Chevron เตือน น้ำมันจ่อขาดแคลนทั่วโลกหนัก เราต้องรับมืออย่างไร?

สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังก้าวเข้าสู่จุดที่เปราะบางที่สุดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และ อิหร่าน ลากยาวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 10 สิ่งที่ตามมาคือการปิดตายของ “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความยืดเยื้อในครั้งนี้กำลังผลักดันให้ตลาดพลังงานโลกก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ จากที่เคยเป็นแค่ความกังวลเรื่องปริมาณน้ำมันดิบ ตอนนี้มันได้ยกระดับกลายเป็น “วิกฤตการณ์ฉับพลัน” ที่กระทบโดยตรงต่อผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ทั้งพลังงานที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบิน พลังงานสำหรับสร้างความอบอุ่นในครัวเรือน ไปจนถึงวัตถุดิบสำคัญที่หล่อเลี้ยงโรงงานปิโตรเคมีทั่วโลก
สัญญาณเตือนจากบิ๊กบอส : ภาวะขาดแคลนของจริง “กำลังปรากฏขึ้น”
เมื่อไม่นานมานี้ Mike Wirth ซีอีโอระดับตำนานของ Chevron ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสุดกลางเวทีเสวนา Milken Institute โดยระบุชัดเจนว่า ภาวะการขาดแคลนน้ำมันทางกายภาพ (Physical Shortages) กำลังจะเกิดขึ้นจริงทั่วโลกในเร็วๆ นี้
“เรากำลังจะเริ่มเห็นการขาดแคลนในโลกความจริง” Wirth กล่าวย้ำ พร้อมอธิบายภาพให้เห็นว่า ปริมาณอุปทานส่วนเกินในตลาดพาณิชย์ กองเรือบรรทุกน้ำมันที่เคยซ่อนตัวอยู่ (Shadow fleets) รวมถึงคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศต่างๆ กำลังถูกสูบออกไปใช้จนร่อยหรอ “ตอนนี้ฝั่งความต้องการ (Demand) จะต้องเป็นฝ่ายถอยร่นลงมาเพื่อให้สมดุลกับอุปทาน (Supply) ที่เหลืออยู่ นั่นหมายความว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจำต้องชะลอตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
เขายังชี้เป้าด้วยว่า “เอเชีย” คือ ภูมิภาคที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัวแบบฉับพลัน ตามมาติดๆ ด้วยทวีปยุโรป
Goldman Sachs ประสานเสียงเตือน เอเชียอ่วมหนัก
ไม่ใช่แค่ฝั่งผู้ผลิตเท่านั้นที่ออกมาระวังภัย สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs ก็ได้ออกมาขยายความน่ากลัวของสถานการณ์นี้ โดยระบุในสัปดาห์นี้ว่า สต็อกน้ำมันทั่วโลกกำลังดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบหลายปี และอัตราการร่อยหรอก็กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างน่าตกใจ
Daan Struyven นักกลยุทธ์จาก Goldman Sachs ได้ออกบทวิเคราะห์เตือนล่วงหน้าถึง “ระดับสินค้าคงคลังของวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ต่ำจนน่าตกใจ โดยเฉพาะแนฟทา (Naphtha) และก๊าซแอลพีจี (LPG) ทั่วภูมิภาคเอเชีย” พร้อมส่งสัญญาณเตือนถึงการขาดแคลนผลิตภัณฑ์ข้ามสายพันธุ์ในหลายประเทศแถบเอเชีย ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดตอนนี้คือ โรงงานแครกเกอร์ที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบหลักในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เริ่มทยอยปิดตัวลง หรือตัดสินใจหั่นกำลังการผลิตลงไปแล้วสูงสุดถึง 50 เปอร์เซ็นต์
ยุโรปวิกฤตหนัก : น้ำมันเครื่องบินจ่อเกลี้ยงสต็อก
