ธุรกิจสถานบันเทิงและร้านอาหารยามค่ำคืนเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย สร้างทั้งรายได้ การจ้างงาน และสีสันให้กับเมือง แต่เบื้องหลังแสงไฟ เสียงดนตรี และบรรยากาศที่ถูกออกแบบเพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการ ยังมีอีกหนึ่งต้นทุนที่ไม่ควรถูกลดทอนหรือมองข้าม นั่นคือ “ความปลอดภัย”
เหตุเพลิงไหม้สถานบริการที่เกิดขึ้นหลายครั้งในประเทศไทยและต่างประเทศสะท้อนบทเรียนเดียวกันว่า ความสูญเสียครั้งใหญ่ไม่ได้เกิดจากต้นเพลิงเพียงอย่างเดียว หากยังเกี่ยวข้องกับวัสดุตกแต่งที่เอื้อต่อการลุกลาม ระบบแจ้งเตือนและระงับเหตุ เส้นทางอพยพ การควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการ ตลอดจนความพร้อมของบุคลากรในนาทีวิกฤต
ถอดบทเรียนธุรกิจผับบาร์ไทย จากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ ทำอย่างไรให้ปลอดภัยและยั่งยืน
บทความนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงย้อนทบทวนโศกนาฏกรรมที่ผ่านมา แต่ต้องการถอดรหัสความเสี่ยงในเชิงธุรกิจ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมความปลอดภัย เพื่อชี้ให้เห็นว่า การลงทุนด้านการป้องกันอัคคีภัยไม่ใช่ภาระต้นทุน หากเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยปกป้องชีวิต รักษาความเชื่อมั่น และกำหนดความยั่งยืนของธุรกิจสถานบันเทิงไทยในระยะยาว

เมื่อแสงสว่างของยามค่ำคืนดับลง ถอดรหัส 3 โศกนาฏกรรมบาร์ดังของไทย
ในเชิงวิศวกรรมความปลอดภัย ความเสี่ยงในสถานบันเทิงมีค่าความคลาดเคลื่อน (Margin of Error) ที่ต่ำมาก เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้มักมีลักษณะปิดทึบ มีความมืด เสียงเพลงที่ดัง และมีความหนาแน่นของผู้ใช้บริการสูง ดังนั้นเมื่อเกิดการปะทุของเปลวไฟเพียงจุดเล็กๆ สถานการณ์จึงสามารถลุกลามกลายเป็นวิกฤตการณ์ระดับประเทศได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
1. ซานติก้าผับ (Santika Pub) ค่ำคืนส่งท้ายปีที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
- วันเกิดเหตุ : 1 มกราคม 2552
- ผู้เสียชีวิต : 67 ราย | ผู้บาดเจ็บ : กว่า 229 ราย
เหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ ย่านเอกมัย กรุงเทพมหานคร ต้นเพลิงหลักเกิดจากเอฟเฟกต์พลุไฟและเทคนิคพิเศษบนเวทีที่ถูกจุดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเข้าสู่ศักราชใหม่ สะเก็ดเพลิงได้พุ่งกระเด็นไปติดกับฝ้าเพดานด้านบน ซึ่งตกแต่งด้วยวัสดุไวไฟและไม่ได้ผ่านการบำบัดด้วยสารหน่วงไฟ (Fire Retardant) ปัจจัยนี้ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วเป็นวงกว้าง ท่ามกลางเสียงเพลงและความสับสนอลหม่าน
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยลักษณะของประตูทางออกหลักที่มีขนาดแคบและแออัด ส่งผลให้ผู้ใช้บริการจำนวนมากถูกเบียดเสียด ล้มทับกัน และไม่สามารถอพยพออกได้ทันเวลา ข้อมูลจากการชันสูตรพบว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ขาดอากาศหายใจจากควันพิษที่สะสมอย่างรวดเร็วในโถงอาคาร ซึ่งเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการเผาไหม้ของวัสดุตกแต่งภายใน
