เมื่อเงินทุนทั่วโลกเริ่มขยับ ทิศทางของตลาดหุ้นก็พร้อมเปลี่ยนไปในพริบตา เพราะสิ่งที่นักลงทุนกำลังจับตาในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แต่คือสัญญาณจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจกลายเป็นตัวเร่งให้กระแสเงินทุนต่างชาติหมุนกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง
สำหรับประเทศไทย การแข็งค่าของเงินบาทอาจเป็นมากกว่าปรากฏการณ์ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนว่า Fund Flow กำลังเริ่มเปลี่ยนทิศ พร้อมปลุกความคึกคักให้กับตลาดหุ้นไทยในรอบใหม่ แล้วนักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไร หุ้นกลุ่มไหนอาจได้อานิสงส์ก่อน และจะมองหาโอกาสจากหุ้น Laggard ที่ยังมีมูลค่าน่าสนใจได้อย่างไร บทความนี้ THE SIGNALs ได้รวบรวมจาก คุณ ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งเราจะพาไปถอดรหัสทุกปัจจัยสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวัฏจักรการลงทุนที่กำลังเริ่มต้นขึ้น
วิธีหาหุ้น Laggard รับ Fund Flow ระลอกใหญ่ไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นไทย ครึ่งปีหลัง

ความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทางการเงินมักจะก่อตัวขึ้นในจังหวะที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต ทว่าสำหรับนักลงทุนผู้ที่เฝ้าติดตามพลวัตเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ย่อมมองเห็นสัญญาณเตือนและโอกาสใหม่ที่กำลังเผยตัวออกมาล่วงหน้าเสมอ เรื่องราวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บนกระดานเทรด แต่มันสะท้อนผ่านชีวิตจริงรอบตัวเรา ยกตัวอย่างเช่นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจในท้องถิ่นอย่างร้านวัสดุก่อสร้าง “ไชยันต์” ของ “โกอ้าน” เพื่อนสนิทที่ยืนหยัดฝ่าฟันแดดฝนจนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในจังหวัดพังงา และสามารถขยายสาขาไปสู่ภูเก็ตได้อย่างมั่นคง สิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่ารากฐานของภาคธุรกิจจริง (Real Sector) ยังคงมีศักยภาพในการเดินหน้าต่อไปได้อย่างน่าทึ่ง
ในขณะเดียวกัน เมื่อเราขยับมุมมองมาสู่พลวัตการลงทุนในระดับมหภาค ภาพรวมของเศรษฐกิจก็กำลังส่งสัญญาณพลิกโฉมอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อกระแสเงินทุนจากต่างชาติกำลังเริ่มหมุนเวียนและเปลี่ยนทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของไซเคิลใหม่ที่นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมรับมือ
จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก เมื่อตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มแตะเบรก
หากเราต้องการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเหตุใดกระแสเงินทุนจึงเริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในฝั่งเอเชีย เรามีความจำเป็นต้องวิเคราะห์ย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของกระแสลมเปลี่ยนทิศครั้งนี้ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ผ่านมา สปอตไลท์ดวงใหญ่ของนักลงทุนทั่วโลกต่างส่องสว่างไปที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) ประจำเดือนล่าสุด ซึ่งรายงานตัวเลขออกมาเพียง 57,000 ตำแหน่ง
