ตลาดการเงินโลกเปิดสัปดาห์ด้วยความตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่คืนที่ 9 ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ในภาวะติดขัด
ราคาน้ำมันเบรนท์ทะลุ 90 ดอลลาร์ สงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน เขย่าหุ้นชิปและ AI ทั่วเอเชีย

ราคาน้ำมันเบรนท์ขึ้นไปแตะ 91.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน ก่อนจะพลิกกลับลงมาอยู่ที่ประมาณ 88.44 ดอลลาร์ หลังอิหร่านส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาข้อเสนอเจรจาผ่านตัวกลาง ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ขึ้นไปแตะ 85.39 ดอลลาร์ ก่อนถอยกลับมาอยู่ที่ 81.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความผันผวนที่เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงสะท้อนชัดว่า ตลาดไม่ได้ตอบสนองเพียงข่าวการโจมตี แต่กำลังประเมินทุกถ้อยแถลงที่อาจเปลี่ยนทิศทางของสงคราม เพราะหากการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันก็พร้อมดีดตัวได้ทุกเมื่อ
ขณะที่บรรยากาศของตลาดหุ้นเอเชียในช่วงเปิดตลาดวันจันทร์เต็มไปด้วยแรงกดดันอย่างหนัก สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน โดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเผชิญแรงขายอย่างหนักจากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง ความยั่งยืนของการลงทุนด้าน AI และความเสี่ยงจากการใช้ leverage ของนักลงทุน ทำให้ตลาดต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งราคาพลังงาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีพร้อมกัน
วิกฤตพลังงาน เมื่อสถานการณ์ตะวันออกกลางเดือด
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 3% ในช่วงต้นของการซื้อขายฝั่งเอเชีย ส่งผลให้ราคาพุ่งทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน การดีดตัวขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐฯ ออกมายืนยันถึงปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นคืนที่ 9
การขยับขึ้นของราคาน้ำมันในระลอกนี้ส่งผลให้ภาพรวมรายสัปดาห์ปรับตัวสูงขึ้นถึง 15.9% ซึ่งถือเป็นการพุ่งขึ้นรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน ปัจจัยหลักมาจากความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงสร้างความชะงักงันให้กับการขนส่งพลังงานทางเรืออย่างต่อเนื่อง ทางด้านกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (U.S. Central Command) ได้เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ปฏิบัติการโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดทอนศักยภาพทางการทหารของอิหร่านที่ใช้ในการคุกคามเรือพาณิชย์และลูกเรือพลเรือนที่สัญจรผ่านเส้นทางนี้
ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปในทิศทางเดียวกันที่ระดับประมาณ 2.4% ทางด้าน David Roche จาก Quantum Strategy ได้ออกบทวิเคราะห์เตือนเมื่อวันจันทร์ว่า ปริมาณน้ำมันดิบสำรองทั่วโลกอาจเผชิญกับสภาวะตึงตัวมากขึ้นภายในช่วงเดือนกันยายนนี้ พร้อมทั้งประเมินเป้าหมายราคาน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าไว้ที่ระดับ 95 ถึง 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
น้ำมันแพงกลายเป็นแรงกดดันรอบใหม่ของหุ้นเทคโนโลยี
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะหุ้นสายการบิน ขนส่ง หรือธุรกิจที่ใช้พลังงานจำนวนมาก แต่ยังเพิ่มแรงกดดันให้หุ้นเทคโนโลยีและหุ้น AI ผ่านอีกช่องทางหนึ่ง นั่นคืออัตราเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร เมื่อราคาพลังงานแพงขึ้น นักลงทุนย่อมกังวลว่า เงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัว และธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงหรือปรับขึ้นเพิ่มเติม ผลตอบแทนพันธบัตรจึงขยับตาม ซึ่งไม่เป็นผลดีกับหุ้นเทคโนโลยีที่มีราคาสูงเมื่อเทียบกับกำไรในปัจจุบัน