2. เมาน์เทน บี (Mountain B) บทเรียนจากฉนวนไวไฟและโครงสร้างดัดแปลง
- วันเกิดเหตุ : 5 สิงหาคม 2565
- ผู้เสียชีวิต : 26 ราย (เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 13 ราย และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา)
เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ณ สถานบริการเมาน์เทน บี อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เริ่มต้นขึ้นเมื่อเกิดประกายไฟซึ่งคาดว่า มาจากระบบไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณฝ้าเพดาน ประเด็นสำคัญของเหตุการณ์นี้ คือ การดัดแปลงโครงสร้างอาคาร ที่เดิมได้รับอนุญาตเป็นเพียงร้านอาหารธรรมดา แต่กลับแปรสภาพเป็นสถานบริการแบบปิดทึบเพื่อเล่นดนตรีสด
ทางร้านได้นำ “โฟมซับเสียง” หรือฟองน้ำรังไข่ ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความไวไฟสูง มาบุตามผนังและฝ้าเพดานเพื่อป้องกันเสียงเล็ดลอด ส่งผลให้เปลวไฟลุกลามกลืนกินพื้นที่อาคารเกือบทั้งหมดภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 นาที นอกเหนือจากนี้ โครงสร้างทางหนีไฟยังมีจำกัด ประตูทางออกบางจุดถูกล็อคหรือมีสิ่งกีดขวาง ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก ในขณะเดียวกัน อาคารที่ปิดทึบและขาดการถ่ายเทยังก่อให้เกิดการลุกลามอย่างรวดเร็วและมีเปลวไฟพุ่งออกจากช่องเปิด
3. โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว (Lat Phrao Brewery) ปัญหารูปแบบเดิมในบริบทใหม่
- วันเกิดเหตุ : 12 กรกฎาคม 2569
- ผู้เสียชีวิต : ประมาณ 27 ราย | ผู้บาดเจ็บ : ประมาณ 63 ราย
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ณ บริเวณห้าแยกลาดพร้าว เปลวไฟพุ่งทะลุโครงสร้างหลังคาของสถานบันเทิงที่เป็นอาคารชั้นเดียวปิดทึบ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างพิสูจน์สาเหตุ โดยเบื้องต้นมุ่งตรวจสอบระบบไฟฟ้าบริเวณฝ้าเหนือเวที
เมื่อเกิดไฟไหม้ ควันพิษหนาแน่นได้ปกคลุมพื้นที่เกือบจะทันทีพร้อมกับกระแสไฟฟ้าที่ดับลง ส่งผลให้ทัศนวิสัยกลายเป็นศูนย์ ผู้ประสบเหตุจำนวนมากเกิดความสับสน ท่ามกลางความมืดและสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยแก๊สพิษ ผู้สูญเสียกว่า 27 รายถูกพบกระจุกตัวอยู่ภายในบริเวณทางเดินไปห้องน้ำและห้องน้ำด้านหลังร้าน เนื่องจากไม่สามารถหาทางออกหลักได้เจอ จึงพยายามวิ่งหาแหล่งน้ำเพื่อเอาตัวรอด แต่สุดท้ายต้องขาดอากาศหายใจจากกลุ่มควันที่อบอวลอยู่หนาแน่น
จุดร่วมความสูญเสีย 3 ปัจจัยล้มเหลวทางโครงสร้างและความปลอดภัย
เมื่อนำทั้ง 3 โศกนาฏกรรมมาวิเคราะห์เปรียบเทียบในมิติด้านสถาปัตยกรรมและการจัดการความปลอดภัยทางกายภาพ จะพบว่ามี “ตัวแปรความล้มเหลว” ร่วมกัน 3 จุดหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องนำมาศึกษาและปรับปรุงแก้ไข