ถือเป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับเหล่านักวิเคราะห์บนวอลล์สตรีทเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการคาดการณ์เดิมที่ประเมินไว้ระดับแสนกว่าตำแหน่งอย่างมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น หากเราพิจารณาเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในเดือนก่อนหน้าที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับ 120,000 ตำแหน่งต่อเดือน การร่วงหล่นลงมาเหลือเพียงไม่กี่หมื่นตำแหน่งในครั้งนี้จึงกลายเป็นปัจจัยที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง
ทว่าความเปราะบางของเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงแค่ตัวเลข Non-farm เท่านั้น หากเราเจาะลึกไปถึงข้อมูลเชิงโครงสร้าง จะพบว่าภาคการจ้างงานในอุตสาหกรรมหลักอย่างกลุ่มโรงพยาบาล รวมถึงภาคบริการและการท่องเที่ยว ต่างก็เผชิญกับอัตราการปรับลดจำนวนพนักงานลงอย่างถ้วนหน้า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงทำให้อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Participation Rate) ลงมาเหลือเพียง 61.5% กลายเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ตลาดแรงงานอเมริกันกำลังสูญเสียความแข็งแกร่ง
ถอดทฤษฎีมาราโดนา : ศิลปะการสื่อสารของธนาคารกลางที่ไม่พึ่ง Forward Guidance
เมื่อตลาดแรงงานส่งสัญญาณอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ความวิตกกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ เฟด) ที่เคยมุ่งเน้นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบดุดันจึงคลายตัวลงโดยพลัน สิ่งนี้สะท้อนผ่านตัวเลขความน่าจะเป็น (Probability) ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยช่วงเดือนตุลาคมที่ลดฮวบลงมาต่ำกว่าระดับ 20% อย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักลงทุนในตลาดเริ่มปรับเปลี่ยนสมมติฐานใหม่ โดยมองว่าหากเฟดจะมีการขยับเขยื้อนนโยบายการเงินจริง จังหวะเวลาที่เหมาะสมน่าจะถูกเลื่อนออกไปอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมแทน
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ มีบุคคลสำคัญในแวดวงการเงินที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง คือ Kevin Warsh ผู้ซึ่งมีแนวคิดและจุดยืนในการสนับสนุนให้มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านการปรับลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเขายังไม่สามารถผลักดันมาตรการดังกล่าวได้ทันที เนื่องจากตัวเลขพื้นฐานของอัตราเงินเฟ้อยังคงมีความหนืดและเกาะติดอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ทิศทางการดำเนินงานของเฟดในระยะสั้นอาจต้องยึดหลักการ “คงดอกเบี้ย” เอาไว้ก่อนเพื่อเฝ้าระวังทิศทางเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด หากอัตราเงินเฟ้อสามารถปรับตัวลดลงมาอยู่ในกรอบเป้าหมายตามที่คาดการณ์ไว้ ในช่วงปีถัดไปจึงจะถือเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการแตะเบรกและเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างเป็นรูปธรรม
สิ่งที่น่าจับตามองมากไปกว่านั้น คือ รูปแบบการสื่อสารของเฟดในยุคปัจจุบันกำลังค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่การลดทอนบทบาทของระบบ Forward Guidance หรือการให้คำมั่นสัญญาล่วงหน้ากับตลาดอย่างสิ้นเชิง โดยมีแนวโน้มหันไปประยุกต์ใช้ปรัชญาของ Mervyn King อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2003 – 2013) ซึ่งเคยนำเสนอแนวคิดอันเป็นตำนานระดับโลกผ่านการเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมยกับ “ลูกยิงสุดคลาสสิกของ ดิเอโก มาราโดนา ในศึกฟุตบอลโลกปี 1986”