ถ้าถามว่าภาคอุตสาหกรรมไหนโดนผลกระทบชัดเจนที่สุด คำตอบ คือ “อุตสาหกรรมการบิน” สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ออกโรงเตือนตั้งแต่เดือนเมษายนว่า สต็อกน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ในยุโรปอาจร่วงทะลุเส้นตายวิกฤตที่ระดับ 23 วัน ภายในเดือนมิถุนายนนี้ หากซัพพลายจากตะวันออกกลางที่ขาดหายไปสามารถหามาทดแทนได้เพียงครึ่งเดียว ซึ่งสถานการณ์จำลองนี้จะกลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิด “ภาวะขาดแคลนจริงตามสนามบินบางแห่ง นำไปสู่การยกเลิกเที่ยวบินมหาศาล และการพังทลายของดีมานด์ในที่สุด”
Fatih Birol ผู้อำนวยการบริหารของ IEA ย้ำชัดว่า ยุโรปอาจเหลือน้ำมันเครื่องบินให้ใช้ได้อีกแค่ “ไม่กี่สัปดาห์” และมหกรรมการยกเลิกเที่ยวบินอาจเกิดขึ้น “ในเร็วๆ นี้”
ฝั่งสายการบินยักษ์ใหญ่อย่าง Ryanair ก็ออกมายอมรับตรงๆ ว่า ซัพพลายเออร์สามารถการันตีการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึงแค่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเท่านั้น พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงขั้นสุดหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน สอดคล้องกับข้อมูลจาก Cirium ที่เผยตัวเลขน่าตกใจว่า 19 จาก 20 สายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ตัดสินใจหั่นตารางบินสำหรับเดือนพฤษภาคมทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยุโรปก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เริ่มเร่งหาทางออกด้วยการเพิ่มการนำเข้าน้ำมันเครื่องบินจากสหรัฐฯ และเตรียมจัดตั้ง “หอสังเกตการณ์เชื้อเพลิง” แห่งใหม่ เพื่อคอยมอนิเตอร์ซัพพลายอย่างใกล้ชิด
ไร้แววทางออกที่รวดเร็ว แม้จะมี Project Freedom
ถึงแม้ว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศเปิดตัวปฏิบัติการสุดอลังการอย่าง “Project Freedom” ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางเรือที่มุ่งคุ้มกันเรือพาณิชย์ที่ติดค้างให้ออกจากช่องแคบได้อย่างปลอดภัย แต่นักวิเคราะห์ทิศทางตลาดก็ยังคงมองด้วยสายตาเคลือบแคลงว่า การขนส่งทางเรือจะกลับมาเป็นปกติได้ในเร็ววันจริงหรือ?
กองทัพสหรัฐฯ เองก็ออกมายอมรับว่า ลำพังแค่ภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพียงอย่างเดียว ก็อาจต้องใช้เวลายืดเยื้อยาวนานถึง 6 เดือน ปัจจุบันมีเรือสินค้าประมาณ 2,000 ลำที่ยังคงติดแหงก ขยับไปไหนไม่ได้ในอ่าวเปอร์เซีย ด้านกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ก็พยายามแก้เกมด้วยการตกลงเพิ่มโควตาการผลิตเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ช่องแคบถูกปิด เพื่อหวังจะชดเชยซัพพลายที่หล่นหายไปให้ได้บ้าง
บทสรุปสถานการณ์ : ราคาน้ำมันเดือดเทียบชั้นยุค 70s
ด้วยราคาของน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ที่พุ่งทะยานทะลุแนว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปอย่างสวยงาม (และดูน่ากลัวในเวลาเดียวกัน) ผนวกกับการประเมินของ Goldman Sachs ที่คาดการณ์ว่าราคาอาจพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ หรือสูงกว่านั้น หากสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก วิกฤตพลังงานที่ถูกจุดชนวนจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซในครั้งนี้ จึงมีภาพที่ซ้อนทับและคล้ายคลึงกับสิ่งที่ Wirth เรียกว่า “วิกฤตที่อาจจะยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับช่วงปี 1970s” เลยทีเดียว
เปิดมุมมองและการเตรียมตัวของเรา
สิ่งที่เราต้องตระหนักก็คือ “ผลกระทบแบบโดมิโน” ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลัง
- เงินเฟ้อรอบใหม่กำลังจะมา (The Return of Inflation) : เมื่อต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งทะยานขึ้นแบบไม่พัก สินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดก็จะปรับราคาขึ้นตามโดยอัตโนมัติ ธนาคารกลางทั่วโลกที่เคยมีท่าทีจะผ่อนคลายนโยบายการเงิน อาจต้องกลับมาจับตาดูสถานการณ์และตัดสินใจตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
- การปรับพอร์ตการลงทุน (Portfolio Rebalancing) : สินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe-haven assets) อย่างทองคำ จะยิ่งทวีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ในขณะที่หุ้นในกลุ่มพลังงานทางเลือก หรือหุ้นของบริษัทผู้ผลิตน้ำมันที่อยู่นอกพื้นที่ขัดแย้ง (เช่น ในทวีปอเมริกาเหนือ) อาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากวิกฤตครั้งนี้ นักลงทุนสายจัดพอร์ตอาจต้องเริ่มกระจายความเสี่ยง (Diversify) หันมามองสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ไว้เป็นกันชนป้องกันเงินเฟ้อ
- ซัพพลายเชนทั่วโลกสะเทือน (Global Supply Chain Disruption) : ภาคการผลิตที่พึ่งพิงปิโตรเคมี ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติก หรือแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จะเจอกับภาวะต้นทุนพุ่งและของขาดตลาด หุ้นในกลุ่มสายการบินและการขนส่งระหว่างประเทศ (Logistics) คือ กลุ่มเปราะบางที่ต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวัน
วิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน แต่คือ บททดสอบความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจโลก ใครที่สามารถปรับตัว อ่านเกมขาด และมองเห็นโอกาสในวิกฤต ย่อมสามารถรักษาความมั่งคั่งและต่อยอดพอร์ตการลงทุนไปได้อีกไกลอย่างแน่นอน
ตารางสรุป โดมิโนเอฟเฟกต์ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ สะเทือนโลกการลงทุนอย่างไร?
| ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ | สถานการณ์ปัจจุบันที่น่ากังวล | สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตา / ทิศทางพอร์ต |
| อุตสาหกรรมพลังงาน | สต็อกร่อยหรอ, ราคาน้ำมันดิบจ่อทะลุ $125 | โอกาสในหุ้นพลังงานทางเลือก, สินค้าโภคภัณฑ์ |
| การบิน & โลจิสติกส์ | ยุโรปน้ำมันเครื่องบินจ่อหมด, ทยอยหั่นเที่ยวบิน | ความเปราะบางของหุ้นสายการบินและขนส่ง |
| ปิโตรเคมี (โซนเอเชีย) | แนฟทา/LPG ขาดแคลนหนัก, หั่นกำลังผลิต 50% | ต้นทุนพลาสติกพุ่ง, ซัพพลายเชนชิ้นส่วนสะดุด |
| เศรษฐกิจมหภาค | ต้นทุนสินค้าพุ่งทะยาน, เงินเฟ้อจ่อคัมแบ็ก | ทิศทางดอกเบี้ย, ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย |
อ้างอิงจาก
- https://energynow.com/2026/05/chevron-ceo-says-physical-shortages-in-oil-supply-to-begin-appearing/
- https://www.reuters.com/business/energy/opec-set-agree-third-oil-output-quota-hike-since-hormuz-closure-sources-say-2026-05-03/
- https://www.aljazeera.com/news/2026/5/4/trumps-project-freedom-can-us-navy-guide-stuck-ships-out-of-hormuz
- https://www.nytimes.com/2026/04/16/business/europe-airlines-jet-fuel-strait-hormuz.html
- https://www.cnbc.com/2026/04/16/europe-jet-fuel-shortage-6-weeks-iea.html
- https://finance.yahoo.com/news/goldman-sachs-warning-on-strait-hormuz-countries-could-face-oil-shortages-121952347.html