1) การเลือกใช้วัสดุซับเสียงราคาถูกและไวไฟ (Combustible Acoustic Materials)
ธุรกิจผับบาร์มักตั้งอยู่ใกล้กับชุมชน การควบคุมเสียงไม่ให้รบกวนภายนอกจึงเป็นโจทย์ทางธุรกิจที่สำคัญ อย่างไรก็ดี วิธีการที่ผู้ประกอบการมักเลือกใช้คือ การนำวัสดุกระดาษ พลาสติก พอลิสไตรีน และโฟมฟองน้ำโพลียูรีเทน (Polyurethane Foam) ซึ่งเป็นฉนวนซับเสียงราคาถูกมาบุไว้หนาแน่น
ในเชิงวิทยาศาสตร์ วัสดุจำพวกโฟมเหล่านี้เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่มีคุณสมบัติลุกไหม้ได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อเกิดการเผาไหม้ วัสดุเหล่านี้จะปลดปล่อยความร้อนสูงและก่อให้เกิด “แก๊สพิษชนิดร้ายแรง” เช่น แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ และไฮโดรเจนไซยาไนด์ พร้อมเขม่าควันดำหนาทึบ ควันพิษเหล่านี้สามารถทำให้ผู้ประสบภัยหมดสติภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่เปลวไฟจะสัมผัสร่างกายเสียอีก (อ้างอิงข้อมูลคุณสมบัติการเผาไหม้จากสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย)
2) ระบบสปริงเกอร์ดับเพลิงไม่มีการติดตั้งหรือชำรุดล้มเหลว
ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ (Fire Sprinkler System) คือ หัวใจสำคัญของการระงับเหตุอัคคีภัยในระยะเริ่มต้น มาตรฐานวิศวกรรมระบุชัดเจนว่า หากระบบสปริงเกอร์ทำงานได้อย่างถูกต้องทันทีที่เซ็นเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิที่สูงขึ้น มันจะสามารถสกัดกั้นและควบคุมเพลิงให้จำกัดอยู่ในวงแคบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทว่าในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 3 แห่ง พบว่า ไม่มีการติดตั้งระบบสปริงเกอร์ที่ครอบคลุมพื้นที่ หรือระบบไม่ทำงานในวินาทีวิกฤต ส่งผลให้เปลวไฟที่ลุกไหม้บนฝ้าเพดานไม่มีอุปสรรคขัดขวาง และสามารถลุกลามกลืนกินโครงสร้างอาคารไปอย่างรวดเร็ว
3) ประตูและทางออกฉุกเฉินไม่ชัดเจน ล็อคกุญแจ หรือใช้งานไม่ได้จริง
แม้ตัวอาคารจะมีป้ายบอกทางหนีไฟตามกฎหมายกำหนด แต่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่มีควันไฟหนาทึบและไฟฟ้าตัด แสงสว่างฉุกเฉินมักไม่ทำงานหรือมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ นอกจากนี้ การจัดการอพยพยังเผชิญกับอุปสรรคเชิงบริหารจัดการ เช่น ประตูหนีไฟถูกล็อคเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าใช้บริการ หรือเส้นทางหนีไฟมีความคับแคบและมีสิ่งกีดขวาง
พฤติกรรมของมนุษย์ในยามตื่นตระหนกและทัศนวิสัยลดลง ทุกคนจะพยายามวิ่งกลับไปหาทางออกหลักที่ตนเองเดินเข้ามา เมื่อทางออกนั้นแคบจึงเกิดการเบียดทับกัน ในขณะเดียวกัน ผู้ที่หลงทางมักหันไปพึ่งพิงห้องน้ำเพื่อหาแหล่งน้ำ ซึ่งจุดอับเหล่านั้นมักกลายเป็นกับดักควันพิษที่นำไปสู่ความสูญเสีย
ถอดบทเรียนต่างแดน โมเดลการจัดการความปลอดภัยผับบาร์ระดับสากล