หากย้อนกลับไปในแมตช์ประวัติศาสตร์นัดนั้น มาราโดนาใช้ทักษะเลี้ยงบอลเป็นเส้นตรงยาวดิ่งทะลวงเข้าหาหน้าปากประตูของทีมชาติอังกฤษจนสามารถทำประตูได้อย่างงดงาม โดยมีผู้เล่นฝั่งอังกฤษถึง 5 คนที่พยายามวิ่งเข้ามารุมสกัดแต่กลับดักทางผิดพลาดทั้งหมด เหตุผลเพียงเพราะนักเตะเหล่านั้นคาดเดาไปเองว่าเขาจะโยกหลอกไปทางซ้ายหรือขวา แต่ในความเป็นจริงมาราโดนาเพียงแค่มุ่งหน้าควบตะบึงไปตรงๆ เท่านั้น
คีย์เวิร์ดสำคัญที่ซ่อนอยู่ในทฤษฎีนี้ชี้ให้เห็นว่า การสื่อสารนโยบายของธนาคารกลางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำอ้อมค้อมหรือต้องคอยปรับเปลี่ยนข้อความรายวันเพื่อเอาใจกระแสเศรษฐกิจที่แกว่งตัวไปมา แต่ควรเน้นไปที่การสื่อสารเป้าหมายหลักให้เกิดความชัดเจน ตรงไปตรงมา และมีความโปร่งใสที่สุด การเปิดโอกาสให้กลไกตลาดได้ทำหน้าที่ปรับตัวเข้าหาเป้าหมายด้วยตัวเอง โดยปราศจากการชี้นำอย่างพร่ำเพรื่อในระยะสั้น จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความสับสนของนักลงทุนได้ดีเยี่ยม เพราะบทเรียนจากประวัติศาสตร์มักตอกย้ำเสมอว่า ตลาดการเงินมักจะคาดการณ์ผิดพลาดและเกิดความผันผวนจากการพยายามตีความคำแถลงรายวันของเฟดจนเกินพอดี
ดอลลาร์อ่อนค่า-บาทแข็งแรง ปลุกชีพ Fund Flow ทะลักเข้าตลาดหุ้นไทย
ทันทีที่ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดเริ่มเปลี่ยน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ตอบสนองด้วยการอ่อนแรงลงตามกลไกตลาดในทันที ในทิศทางตรงกันข้าม ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นก็ใช้จังหวะนี้ในการดีดตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจัยแวดล้อมระดับโลกเหล่านี้ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงค่าเงินบาทของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยยืนอยู่ในระดับ 33.4 บาทต่อดอลลาร์ ถูกแรงเทขายดอลลาร์กดลงมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งปรากฏการณ์นี้เปรียบเสมือนไฟเขียวที่ส่องสปอตไลท์ตรงลงมายังลานประลองของตลาดทุนไทย
ตามกลไกสากลของการเคลื่อนย้ายเงินทุน เมื่อสกุลเงินท้องถิ่นอย่างเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้จะทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดชั้นดีที่ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลทะลักเข้ามาไล่ซื้อสินทรัพย์ในประเทศไทย เป้าหมายหลักคือการแสวงหาผลกำไรสองต่อ (Double Returns) ทั้งจากส่วนต่างราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้น และจากกำไรทางฝั่งอัตราแลกเปลี่ยน
สถิติการซื้อขายล่าสุดเผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า นักลงทุนต่างชาติได้เดินหน้าลุยซื้อสุทธิหุ้นไทยอย่างดุดันด้วยเม็ดเงินที่สูงกว่า 8,000 ล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมแรกที่ตกเป็นเป้าหมายสำคัญในการกวาดซื้อคือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งและมีนัยสำคัญ การขับเคลื่อนดัชนีด้วยเม็ดเงินจริงของนักลงทุนต่างชาติในลักษณะนี้ สร้างความอุ่นใจและสะท้อนถึงโมเมนตัมที่พร้อมจะไปต่อได้ไกลกว่าการไล่ราคาของนักลงทุนรายย่อยทั่วไป
สแกนหุ้นเด็ดรับรอบไซเคิลใหม่จากกลุ่มแบงก์ สู่ค้าปลีกและสินเชื่อมีหลักประกัน
ในสภาวะปัจจุบัน หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยยังคงมีความน่าสนใจอย่างมากในเชิงของมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) ที่ยังไม่แพงจนเกินไป โดยมีค่าเฉลี่ย P/BV ทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 1 เท่า และมีค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 10 เท่า ปัจจัยนี้สนับสนุนให้นักลงทุนที่เริ่มทยอยเก็บของเข้าพอร์ตมาตั้งแต่ช่วงต้นรอบ ยังคงตัดสินใจถือครองเพื่อรันเทรนด์ (Run Trend) ต่อไป มุ่งหวังรับเงินปันผลที่สม่ำเสมอพร้อมกับโอกาสในการเติบโตของส่วนต่างราคา
