ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุส กำลังกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในช่วงกลางปี 2569 เนื่องจากเส้นทางเดินเรือแห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งน้ำมันและพลังงานโลก ทุกการยกระดับของสถานการณ์จึงสามารถส่งแรงกระเพื่อมไปยังราคาพลังงาน เงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ค่าเงิน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว
เจาะความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน เอฟเฟกต์พันธบัตร ทิศทางทองคำ และทางรอดตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนในตลาดขณะนี้ไม่ได้มีต้นตอจากความเสี่ยงด้านสงครามเพียงด้านเดียว นักลงทุนยังต้องจับตาการปรับตัวขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในระดับสูง ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ ตลอดจนความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางประเทศสำคัญ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กำลังสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ และทำให้กระแสเงินทุนทั่วโลกหมุนเปลี่ยนทิศทางอยู่ตลอดเวลา
บทความนี้ THE SIGNALs จะพาไปเชื่อมโยงภาพใหญ่ตั้งแต่สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุส ตลาดพันธบัตรและทองคำ ไปจนถึงค่าเงินบาทและโอกาสในตลาดหุ้นไทย ผ่านมุมมองของ คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อถอดรหัสว่าสัญญาณใดเป็นความเสี่ยงระยะสั้น สัญญาณใดสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และนักลงทุนควรติดตามตัวแปรใดเป็นพิเศษ ท่ามกลางโลกการลงทุนที่ข่าวจากอีกซีกโลกสามารถเปลี่ยนทิศทางของพอร์ตได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
เจาะลึกความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ และ อิหร่าน ณ ช่องแคบฮอร์มุส
สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุสกลับมาอยู่ในภาวะตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออิหร่านได้ประกาศจุดยืนว่าจะทำการปิดช่องแคบแห่งนี้จนกว่าทางการสหรัฐฯ จะยุติการเข้ามาแทรกแซงในพื้นที่ ในทางตรงกันข้าม สหรัฐฯ ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าช่องแคบฮอร์มุสจะต้องเปิดให้บริการตามปกติ
ข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุถึงปริมาณการสัญจรในพื้นที่ว่า ปัจจุบันยังมีเรือสินค้าแล่นเข้าออกเฉลี่ยประมาณวันละ 20 ลำ ซึ่งตัวเลขนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปกติในช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งที่ระดับ 34 ลำต่อวัน และเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเกือบ 60 ลำต่อวัน การที่เรือสินค้ายังคงสามารถเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าวได้ในขณะนี้ เป็นผลมาจากการที่กองทัพสหรัฐฯ คอยให้ความคุ้มครองอย่างใกล้ชิด
ยุทธวิธี “ซัดกลับแบบเกินเบอร์” ของสหรัฐฯ
สิ่งที่น่าสนใจในความขัดแย้งระลอกนี้คือยุทธวิธีที่สหรัฐฯ นำมาใช้ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิม ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา มีรายงานการโจมตีตอบโต้กันระหว่างสองฝ่ายถึง 4 รอบ โดยสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจส่งฝูงบินเข้าโจมตีจุดยุทธศาสตร์ของอิหร่านจำนวนมากถึง 500-600 จุด
เป้าหมายหลักของการโจมตีมุ่งเน้นไปที่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางการทหาร ทั้งคลังเก็บอาวุธ จุดยิงขีปนาวุธ และฐานปฏิบัติการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ถูกระบุว่าใช้ในการโจมตีเรือขนส่งสินค้าที่ไม่ยอมขออนุญาตเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุส ยุทธวิธีใหม่นี้ถูกประเมินว่าเป็นการ “ตอบโต้อย่างรุนแรงหนักหน่วงเกินเบอร์” นั่นหมายความว่า เมื่ออิหร่านเปิดฉากโจมตี สหรัฐฯ จะทำการสวนกลับทันทีด้วยกำลังและปริมาณที่เหนือกว่าหลายเท่าตัว จุดประสงค์หลักคือเพื่อกดดันและบั่นทอนศักยภาพทางการทหารของ IRGC โดยตรง
ผลกระทบวงกว้างต่อประเทศเพื่อนบ้านรอบอ่าวเปอร์เซีย
ยุทธวิธีที่ดุดันของสหรัฐฯ ย่อมส่งผลให้อิหร่านต้องตอบโต้กลับอย่างหนักเช่นเดียวกัน ล่าสุด อิหร่านได้ขยายวงการโจมตีไปยังฐานทัพและระบบป้องกันภัยทางอากาศ (รวมถึงเรดาร์ของสหรัฐฯ) ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านรอบอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ กาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และโอมาน