ปัญหาอัคคีภัยในสถานบันเทิงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ทั่วโลกต่างเคยเผชิญกับบทเรียนที่เจ็บปวด และได้พัฒนาระบบเพื่อจัดการความเสี่ยงเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม
กรณีศึกษา : เหตุเกิดที่บาร์ในเมืองสกีรีสอร์ต Crans-Montana เลอ คองสเตลาซิยง (Le Constellation) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เมื่อช่วงปีใหม่ พ.ศ. 2569 เกิดเพลิงไหม้ที่ร้าน Le Constellation บาร์กึ่งรีสอร์ทสกีใต้ดินทางตะวันตกเฉียงใต้ของสวิตเซอร์แลนด์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 40 ราย และบาดเจ็บ 119 ราย สาเหตุเกิดจากการจุด “ไฟเย็น” (Sparklers) บนขวดแชมเปญเฉียดใกล้ฝ้าเพดานที่กรุด้วยฉนวนซับเสียงไวไฟ
การแก้ปัญหาของรัฐบาลสวิสมุ่งเน้นไปที่การสอบสวนเชิงระบบ (Systemic Analysis) โดยตรวจสอบชนิดของวัสดุ มาตรฐานโครงสร้างทางหนีไฟ และการควบคุมความจุคนอย่างเข้มงวด หากพบการใช้วัสดุที่ต่ำกว่ามาตรฐาน จะมีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในสังคม
แนวทางการจัดการของหน่วยดับเพลิงลอนดอน (London Fire Brigade – LFB)
สหราชอาณาจักรมีการบังคับใช้ระเบียบปฏิบัติที่ครอบคลุมสำหรับสถานบันเทิง (อ้างอิงจากแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยอัคคีภัยของ LFB) โดยLFB แนะนำให้ระบบเสียงหยุดทำงานเมื่อสัญญาณเตือนไฟไหม้ดังขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้ยินคำเตือนและคำสั่งอพยพ เพื่อให้เป็นแนวทางในการธุรกิจดำเนินไปพร้อมกับความปลอดภัยของผู้บริโภค
- การประเมินความเสี่ยงอัคคีภัยอย่างสม่ำเสมอ (Fire Risk Assessments – FRA) : ผู้ประกอบการต้องมีเอกสาร FRA ที่ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ ระบุแหล่งกำเนิดความร้อน แหล่งเชื้อเพลิง และรูปแบบการอพยพอย่างชัดเจน
- มาตรฐานวัสดุตกแต่งภายใน (Decorative & Wall Linings) : กำหนดเคร่งครัดว่าผนัง ฝ้าเพดาน และวัสดุซับเสียงต้องทำจากวัสดุที่ไม่ติดไฟ (Non-combustible) หรือวัสดุหน่วงไฟที่ผ่านการรับรอง และห้ามใช้อุปกรณ์จุดประกายไฟภายในร้าน
- ระบบการตัดเสียงอัตโนมัติ (Sound Interlocking System) : ระบบเครื่องเสียงต้องเชื่อมต่อกับระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เมื่อเกิดเหตุ ระบบไฟฉุกเฉินจะสว่าง และเครื่องเสียงจะถูกตัดการทำงานอัตโนมัติ เพื่อให้ทุกคนได้ยินเสียงเตือนภัย
- การฝึกอบรมบุคลากร (Staff Fire Safety Training) : พนักงานทุกคนต้องผ่านการฝึกอบรมการใช้ถังดับเพลิง และทักษะการเป็นผู้นำเพื่อ “นำทางอพยพ” (Shepherding) ให้ลูกค้าออกทางออกฉุกเฉินอย่างเป็นระเบียบ
ตารางเปรียบเทียบข้อมูลโศกนาฏกรรมเชิงสถิติ
เพื่อให้เห็นภาพรวมเชิงโครงสร้างและปัจจัยหลักที่นำไปสู่เหตุอัคคีภัย ข้อมูลด้านล่างแสดงสถิติและตัวแปรที่สำคัญของแต่ละเหตุการณ์
| ข้อมูลเปรียบเทียบ | ซานติก้าผับ (Santika Pub) | เมาน์เทน บี (Mountain B) | โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว | เลอ คองสเตลาซิยง (สวิตเซอร์แลนด์) |