วิเคราะห์เจาะลึกหุ้นกลุ่มการเงินและธนาคาร
- SCB : การคาดการณ์ผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 บ่งชี้ว่า กำไรสุทธิจะสามารถเติบโตขึ้นมาแตะระดับประมาณ 1.24 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 1 ที่ทำผลงานไว้ราว 1.1 หมื่นล้านบาท (คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5% QoQ) อย่างไรก็ดี หากนำไปเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ตัวเลขกำไรอาจจะมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยตามสภาวะเศรษฐกิจ
- KBANK : แม้ว่าการคาดการณ์งบการเงินในไตรมาสที่ 2 จะมีโอกาสดรอปลงบ้างเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่หุ้นตัวนี้ยังคงรักษาแชมป์ครองตำแหน่งหุ้นยอดนิยมอันดับหนึ่งที่นักลงทุนสถาบันและต่างชาติเลือกเก็บสะสมผ่านกระดานบิ๊กล็อต (Big Lot) อย่างต่อเนื่อง โดยมี SCB ตามมาติดๆ เป็นอันดับสอง
- BBL : ได้รับการยอมรับในฐานะธนาคารที่มีความมั่นคงสูงที่สุดแห่งหนึ่งและมีฐานเงินฝากที่หนาแน่นมาก แม้ว่าในปัจจุบัน Valuation จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างถูก โดยมี P/BV เคลื่อนไหวอยู่ที่ 0.7 ถึง 0.8 เท่า และมี P/E เกือบ 10 เท่า ทว่าสิ่งที่ตลาดยังคงมีความกังวลคือเรื่องของการตั้งเป้าหมายการดำเนินงานและอัตราการจ่ายปันผลที่ค่อนข้างต่ำกว่าเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน ปัจจัยนี้อาจทำให้ความน่าสนใจในการเก็งกำไรระยะสั้นลดทอนลงไปบ้าง
- BAY (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา) : ถือเป็นหุ้นธนาคารที่ควรค่าแก่การนำเข้าสู่เรดาร์จับตาลงทุนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในแง่ของอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่โดดเด่นและระดับ Valuation ที่ยังคงถูกมาก หุ้นตัวนี้มีโอกาสที่จะสามารถรันเทรนด์ขึ้นไปได้อีกยาวนาน เนื่องจากรอบของเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าไปสะสมไม่เต็มที่ ในขณะเดียวกัน ธนาคารอื่นๆ เช่น KTB ก็ยังคงยืนหยัดอยู่ในระดับราคาที่ค่อนข้างถูก และสำหรับ KKP หากตลาดมีจังหวะย่อตัวลงมาพักฐาน ก็นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนในการทยอยเข้าสะสมเพิ่ม
กลยุทธ์ล่าหุ้น Laggard ศิลปะการหมุนเงินของรายย่อย
เมื่อดัชนีภาพรวมของตลาดถูกลากขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ด้วยหุ้นบิ๊กแคปกลุ่มแบงก์ นักลงทุนรายย่อยรวมถึงกองทุนในประเทศที่เริ่มทยอยขายทำกำไรหุ้นใหญ่ออกมา มักจะมีพฤติกรรมที่ไม่ยอมปล่อยให้เงินสดนอนนิ่งเฉยๆ อยู่ในพอร์ต พวกเขาจะเริ่มกระบวนการค้นหาและหมุนเวียนเงินลงทุนไปสู่หุ้นแถวสองที่ราคายังไม่ปรับตัวขึ้น หรือที่ศัพท์ในวงการเรียกว่ากลุ่ม Laggard เพื่อแสวงหาผลตอบแทนในรอบใหม่ พฤติกรรมนี้เองที่ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบตลาดเริ่มสะพัดและกระจายตัวมากขึ้น