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีเคลื่อนไหวบริเวณ 4.55% ขณะที่อายุ 30 ปีกลับขึ้นเหนือ 5% ระดับผลตอบแทนเช่นนี้เพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน และทำให้หุ้นที่มีมูลค่าแพงต้องพิสูจน์ตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ปัญหา คือ แรงกดดันจากน้ำมันเข้ามาในจังหวะที่ตลาดเริ่มตั้งคำถามกับหุ้นชิปและ AI อยู่ก่อนแล้ว ทั้งเรื่องราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเร็วเกินไป เม็ดเงินลงทุนในศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และความสามารถของบริษัทเทคโนโลยีในการเปลี่ยนเงินลงทุนเหล่านั้นให้กลายเป็นกำไรจริง
ดัชนีหุ้นชิปสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดหมี
ดัชนี Philadelphia Semiconductor หรือ SOX ปรับลดลงราว 10% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา และปิดต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ทำไว้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนประมาณ 20% ถือว่าเข้าสู่ภาวะตลาดหมีในทางเทคนิค หลังจากก่อนหน้านี้หุ้นชิปหลายบริษัทปรับขึ้นอย่างร้อนแรงตามกระแสการลงทุนด้าน AI อย่างไรก็ตาม การปรับฐานของหุ้นชิปไม่ได้แปลว่า ความต้องการ AI หรือศูนย์ข้อมูลหายไปทั้งหมด นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่าแนวโน้มระยะยาวของอุตสาหกรรมไม่ได้เปลี่ยน เพียงแต่ตลาดเริ่มกลับมาพิจารณาว่า ราคาหุ้นที่ขึ้นมาก่อนหน้านี้สะท้อนความคาดหวังไปไกลเกินผลประกอบการจริงหรือไม่ ดังนั้น แรงขายจึงเป็นทั้งการลดความเสี่ยง การขายทำกำไร และการบังคับปิดสถานะของนักลงทุนที่ใช้เงินกู้หรือผลิตภัณฑ์แบบมี leverage มากกว่าจะเกิดจากปัจจัยพื้นฐานเพียงด้านเดียว
เอเชียรับแรงกระแทกเต็ม ๆ
วิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเข้ามาปะทะกับตลาดที่กำลังบอบช้ำจากการปรับฐานอย่างรุนแรงของกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ดัชนีหลักอย่าง Philadelphia Semiconductor Index ได้ก้าวเข้าสู่สภาวะตลาดหมีทางเทคนิคไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในวันที่ 17 กรกฎาคม ดัชนีปิดร่วงลงไปกว่า 20% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดที่เคยทำไว้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ยิ่งไปกว่านั้น ดัชนียังปรับตัวลดลงอีกราว 10% ในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 18 กรกฎาคม ซึ่งนับเป็นการร่วงลงรายสัปดาห์ที่หนักหน่วงที่สุดตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2025
เมื่อหันมามองที่ตลาดฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 ร่วงลงอย่างรุนแรงเมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม โดยลดลงกว่า 4,100 จุดในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย ลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 62,704.60 จุด หรือลดลงประมาณ 6.18% จากวันก่อนหน้า ก่อนฟื้นตัวขึ้นมาปิดที่ 64,141.12 จุด ลดลง 4.03% การปรับตัวลงดังกล่าวทำให้ Nikkei ลดลงมากกว่า 10% จากจุดสูงสุดในช่วงปลายเดือนมิถุนายน และเข้าสู่ภาวะปรับฐาน หรือ Correction โโดยมีหุ้นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่อย่าง Kioxia และ Tokyo Electron เป็นผู้นำร่องการร่วงลงในตลาดโตเกียว ทั้งนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคมเนื่องในวัน Marine Day
ส่วนทางด้านเกาหลีใต้ ดัชนี Kospi ปิดการซื้อขายรอบสุดท้ายก่อนเข้าสู่วันหยุดวันศุกร์ด้วยการติดลบถึง 6.37% ปิดที่ 6,820.60 จุด โดยได้รับแรงกดดันหลักจากการปรับตัวลดลงของบริษัทชั้นนำอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix แสดงให้เห็นว่า ความผันผวนของหุ้น AI รอบนี้ไม่ได้อยู่แค่ในตลาดสหรัฐฯ อีกต่อไป แต่ส่งผ่านมายังตลาดเอเชียผ่านห่วงโซ่อุปทานชิป ซึ่งเชื่อมโยงกันทั้งด้านการผลิต หน่วยความจำ อุปกรณ์ และเครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์
จับตาประกาศผลประกอบการหุ้นเทค
ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวบริเวณ 162.3 เยนต่อดอลลาร์ ใกล้ระดับแข็งค่าที่สุดเมื่อเทียบกับเงินเยนในรอบประมาณ 40 ปี อย่างไรก็ตาม ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงการซื้อขายเอเชีย หลังจากปรับขึ้นติดต่อกันสามวัน แม้ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนจะลดลง 0.4% จากเดือนก่อน และช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ในระยะสั้น แต่ราคาน้ำมันที่กลับมาพุ่งขึ้นทำให้นักลงทุนยังไม่ตัดความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยออกไป ตลาดฟิวเจอร์สสะท้อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมประมาณ 29 Basis points ภายในสิ้นปี สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า โอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนอยู่ที่ประมาณ 60% ลดลงจากมากกว่า 90% ก่อนการประกาศข้อมูลเงินเฟ้อ
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ตลาดกำลังจับตา คือ ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ โดย Alphabet และ Tesla มีกำหนดรายงานผลประกอบการวันที่ 22 กรกฎาคม ตามด้วย Intel ในวันที่ 23 กรกฎาคม ผลประกอบการและแนวโน้มการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเหล่านี้จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า รายได้และกำไรที่เกิดขึ้นจริงสามารถรองรับเงินลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล ชิป และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงอาจเป็นปัจจัยกำหนดว่าแรงขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์จะเริ่มคลี่คลายหรือขยายวงกว้างต่อไป
สรุป : สถานการณ์น้ำมันเดือด หุ้นเทคโนโลยีสะเทือน
| ปัจจัย | สถานการณ์ล่าสุด | สิ่งที่ต้องติดตาม |
|---|---|---|
| ความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่าน | การโจมตียืดเยื้อเข้าสู่คืนที่ 9 | โอกาสเจรจาและความเสี่ยงที่สงครามจะขยายวง |
| ช่องแคบฮอร์มุซ | จำนวนเรือผ่านเส้นทางลดลงเหลือเพียงไม่กี่ลำต่อวัน | ความต่อเนื่องของการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย |
| ราคาน้ำมันเบรนท์ | ขึ้นแตะ 91.42 ดอลลาร์ ก่อนย่อลงต่ำกว่า 90 ดอลลาร์ | ความผันผวนตามข่าวการสู้รบและการเจรจา |
| หุ้นชิปสหรัฐฯ | ดัชนี SOX ลดลง 20% จากจุดสูงสุดเดือนมิถุนายน | มูลค่าหุ้นและความคุ้มค่าของ AI Capex |
| ตลาดหุ้นเอเชีย | Nikkei เข้าสู่ Correction ส่วน KOSPI ยังเผชิญแรงขาย | ความเสี่ยงจาก leverage และน้ำหนักหุ้นชิปในดัชนี |
| เงินเฟ้อสหรัฐฯ | CPI เดือนมิถุนายนลดลง 0.4% แต่ราคาน้ำมันกลับมาสูงขึ้น | ทิศทางเงินเฟ้อในเดือนถัดไปและการตัดสินใจของ Fed |
| ผลประกอบการเทคโนโลยี | ตลาดจับตา Alphabet, Intel และ Tesla | รายได้จาก AI จะเติบโตทันเงินลงทุนหรือไม่ |
บทสรุป
ราคาน้ำมันที่ทะลุ 90 ดอลลาร์ก่อนย่อตัวลง ไม่ได้หมายความว่า ความเสี่ยงผ่านพ้นไปแล้ว ตรงกันข้าม การแกว่งตัวอย่างรุนแรงภายในวันเดียวสะท้อนว่าตลาดยังเปราะบางต่อข่าวจากตะวันออกกลางอย่างมาก ตราบใดที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ นักลงทุนต้องเตรียมรับมือกับราคาพลังงานที่ผันผวน ความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อ และแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา
สำหรับหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และ AI ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีในช่วงถัดไปจะมีน้ำหนักมากกว่าคำโฆษณาหรือภาพฝันระยะยาว เพราะตลาดกำลังต้องการหลักฐานว่า เม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่หลั่งไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI สามารถสร้างรายได้และผลกำไรได้จริง นี่จึงไม่ใช่เพียงช่วงที่ตลาดกำลังขายหุ้นเทคโนโลยี แต่เป็นช่วงที่นักลงทุนเริ่มกลับมาตั้งคำถามว่า ราคาที่จ่ายไปก่อนหน้านี้เหมาะสมกับผลลัพธ์ที่ได้รับแล้วหรือยัง
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก
- https://www.reuters.com/markets/us/traders-expect-fed-skip-july-rate-hike-inflation-cools-2026-07-14/
- https://www.cnbc.com/2026/07/20/oil-prices-today-brent-wti-crude-us-iran-centcom-hormuz.html
- https://www.youtube.com/watch?v=kjHgEmmdnSc
- https://www.morningstar.com/news/marketwatch/20260716429/semiconductor-stocks-are-on-the-verge-of-a-bear-market-is-the-thrill-in-the-chips-trade-gone