| วันเกิดเหตุ | 1 มกราคม 2552 | 5 สิงหาคม 2565 | 12 กรกฎาคม 2569 | 1 มกราคม 2569 |
| ยอดผู้เสียชีวิต | 67 ราย | 26 ราย | 27 ราย | 40 ราย |
| ยอดผู้บาดเจ็บ | กว่า 229 ราย | 13 ราย (เสียชีวิตที่ รพ. ภายหลัง) | 63 ราย | 119 ราย |
| จุดเริ่มต้นเพลิงไหม้ | เอฟเฟกต์พลุไฟบนเวทีสัมผัสกับเพดานอาคาร | ประกายความร้อนคาดว่าจากไฟฟ้าลัดวงจรใต้หลังคา | ระบบไฟฟ้าบริเวณฝ้าเหนือเวที | จุดไฟเย็นบนขวดแชมเปญเฉียดใกล้เพดาน |
| วัสดุเร่งไฟที่สำคัญ | วัสดุตกแต่งภายในและฝ้าเพดานที่ติดไฟง่าย | โฟมซับเสียง (ฟองน้ำรังไข่ไวไฟสูง) | วัสดุตกแต่งเพดาน พลาสติก/ลูกโป่งแก๊ส | โฟมซับเสียงและวัสดุซับเสียงใต้ดิน |
| ปัจจัยขัดขวางการหนีไฟ | ประตูทางออกหลักแคบและผู้คนอัดแน่นเบียดเสียด | ประตูทางหนีไฟถูกล็อค/ปิดกั้น และป้ายไม่ชัดเจน | ไฟดับมืด ควันหนา ผู้ประสบภัยพยายามหนีหลบเข้าห้องน้ำ | สถานที่ตั้งอยู่ใต้ดินลึก และผู้ใช้บริการหนาแน่นเกินความจุ |
| ปรากฏการณ์ทางวิศวกรรม | การลุกไหม้รวดเร็วจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง | เกิดกระบวนการไพโรไลซิสและ Backdraft รุนแรง | ไฟลามอย่างรวดเร็วทางฝ้าเพดานจนสูดดมควันพิษ | การเผาไหม้ในที่ปิดทึบขาดอากาศถ่ายเทตามธรรมชาติ |
คู่มือเอาชีวิตรอดจากเหตุเพลิงไหม้ฉุกเฉิน
เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน การมีสติและการมีความรู้ที่ถูกต้อง คือ เส้นแบ่งระหว่างความปลอดภัยและการสูญเสีย แนวทางการเอาตัวรอดและการใช้เครื่องมือระงับเหตุอัคคีภัยที่ทุกคนควรศึกษาไว้มีดังนี้
วิธีเอาตัวรอดจากอัคคีภัยในพื้นที่ปิด
- กดสัญญาณเตือนและรีบหลบหนีออกจากพื้นที่ทันที : หากสถานที่นั้นมีสัญญาณแจ้งเตือนภัย ให้รีบกดหรือดึงสัญญาณเพื่อแจ้งเตือนบุคคลอื่นรอบข้าง จากนั้นให้รีบนำพาตัวเองอพยพออกจากที่เกิดเหตุอย่างเร็วที่สุด และโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิง (โทร 199) ทันที เมื่อออกมาได้แล้ว ควรหาดื่มน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากการรับความร้อน
- ถอดเครื่องประดับที่เป็นโลหะออก : ควรถอดเครื่องประดับทุกชิ้นที่เป็นโลหะ เช่น นาฬิกา ต่างหู สร้อย กำไล หรือแหวน ออกจากตัว เนื่องจากวัสดุประเภทโลหะจะสะสมและอมความร้อนได้สูงมาก หากต้องสัมผัสความร้อนสูง อาจทำให้ผิวหนังเกิดการพุพองและไหม้รุนแรงขึ้น
- ใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกปากเพื่อกรองอากาศพิษ : หากยังคงติดอยู่ภายในโครงสร้างอาคาร ให้พยายามหาผ้าผืนใหญ่ชุบน้ำพอหมาดมาปิดบริเวณจมูกและปาก เพื่อลดการสูดดมกลุ่มควันและแก๊สพิษที่เป็นอันตรายเข้าสู่ร่างกาย อีกทางเลือกหนึ่ง คือ การใช้ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ กวาดอากาศสะอาดในจุดที่ไม่มีควันมาสวมหัวเพื่อใช้พยุงหายใจ หากทำได้ ควรใช้ผ้าห่มหนาๆ ชุบน้ำบิดหมาดคลุมทั่วร่างกายเพื่อลดโอกาสที่เปลวไฟจะโดนผิวหนังโดยตรง