ภายใต้ธีมการลงทุนแบบสภาพคล่องสะพัดเช่นนี้ หุ้นกลุ่มที่มีงบการเงินแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมแต่ราคาถูกปัจจัยลบระยะสั้นกดทับมาเป็นเวลานาน จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเป้าหมายหลัก หนึ่งในเซกเตอร์ที่น่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้น กลุ่มสินเชื่อมีหลักประกัน ซึ่งนำทัพโดย MTC บริษัทแห่งนี้มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งอย่างมากในเรื่องของทักษะการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิต และความสามารถในการควบคุมหนี้เสีย (NPL) ได้อย่างแข็งแกร่งแม้จะต้องเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง โดยนักวิเคราะห์ทางเทคนิคคาดการณ์ว่า ราคาเป้าหมายของ MTC มีโอกาสขยับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ 38 บาท ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นอกเหนือจากนี้ หุ้นกลุ่มค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง CPALL และ CPAXT ก็เริ่มปรากฏสัญญาณของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาสะสมอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน
ขยับมาที่กลุ่มการแพทย์และโรงพยาบาล หุ้นตัวท็อปอย่าง BDMS หลังจากที่สามารถผ่านจุดวัดใจและเบรกทะลุแนวต้านสำคัญที่ 19.40 บาทขึ้นมาได้อย่างสวยงาม กราฟเทคนิคก็ได้รับการยืนยันถึงสัญญาณแนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ โดยนักลงทุนตั้งเป้าหมายถัดไปรอทดสอบอยู่ที่บริเวณ 21 บาท
ในขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศอย่าง GULF ก็แสดงศักยภาพความแข็งแกร่งด้วยการทะยานขึ้นไปปิดเหนือระดับ 63 บาท ได้สำเร็จ พร้อมทั้งกำลังเดินหน้าทดสอบแนวต้านถัดไปที่บริเวณ 63.75 ถึง 64 บาทอย่างรวดเร็ว ทางด้านกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารอย่าง CPF ก็ได้รับอานิสงส์เชิงบวกโดยตรงจากทิศทางราคาเนื้อหมูในท้องตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัจจัยหนุนนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาอย่างโดดเด่นและเป็นที่น่าจับตามอง
Private Credit ความเสี่ยงเงียบในตลาดต่างประเทศที่ห้ามมองข้าม
แม้ว่าภาพรวมของตลาดหุ้นในฝั่งเอเชียรวมถึงตลาดหุ้นไทยกำลังสดใสนั้น ทว่าเมื่อเราขยายกรอบการมองออกไปในระดับสากล จะพบว่า ยังมีจุดเปราะบางซ่อนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องตระหนักรู้และเพิ่มความระมัดระวังให้มากที่สุด นั่นคือ ภาวะความเสี่ยงที่กำลังก่อตัวในตลาด Private Credit (สินเชื่อนอกระบบสถาบันการเงินที่ดั้งเดิม)
จากการติดตามรายงานข้อมูลทางการเงินในช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา มีตัวเลขหนึ่งที่กังวล คือ สัดส่วนของผู้ลงทุนสถาบันที่ยื่นความจำนงขอไถ่ถอนเงินลงทุน แต่กลับยังไม่สามารถดึงเงินสดออกมาได้ในกองทุนสินเชื่อขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง Blackstone Private Credit Fund และ Blackstone Credit Income (BUO) ได้พุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับเกือบ 30% ตัวเลขเม็ดเงินที่สูงลิ่วขนาดนี้ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงปัญหาสภาพคล่องที่กำลังตึงตัวขึ้นอย่างน่ากังวล แม้ว่าเมื่อประเมินจากขนาดพอร์ตรวมของกลุ่มนักลงทุนที่กำลังรอคิวไถ่ถอนเงินจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในมุมมองเชิงเปรียบเทียบอาจจะยังไม่ใหญ่โตพอที่จะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง (Systemic Risk) ในทันที ทว่าสิ่งนี้ก็นับเป็นสัญญาณไฟเตือนอันตรายระดับสีส้มที่นักบริหารความเสี่ยงพอร์ตลงทุนระดับโลกจะละเลยประมาทไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ด้วยเหตุผลนี้เอง สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ไปแสวงหาผลตอบแทนในตลาดต่างประเทศ ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่ควรพิจารณาปรับโครงสร้างพอร์ต หันไปหาตราสารที่มีความมั่นคงระดับสูงสุด เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury) หรือ ตราสารหนี้ระยะสั้นชั้นดี (Bonds) รวมถึงการให้ความสำคัญกับการเลือกกองทุนรวมที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) กลยุทธ์เหล่านี้จึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันชั้นยอดและเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาทที่สามารถแข็งค่าขึ้นได้อย่างรวดเร็วในพริบตา
ศิลปะการบริหารพอร์ต บริหารความเสี่ยง
การก้าวขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การนั่งจ้องมองและประมวลผลตัวเลขสีเขียวสีแดงบนหน้าจอเทรดเท่านั้น แต่มันคือศิลปะแห่งการเข้าใจหลักการ “การบริหารความเสี่ยง” ในทุกมิติของการใช้ชีวิต ในยุคปัจจุบันที่โลกขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ความประมาทเลินเล่อเพียงเสี้ยววินาทีของคนรอบข้างก็สามารถสร้างความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ให้กับเราได้เสมอ
ดังนั้น การลงทุนอย่างมีสติจึงเปรียบเสมือนกับการฝึกฝนทักษะการขับรถแบบมองลึกและระแวดระวัง (Defensive Driving) แม้ว่าหน้าจอบนถนนจะขึ้นไฟเขียวสว่างไสว แต่เราก็ไม่ควรผลีผลามเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไปในทันทีโดยปราศจากการมองซ้ายมองขวาเพื่อเช็กให้แน่ใจว่า ไม่มีใครกำลังจะแหกกฎจราจรวิ่งฝ่าไฟแดงมาชนเรา การเลือกเลนในการเดินทางให้เหมาะสมอย่างการวิ่งเลนซ้ายหรือเลนกลางที่เน้นความปลอดภัย การเว้นระยะห่างที่เหมาะสมจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเลือกมุมนั่งรับประทานอาหารในร้านริมทาง ให้อยู่ในจุดที่มีโครงสร้างสิ่งกำบังที่แข็งแกร่ง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นผลผลิตของกระบวนการคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อ “จำกัดความสูญเสียสูงสุด” (Max Drawdown) ที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้
ปรัชญานี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในโลกของตลาดหุ้นได้อย่างไร้รอยต่อ การทำความเข้าใจกลยุทธ์การเทรดที่ซับซ้อน เช่น การเรียนรู้วิธีการอ่านกลเกมและจิตวิทยามวลชนผ่านหน้าต่าง Bid-Offer เพื่อคอยจับจังหวะการทำราคาของรายใหญ่ หรือการประยุกต์ใช้เครื่องมือทางการเงินที่มีอัตราทดอย่างใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ในจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างแม่นยำ จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เราสามารถจำกัดความเสี่ยงลงได้พร้อมกับสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่คุ้มค่า
ตารางสรุป : มุมมอง Valuation และสถานะทางเทคนิคของสินทรัพย์เด่น
| ประเภทสินทรัพย์ | ชื่อย่อ/ชื่อสินทรัพย์ | มูลค่าพื้นฐานและอัตราส่วนทางการเงิน (Valuation) | คำแนะนำและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ |
| ธนาคารพาณิชย์ | SCB | • คาดการณ์กำไร Q2 เติบโตแตะ 1.24 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4-5% QoQ เทียบกับ Q1 ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท) • P/E กลุ่มเฉลี่ย 10 เท่า | ถือครองเพื่อรันเทรนด์รับกระแสเงินทุนต่างชาติต่อเนื่อง เป็นเป้าหมายหลักอันดับต้นๆ |
