP 2026 พลิกโฉมธุรกิจ SME ไทยสู่ยุคความยั่งยืนด้วย K-Climate Solutions

มิถุนายน 10, 2026
เจาะแนวโน้มหุ้นไทย กับกลยุทธ์รับมือความผันผวน ชู 5 หุ้นเด่นกลุ่มส่งออก-อิเล็กทรอนิกส์

เจาะแนวโน้มหุ้นไทย กับกลยุทธ์รับมือความผันผวน ชู 5 หุ้นเด่นกลุ่มส่งออก-อิเล็กทรอนิกส์

มิถุนายน 10, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.

Welcome Back!

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In
No Result
View All Result
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.