- หมอบคลานต่ำและย่อตัวให้มากที่สุด : ในขณะอพยพเคลื่อนย้ายร่างกาย ให้ใช้วิธีหมอบคลานต่ำหรือย่อตัวลงให้ใกล้กับพื้นผิวมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มควันไฟและคาร์บอนมอนอกไซด์จะลอยขึ้นสู่ที่สูง ในขณะที่ปริมาณออกซิเจนที่สะอาดกว่าจะลอยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า
- ใช้บันไดหนีไฟและห้ามใช้ลิฟต์อย่างเด็ดขาด : ควรเลือกใช้เฉพาะบันไดหนีไฟหลักเพื่อหาทางออกสู่นอกอาคาร และห้ามก้าวเท้าเข้าสู่ลิฟต์อย่างเด็ดขาดเนื่องจากระบบไฟฟ้าอาจขัดข้องจนทำให้ลิฟต์ค้างและผู้โดยสารขาดอากาศหายใจ โดยธรรมชาติให้เลือกวิ่งลงสู่ชั้นล่าง แต่หากเปลวไฟและควันหนาทึบจนปิดกั้นไม่สามารถลงด้านล่างได้ ให้พยายามอพยพขึ้นสู่ชั้นดาดฟ้าของอาคารเพื่อรอรับการช่วยเหลือ
- หลีกเลี่ยงการวิ่งหนีเข้าสู่จุดอับ : ห้ามวิ่งหนีเข้าไปหลบซ่อนในจุดอับต่างๆ เช่น ห้องน้ำ ซอกกำแพง หรือชั้นใต้ดิน เพราะเป็นบริเวณที่ไม่มีช่องทางลมถ่ายเท และเสี่ยงต่อการถูกควันไฟรมหรือโดนไฟคลอกจนเสียชีวิตได้สูง
- ทดสอบความร้อนของประตูก่อนเปิดทุกครั้ง : หากกำลังหลบหนีอยู่ภายในห้องปิด ก่อนจะทำการเปิดประตูออกไปด้านนอก ให้ใช้หลังมือสัมผัสเบาๆ ที่บริเวณลูกบิดประตูหรือแผ่นบานประตูก่อนเสมอ หากพบว่ามีความร้อนสูง ห้ามเปิดประตูนั้นอย่างเด็ดขาด เนื่องจากอาจมีกองเพลิงขนาดใหญ่กำลังปะทุอยู่อีกฝั่ง วิธีรับมือคือใช้ผ้าหนาๆ ชุบน้ำมาอุดรูและร่องขอบประตู ปิดเครื่องปรับอากาศและพัดลมทั้งหมดเพื่อป้องกันการดูดควันพิษ และส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือผ่านทางหน้าต่างหรือระเบียงห้อง
ขั้นตอน 3 Step ดับไฟบนร่างกาย (Stop, Drop, and Roll)
หากเสื้อผ้าติดไฟระหว่างอพยพ ห้ามวิ่งหนีเด็ดขาดเพราะกระแสลมจะโหมไฟให้แรงขึ้น ให้ปฏิบัติตามหลักสากล ดังนี้
- Stop (หยุด) : หยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่วิ่งไปมาเพื่อตัดกระแสลม
- Drop (หมอบ) : ทรุดตัวหมอบนอนราบบนพื้น ป้องกันเปลวไฟลามขึ้นศีรษะ
- Roll (กลิ้ง) : ใช้มือสองข้างกุมปิดใบหน้า กลิ้งตัวสลับซ้ายขวากับพื้นราบจนกว่าไฟจะดับสนิท
เมื่อปลอดภัยแล้ว ให้ค่อยๆ ตัดหรือถอดเสื้อผ้าออก ห้ามกระชากเพราะเนื้อผ้าอาจติดกับผิวหนังที่โดนลวก
คู่มือการใช้ถังดับเพลิงฉุกเฉิน (ดึง-ปลด-กด-ส่าย)

หากเพลิงเพิ่งก่อตัวและขนาดไม่ใหญ่ ควรใช้ถังดับเพลิงระงับเหตุภายใน 2 นาที โดยมี 4 ขั้นตอนดังนี้
- ดึง: ยกถังด้วยมือที่ถนัด หันป้ายฉลากเข้าหาตัว ดึงสลักนิรภัยออก ยืนเหนือลมและห่างจุดเกิดเหตุ 3-4 เมตร
- ปลด : ปลดปลายสายฉีดออกจากตัวล็อก จับสายให้มั่นคง เล็งไปที่ “ฐาน” ของกองไฟ
- กด : กดบีบคันบังคับลงให้สุด เพื่อปล่อยสารดับเพลิงออกมาอย่างต่อเนื่อง
- ส่าย : ส่ายปลายสายฉีดสลับซ้ายขวาให้ครอบคลุมฐานกองไฟ ย่อตัวลงเล็กน้อย เมื่อไฟดับสนิทจึงถอยตัวออกมาช้าๆ
บทสรุป