| ธนาคารพาณิชย์ | BBL | • ถูกในเชิงโครงสร้างมูลค่า ด้วย P/BV 0.7 – 0.8 เท่า • P/E เกือบ 10 เท่า แต่ปันผลค่อนข้างต่ำกว่ากลุ่ม | ปลอดภัยสูงด้วยฐานเงินฝากหนาแน่น ทว่าอาจขาดความหวือหวาเนื่องจากงบ Q2 คาดว่ายังไม่เด่น |
| ธนาคารพาณิชย์ | BAY | • Valuation ต่ำและมีอัตราการจ่ายปันผลที่จูงใจ | เป็นตัวเลือกแถวสองที่พร้อมวิ่งตามหากเงินทุนไหลเข้ากลุ่มธนาคารขนาดใหญ่อย่างเต็มที่ |
| สินเชื่อมีหลักประกัน | MTC | • ความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ ควบคุม NPL ได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว | แนะนำเด่นในกลุ่ม Laggard เป้าหมายทางเทคนิคแรกอยู่ที่ 38 บาท (รองรับการเก็งกำไรผ่าน DW41) |
| การแพทย์และโรงพยาบาล | BDMS | • ทะลุแนวต้านบิดออฟเฟอร์สำคัญที่ระดับ 19.40 บาทเรียบร้อยแล้ว | แนวโน้มกราฟเทคนิคัลส่งสัญญาณขาขึ้นชัดเจน มีเป้าหมายถัดไปที่ 21 บาท |
| พลังงานและสาธารณูปโภค | GULF | • ยืนเหนือแนวต้านสำคัญ 63 บาทได้อย่างแข็งแกร่ง และวิ่งทดสอบระดับ 64 บาทอย่างรวดเร็ว | ได้รับประโยชน์จากโมเมนตัมขาขึ้นเต็มตัว มีสัญญาณความต้องการซื้อหนาแน่น |
| ตลาดต่างประเทศ | US Treasury / Bonds | • ดอกเบี้ยแท้จริงอยู่ในระดับที่น่าดึงดูดใจ และได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ | แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเน้นกองทุนที่มีการทำ FX Hedging |
| สินทรัพย์ทางเลือก | Gold (ทองคำ) | • ราคาสปอตยืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ ได้อย่างแข็งแกร่ง• ราคาทองคำแท่งในประเทศแตะระดับ 65,000 บาท | อยู่ในรอบแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นที่แข็งแกร่ง เหมาะสำหรับจับจังหวะสลับเม็ดเงินลงทุน |
บทสรุป
ทุกครั้งที่วัฏจักรเศรษฐกิจเปลี่ยน ทิศทางของเงินทุนย่อมเปลี่ยนตาม และนั่นคือ ช่วงเวลาที่โอกาสใหม่ในการลงทุนเริ่มก่อตัว หากกระแส Fund Flow ต่างชาติทยอยไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ หุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งแต่ยังปรับตัวขึ้นไม่มากอาจกลายเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม ไม่มีวัฏจักรใดเดินหน้าเป็นเส้นตรง ความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงิน และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามคาดเดาทุกจังหวะของตลาดให้ถูกต้อง แต่คือ การมีวินัยในการลงทุน เลือกสินทรัพย์บนพื้นฐานของข้อมูลและมูลค่าที่เหมาะสม พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพราะในโลกของการลงทุน ผู้ที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ผู้ที่วิ่งตามทุกกระแส แต่คือผู้ที่เข้าใจวัฏจักรของตลาด และพร้อมปรับพอร์ตให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในทุกช่วงเวลา
ตารางสรุป : 5 สินทรัพย์เด่น รับรอบไซเคิลใหม่ครึ่งปีหลัง
| กลุ่มธุรกิจ | หุ้นเด่น / สินทรัพย์ | จุดเด่นที่น่าสนใจ | คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ |
| แบงก์ | SCB | งบ Q2 จ่อโต, P/E กลุ่มยังต่ำ | ถือรันเทรนด์ รับกระแส Fund Flow |
| แบงก์ | BBL | ฐานเงินฝากแน่น, P/BV ค่อนข้างถูก | ปลอดภัยสูง เซฟโซนจำกัดความเสี่ยง |
| สินเชื่อ | MTC | คุมหนี้เสีย (NPL) เก่งฝ่าด่านเศรษฐกิจ | ตัวตึงกลุ่ม Laggard ลุ้นเป้าเทคนิค 38 บ. |
| โรงพยาบาล | BDMS | กราฟสวย ทะลุแนวต้าน 19.40 บ. | เทรนด์ขาขึ้นชัดเจน ลุ้นเป้าถัดไป 21 บ. |
| ต่างประเทศ | US Treasury | ดอกเบี้ยจริงน่าดึงดูดใจ | ควรกระจายความเสี่ยง (เน้นทำ FX Hedging) |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก









