ในยุคที่นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดด รูปแบบการลงทุนและการทำธุรกรรมออนไลน์กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความสะดวกสบายนี้ ย่อมมีความเสี่ยงและข้อกฎหมายสำคัญที่ผู้ใช้บริการทางการเงินจำเป็นต้องรู้เท่าทัน
เทรด FOREX ในไทยผิดกฎหมายไหม? เช็กข้อห้าม ธปท. ให้ชัวร์ก่อนเทรด
เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและรักษาความปลอดภัยให้แก่ทรัพย์สินของตนเอง ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ออกมาชี้แจงและเน้นย้ำถึงแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับระบบนิเวศการเงินดิจิทัล โดยเฉพาะในประเด็นการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หรือ FOREX รวมถึงการควบคุมดูแลช่องทางการชำระเงินต่างๆ เพื่อสร้างมาตรฐานที่โปร่งใสและปลอดภัยสูงสุดให้แก่ประชาชน

เคลียร์คัตประเด็นร้อน ทำไม ธปท. ถึงไม่มีนโยบายออกใบอนุญาต FOREX?
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันและลดความสับสนในสังคม นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้อธิบายถึงกรณีการประกอบธุรกิจให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FOREX) ไว้อย่างชัดเจนว่า ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ธปท.ไม่มีนโยบายในการให้ใบอนุญาตการประกอบธุรกิจดังกล่าวแก่บุคคลทั่วไปหรือนิติบุคคลที่มิใช่สถาบันการเงิน
ด้วยเหตุนี้ การส่งเสริมหรือการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ FOREX ในประเทศไทยจึงมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่เข้มงวดมาก ยิ่งไปกว่านั้น การประกอบธุรกิจ FOREX ตลอดจนการให้บริการรับ-ส่งเงินเพื่อชำระธุรกรรม FOREX ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นการกระทำที่มีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช 2485 ซึ่งมีการระบุโทษไว้อย่างชัดเจน คือ โทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
- Key Takeaway หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน คือ การสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกสบายในการทำธุรกรรม และการปกป้องผู้บริโภคจากการถูกเอารัดเอาเปรียบทางการเงิน
ถอดรหัสโฆษณาชวนเชื่อ เส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการตลาดกับกฎหมายแชร์ลูกโซ่
นอกเหนือจากตัวผู้ประกอบธุรกิจโดยตรงแล้ว ในส่วนของกระบวนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ก็มีสิ่งที่ต้องพึงระวังเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากนี้ บุคคลหรือนิติบุคคลที่มีพฤติกรรมโฆษณา ประกาศ หรือชักชวนประชาชนให้มาร่วมลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน หรือที่เรียกกันติดปากว่าการ “เทรด FOREX” จะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527
สำหรับการฝ่าฝืนกฎหมายในส่วนนี้ มีบทลงโทษที่รุนแรงเพื่อป้องกันความเสียหายในวงกว้าง โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 – 1,000,000 บาท ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีโทษปรับเพิ่มอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตามระยะเวลาที่ยังคงกระทำความผิด การกำหนดโทษดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของหน่วยงานกำกับดูแลในการตัดวงจรการชักชวนที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียในทรัพย์สินของประชาชน
บทบาทใหม่ของ Payment Gateway ด่านตรวจสำคัญในการคัดกรองร้านค้า
เพื่อให้การเฝ้าระวังมีประสิทธิภาพครบวงจร ระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจ Payment Gateway อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้ให้บริการมีหน้าที่หลักในการทำความรู้จักและบริหารจัดการความเสี่ยงของร้านค้าที่ตนให้บริการ หรือที่เรียกว่ามาตรการ Know Your Merchant (KYM)
กระบวนการดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติ ความมีตัวตน และความถูกต้องของร้านค้าก่อนที่จะรับเข้าร่วมระบบการชำระเงิน ในทำนองเดียวกัน ผู้ให้บริการยังต้องติดตามพฤติกรรมการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่องในระยะยาว หากในเวลาต่อมาตรวจพบร้านค้าที่มีพฤติกรรมผิดปกติ หรือมีสัญญาณเตือนภัยที่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ผู้ประกอบธุรกิจ Payment Gateway มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องระงับการให้บริการแก่ร้านค้าดังกล่าวในทันที
อย่างไรก็ตาม หาก ธปท. ตรวจสอบและพบว่า ผู้ประกอบธุรกิจ Payment Gateway รายใดปล่อยปละละเลย หรือเพิกเฉยต่อหน้าที่การคัดกรองนี้ ธปท. มีอำนาจเด็ดขาดในการดำเนินการลงโทษตามลำดับความรุนแรง ตั้งแต่การสั่งระงับการให้บริการ สั่งปรับ หรือในกรณีร้ายแรงสามารถเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อใช้อำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 ได้ทันที
ขณะเดียวกัน สำหรับประเด็นกระแสข่าวที่ว่ามีธุรกิจ FOREX ลักลอบใช้ช่องทางของ Payment Gateway ในการรับส่งเงินนั้น ทาง ธปท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกและพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ ซึ่งหากพบการกระทำผิดจริง จะดำเนินมาตรการระงับการเข้าถึงเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มนั้นๆ และบังคับใช้กฎหมายอย่างถึงที่สุด