ทุกเหตุเพลิงไหม้ทิ้งบทเรียนสำคัญไว้เหมือนกันว่า ความปลอดภัยไม่อาจฝากไว้กับโชค การมีถังดับเพลิงหรือป้ายทางออกเพียงเพื่อให้ผ่านการตรวจสอบ ย่อมไม่เพียงพอ หากระบบเหล่านั้นไม่สามารถใช้งานได้จริงเมื่อเกิดเหตุ หรือบุคลากรไม่รู้ว่าจะต้องนำผู้ใช้บริการอพยพไปในทิศทางใด
โจทย์สำคัญของธุรกิจสถานบันเทิงไทยจึงไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่ที่สวยงามและสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ แต่ต้องออกแบบทุกองค์ประกอบโดยมีชีวิตของผู้คนเป็นศูนย์กลาง ตั้งแต่การเลือกวัสดุที่ผ่านมาตรฐาน การติดตั้งและบำรุงรักษาระบบแจ้งเหตุและระงับเพลิง การเปิดทางหนีไฟให้พร้อมใช้งาน การควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการ ไปจนถึงการฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ
ในมุมของผู้ประกอบการ การยกระดับมาตรฐานเหล่านี้ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า แต่เป็นการลงทุนในความเชื่อมั่น ชื่อเสียง และความต่อเนื่องของธุรกิจ ขณะที่ภาครัฐต้องกำกับดูแลอย่างจริงจัง โปร่งใส และไม่ปล่อยให้มาตรฐานความปลอดภัยกลายเป็นเพียงเอกสารบนกระดาษ
ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อทุกค่ำคืนไม่ได้มอบเพียงความสนุก แต่ยังมอบความมั่นใจว่าผู้ใช้บริการทุกคนจะสามารถเดินออกจากสถานที่นั้นกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย เพราะสำหรับธุรกิจที่ดี ความประทับใจอาจทำให้ลูกค้ากลับมาอีกครั้ง แต่ความปลอดภัยคือเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสกลับมา
ตารางสรุป : ถอดรหัส 3 โศกนาฏกรรมไฟไหม้ผับดัง และ 3 จุดสลบที่ต้องแก้!
| ข้อมูลเปรียบเทียบ | ซานติก้าผับ | เมาน์เทน บี | โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว |
| ความสูญเสีย | เสียชีวิต 67 ราย / เจ็บกว่า 229 ราย | เสียชีวิต 26 ราย / เจ็บ 13 ราย | เสียชีวิต 27 ราย / เจ็บ 63 ราย |
| ต้นเพลิง | เอฟเฟกต์พลุไฟบนเวทีสัมผัสเพดาน | ประกายไฟจากไฟฟ้าลัดวงจรใต้หลังคา | ระบบไฟฟ้าบริเวณฝ้าเหนือเวที |
| เชื้อเพลิงหลัก | วัสดุตกแต่งภายในและฝ้าเพดานที่ติดไฟง่าย | โฟมซับเสียง (ฟองน้ำรังไข่ไวไฟสูง) | วัสดุตกแต่งเพดาน พลาสติก ลูกโป่งแก๊ส |
| ปัจจัยขัดขวางการรอดชีวิต | ประตูทางออกหลักแคบ ผู้คนอัดแน่นเบียดเสียด | ประตูทางหนีไฟถูกล็อค/ปิดกั้น ป้ายไม่ชัดเจน | ไฟดับมืด ควันหนา ผู้ประสบภัยพยายามหนีหลบเข้าห้องน้ำ |
อ้างอิงจาก
- https://science.royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2022/11/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9.pdf
- https://www.london-fire.gov.uk/safety/the-workplace/nightclubs-bars-and-pubs-fire-safety/
- https://www.nfpa.org/news-blogs-and-articles/nfpa-journal/2026/02/11/nightclub-fires-safety-challenges
- https://www.originandcause.com.au/post/nightclubfireswhytheykeephappening
- https://allwellhealthcare.com/how-to-survive-a-fire/
- https://www.youtube.com/watch?v=3XtelZ-qWRM