ส่องมาตรการคุมเข้ม QR Code ข้ามพรมแดนและการจัดการบัญชีผิดประเภท
นอกเหนือจากระบบ Payment Gateway แล้ว แพลตฟอร์มชำระเงินยอดนิยมระดับสากลอย่าง Alipay และ WeChat Pay ก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่เทคโนโลยีที่ ธปท. เข้าไปวางกฎระเบียบเพื่อความโปร่งใส โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการชำระเงินภายใต้การกำกับดูแลทุกราย ต้องให้บริการในสกุลเงินบาทเท่านั้น เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบอัตราแลกเปลี่ยนและระบบการเงินภายในประเทศ หากผู้บริการรายใดฝ่าฝืน ธปท. มีอำนาจสั่งให้แก้ไข สั่งปรับตามกฎหมาย ตลอดจนระงับการให้บริการ และเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อเพิกถอนใบอนุญาต
ในทำนองเดียวกัน สำหรับกรณีการโอนเงินหยวนโดยตรงผ่าน QR Code ในรูปแบบการโอนเงินระหว่างบุคคล หรือ Person-to-Person (P2P) ของ Alipay และ WeChat Pay นั้น เนื่องจากธุรกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นโดยตรงบนระบบของผู้ให้บริการในต่างประเทศ ที่ผ่านมาเมื่อ ธปท. ตรวจพบการใช้งานที่ผิดวัตถุประสงค์ ก็จะส่งข้อมูลต่อไปยัง Alipay และ WeChat Pay เพื่อดำเนินการระงับบัญชีทันที ยิ่งไปกว่านั้น ธปท. ยังได้ร่วมมือเชิงรุกกับทั้งสองแพลตฟอร์มเพื่อติดตามพฤติกรรมการใช้งานอย่างใกล้ชิด ซึ่งที่ผ่านมาจากข้อมูลที่ได้รับนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ถึง พฤษภาคม 2569 มีการระงับบัญชีที่ใช้โอนเป็นเงินหยวนผ่าน QR Code แบบ P2P แล้วอย่างน้อย 5,000 บัญชี โดยมุ่งเน้นไปที่การตรวจจับและระงับบัญชีส่วนตัวที่นำเอา QR Code โอนเงินแบบ P2P ไปใช้รับชำระเงินในเชิงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนระบบและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
| หัวข้อมาตรการและข้อกฎหมาย | รายละเอียดและบทลงโทษทางการเงิน / อาญา |
| การประกอบธุรกิจ / บริการรับส่งเงิน FOREX (ตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช 2485) | ผิดกฎหมาย: โทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ |
| การโฆษณา / ชวนเชื่อลงทุนเทรด FOREX (ตามกฎหมายการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527) | ผิดกฎหมาย: โทษจำคุก 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 – 1,000,000 บาท (ปรับเพิ่มไม่เกินวันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ทำผิด) |
| ผู้ประกอบธุรกิจ Payment Gateway (ตาม พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 มาตรา 32) | ต้องทำ KYM: หากละเลยหน้าที่มีโทษสั่งระงับบริการ สั่งปรับ หรือเสนอรัฐมนตรีเพิกถอนใบอนุญาต |
| การชำระเงินผ่าน Alipay และ WeChat Pay (มาตรการควบคุมสกุลเงินหมุนเวียน) | ต้องให้บริการเป็นสกุลเงินบาทเท่านั้น หากฝ่าฝืนสั่งปรับ ระงับบริการ หรือเสนอเพิกถอนใบอนุญาต |
| สถิติการระงับบัญชี QR Code เงินหยวน (P2P) (ข้อมูลตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2568 ถึง พฤษภาคม 2569) | ดำเนินการระงับบัญชีส่วนตัวที่ใช้ในเชิงพาณิชย์แล้วอย่างน้อย 5,000 บัญชี |
ร่วมเป็นหูเป็นตาเพื่อสังคมการเงินที่ปลอดภัย
หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการประกอบธุรกิจ FOREX โดยกลุ่มที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ หรือพบการใช้บัญชีธนาคาร บัญชี e-money เพื่อรับส่งเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม FOREX รวมถึงการเปิดร้านค้าที่รับชำระเงินด้วยเงินตราต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องสังคมได้โดยการแจ้งเบาะแสไปที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ธปท. หมายเลขโทรศัพท์ 1213 ซึ่งทาง ธปท. จะนำข้อมูลไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ DSI เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ร่วมสร้างเกราะคุ้มกันทางการเงินเพื่ออนาคตของเราทุกคน
การเติบโตของโลกการเงินดิจิทัลไม่ได้นำมาซึ่งโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาพร้อมความท้าทายในการดูแลตัวเองและคนที่เราดูแล การรับรู้และเข้าใจในกติกาที่ถูกต้องไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เปรียบเสมือนแสงนำทางที่ช่วยให้เราก้าวเดินไปบนเส้นทางเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงและสง่างาม การที่หน่วยงานกำกับดูแลหันมาเอาจริงเอาจังและทำงานร่วมกันในทุกมิตินั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ช่วยสะท้อนว่า สภาพแวดล้อมทางการเงินของไทยกำลังถูกยกระดับให้เป็นเซฟโซนที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น มาช่วยกันส่งต่อความรู้ที่ถูกต้องนี้ไปยังครอบครัว เพื่อนพ้อง และคนรอบข้าง เพื่อร่วมเป็นพลังเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง และทำให้สังคมไทยเติบโตอย่างปลอดภัยและยั่งยืนไปพร้อมกัน
อ้างอิงจาก
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand) – www.bot.or.th
- กรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation) – www.dsi.go.th
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน และ พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน) – www.krisdika.go.th