นอกจากเป้าหมายทางการทหารแล้ว การโจมตียังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและอุตสาหกรรมพลังงานของโอมาน ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โรงกลั่นน้ำมัน และแท่นขุดเจาะน้ำมัน เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากจนรัฐบาลโอมานต้องดำเนินการส่งหนังสือประท้วงและเรียกทูตอิหร่านเข้าพบเพื่อชี้แจง
ประเมินทิศทางและแนวโน้มความรุนแรงของสถานการณ์
เมื่อพิจารณาจากรูปแบบการปะทะ มีการประเมินว่าระดับของสงครามยังคงทรงตัวอยู่ในเกณฑ์ระดับกลาง (ระดับ 0) ซึ่งมีลักษณะของการตอบโต้กันไปมาด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล สถานการณ์ยังไม่น่าจะยกระดับไปถึงขั้นการส่งทหารราบยกพลขึ้นบกเพื่อทำลายล้างกันโดยสมบูรณ์ (ระดับ 1)
ลักษณะของสงครามระดับกลางนี้มักจะมีความยืดเยื้อ ต่างฝ่ายต่างโจมตีสลับกันไปมา ซึ่งย่อมสร้างความเดือดร้อนและผลกระทบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา สหรัฐฯ เคยใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) เพื่อเป็นเครื่องมือบีบบังคับให้อิหร่านยอมเจรจา แต่ในรอบนี้ สหรัฐฯ เลือกที่จะฝืนเปิดช่องแคบฮอร์มุสเอาไว้ แม้จะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียบ้างก็ตาม
ผลลัพธ์จากการตอบโต้อย่างหนักหน่วงนี้ คาดว่าได้ทำลายศักยภาพของ IRGC ไปพอสมควร สังเกตได้จากข้อมูลที่ประเมินว่า จากเดิมที่อิหร่านอาจมีความสามารถในการโจมตีเรือที่ฝ่าฝืนคำสั่งได้ถึง 8-9 ลำจากจำนวน 10 ลำ ปัจจุบันศักยภาพดังกล่าวอาจลดลงเหลือเพียงความสามารถในการโจมตีได้เพียง 2 ลำจาก 10 ลำเท่านั้น
ในขณะเดียวกันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เรือพาณิชย์สัญจรได้แล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้อิหร่านจะประกาศปิดช่องแคบหลังจากเรือลำหนึ่งแล่นในเส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาตและถูกโจมตีก็ตาม
อย่างไรก็ดี ในท้ายที่สุดแล้ว มีความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งนี้จะเข้าสู่สภาวะยื้อเยื้อไปอีกระยะหนึ่ง ก่อนที่กลไกทางการทูตจะเริ่มทำงาน โดยจะต้องอาศัยคนกลางเข้ามาช่วยประนีประนอม เพื่อดึงทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา และคาดว่าระดับความตึงเครียดจะค่อยๆ ปรับลดลงไปอยู่ที่ระดับผ่อนคลาย (-1) ได้ในที่สุด
เจาะลึก ตลาดเงิน ตลาดทุน และความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก
การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ส่งผลแค่ในมิติของความมั่นคง แต่ยังมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยและสินทรัพย์ปลอดภัย
ปรากฏการณ์ Real Yield และแรงกดดันต่อราคาทองคำ หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามองคือการพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง หรือ Real Yield (Real Yield = Nominal Yield – Expected Inflation) โดยเฉพาะในส่วนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ คือ สาเหตุที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้นในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้นจากภาวะสงครามแต่อย่างใด เนื่องจากคาดการณ์เงินเฟ้อได้ทยอยปรับตัวลดลงมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเดือนมิถุนายน ทว่าสาเหตุหลักมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 30 ปี ที่ปรับตัวพุ่งทะลุระดับ 5% ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการดันให้ Bond Yield พุ่งสูงขึ้น คือความต้องการระดมทุนและการออกพันธบัตรในปริมาณมหาศาลจากภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี (Tech Firms) ที่ต้องการเงินทุนเพื่อขยายกิจการ ข้อมูลระบุว่ากลุ่มบริษัทเทคโนโลยีมีการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงเท่าตัว จากเดิมที่ประมาณ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ พุ่งสูงขึ้นเกือบแตะระดับ 2 ถึง 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ การดึงดูดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรต้องปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด
ทำไมทองคำถึงได้รับผลกระทบ?
เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) มีค่าเป็นบวกและอยู่ในระดับที่สูงมาก นักลงทุนสถาบันและรายย่อยจำนวนมากมองเห็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เพียงแค่นำเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อล็อกผลตอบแทนในระยะยาว ก็สามารถเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้อย่างคุ้มค่าโดยแทบจะปราศจากความเสี่ยง ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินทรัพย์ที่ไม่มีการจ่ายเงินปันผลหรือไม่มีการเติบโตของกำไรในตัวเองอย่าง “ทองคำ”
ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเวลาปัจจุบัน ราคาทองคำจึงเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักและกลายเป็นสินทรัพย์ที่คาดเดาทิศทางได้ยาก แม้ว่าในอีกมุมหนึ่ง ธนาคารกลางของประเทศจีนจะมีความพยายามในการปรับลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลงอย่างต่อเนื่อง (จากที่เคยถือครองมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) และหันไปสะสมทองคำแท่งเข้าทุนสำรองเพิ่มขึ้น (เฉพาะในเดือนพฤษภาคม จีนได้เข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้นถึง 10 ตัน) ก็ตาม แต่แรงซื้อดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอที่จะต้านทานกระแสของ Real Yield ที่พุ่งสูงได้ ในระยะนี้การรอดูสถานการณ์และหลีกเลี่ยงการลงทุนในทองคำไปก่อนจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล
สำหรับการติดตามข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ในวันที่ 14 กรกฎาคม ตลาดการเงินต่างเฝ้ารอการแถลงของ Kevin Warsh ต่อคณะกรรมาธิการการเงินของวุฒิสภา ควบคู่ไปกับการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ หากตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.8% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 4.2%) ปัจจัยนี้อาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) เริ่มชะลอการปรับตัวขึ้นและย่อตัวลง ซึ่งจะช่วยคลายแรงกดดันที่มีต่อราคาทองคำลงได้บ้าง
ทิศทางค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐ เงินบาทไทย และความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่น
เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้น ย่อมมีความสัมพันธ์เชิงบวกที่ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น สาเหตุเป็นเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่มากกว่าเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดของสงคราม
อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่าทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ภายใต้บริบทที่อาจเข้าสู่ยุค “ทรัมป์ 2.0” น่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวออกด้านข้าง (Sideway) มากกว่าที่จะแข็งค่าพุ่งทะยานไปไกลกว่านี้ เหตุผลสำคัญคือส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ เริ่มมีช่องว่างที่แคบลง เนื่องจากธนาคารกลางในฝั่งยุโรปและญี่ปุ่นได้เริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อในประเทศของตนเช่นกัน
หันมามองที่ ค่าเงินบาทของไทย กลับพบว่ามีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะสวนทางกับทิศทางความแข็งแกร่งของดอลลาร์ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากกระแสเงินทุนหมุนเวียน (Capital Inflows) ของต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยที่ยังคงรักษาระดับได้ดีไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่น่ากังวล ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นตัวชี้วัดแบบตามหลัง (Lagging Indicator) ซึ่งพฤติกรรมของค่าเงินบาทในขณะนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติได้มองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยล่วงหน้าและได้เคลื่อนย้ายเม็ดเงินเข้ามารอรับโอกาสนี้แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเสี่ยงในระดับมหภาคที่ต้องติดตาม นั่นคือความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปัจจุบันมีรายงานคาดการณ์ว่า BOJ อาจเผชิญความจำเป็นที่จะต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมา เพื่อนำเงินดอลลาร์เข้าแทรกแซงและพยุงค่าเงินเยนของตนเองที่อ่อนค่าลงอย่างหนัก หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดพันธบัตรทั่วโลก
(อ้างอิงข้อมูลโครงสร้างการถือครองตราสารหนี้: ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังคงรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ของโลกในฐานะผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากที่สุด ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยสหราชอาณาจักร หรือ UK ในอันดับที่ 2 ซึ่งถือครองอยู่มูคค่า 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่จีนได้ลดสัดส่วนการถือครองลงไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าสองประเทศนี้แล้ว)
มุมมองและกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดโลก ตลาดหุ้นไทยกำลังถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในพื้นที่พักพิงที่น่าสนใจ
- ตลาดหุ้นไทย
ในสภาวะที่ตลาดทุนต่างประเทศมีความผันผวนสูงและประเมินทิศทางได้ยาก โดยเฉพาะในตลาดหุ้นเอเชียเหนืออย่างเช่น เกาหลีใต้ และ ไต้หวัน ซึ่งที่ผ่านมามีกระแสการเก็งกำไรในกองทุนประเภท Leverage ETF กันอย่างแพร่หลายจนส่งผลให้ตลาดเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ความเสี่ยงที่สูงขึ้นนี้ทำให้นักลงทุนสถาบันต่างชาติเริ่มปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยหลีกเลี่ยงตลาดที่มีความเปราะบางและเลือกที่จะหมุนเงินทุนเข้ามาพักไว้ในตลาดหุ้นไทยแทน
สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยถูกมองว่า เป็นตลาดเชิงรับหรือแหล่งพักเงินเชิงสัมพัทธ์ในสายตานักลงทุนบางกลุ่ม จาก Valuation และอัตราเงินปันผลที่น่าสนใจ
- การวิเคราะห์หุ้นรายกลุ่มตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
กนง. ประเมิน GDP ไทยปี 2026 เติบโต 2.3% โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI จริง แต่ ธปท. ยังระบุว่าการฟื้นตัวอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง
การจัดพอร์ตการลงทุนโดยอิงตามธีม (Theme) การฟื้นตัวนี้จึงมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยสามารถแบ่งรายละเอียดของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ได้ดังนี้
1. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (รับอานิสงส์เชิงบวกจากการลงทุนโดยตรง)
กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสเงินทุนและการย้ายฐานการผลิตที่ไหลเข้ามา หุ้นที่โดดเด่นคือ WHA และ AMATA ซึ่งราคาได้ปรับตัวสะท้อนทิศทางเชิงบวกไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะสำหรับ AMATA นั้น มีการประเมินว่าตัวเลขผลประกอบการที่จะประกาศออกมาจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ในส่วนของ WHA แม้ว่าผลประกอบการในระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็นความโดดเด่นกระโดดข้ามขั้นนัก แต่ก็ยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มระบบสาธารณูปโภคที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกัน (ตัวอย่างเช่น หุ้น WHAUP หรือบริษัทที่ให้บริการด้านพลังงานและน้ำประปาในโครงข่ายของนิคมอุตสาหกรรมและแวร์เฮ้าส์) ก็จะได้รับผลพลอยได้ตามไปด้วย จากปริมาณการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นของผู้เช่าพื้นที่
2. กลุ่มโรงไฟฟ้า (เชื่อมโยงธีม Data Center และการลงทุนพลังงาน)
หุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหุ้น GULF สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ช่วงก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับแรงเทขายไปพอสมควร การฟื้นตัวนี้เกิดจากความชัดเจนของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ควบคู่ไปกับหุ้นอย่าง BGRIM และ GUNKUL ที่มีทิศทางการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องไปกับแนวโน้มความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งต้องพึ่งพากระแสไฟฟ้าจำนวนมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง
3. กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (สะท้อนภาพบวกจากการส่งออก)
ภาคการส่งออกที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวได้สะท้อนมายังหุ้นกลุ่มนี้โดยตรง หุ้น HANA และ KCE มีการปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรง ซึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์ว่าแนวโน้มผลประกอบการ (Earning) จะออกมาในทิศทางที่ดีเยี่ยมตามยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น สำหรับหุ้น HANA นั้น มีความเห็นว่าสามารถเป็นตัวเลือกที่พิจารณาถือครองในระยะยาวได้
4. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่อิงตามเศรษฐกิจ)
หุ้นในกลุ่มธนาคารได้มีการปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ จนทำให้ระดับราคาในปัจจุบันอยู่ในจุดระดับกลางๆ และไม่ได้ถือว่ามีราคาถูกอีกต่อไป กลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนในระยะนี้คือ การพิจารณาขายทำกำไรหุ้นกลุ่มธนาคารออกไปก่อนที่บริษัทจะประกาศงบการเงิน
เหตุผล คือ ราคาหุ้นบนกระดานได้ปรับตัวขึ้นไปรับข่าวดีและความคาดหวังล่วงหน้าค่อนข้างมากแล้ว หากงบการเงินที่ประกาศออกมาอยู่ในเกณฑ์ดี ราคาหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นต่อไปได้อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน หากผลประกอบการประกาศออกมาแย่กว่าที่ตลาดประเมินไว้ หุ้นกลุ่มนี้อาจต้องเผชิญกับแรงเทขายเพื่อลดความเสี่ยงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่เน้นการถือครองระยะยาวและไม่ได้ให้ความสำคัญกับความผันผวนในรอบสั้น ก็ยังสามารถพิจารณาถือต่อไปได้ตามปกติ
5. หุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่มีความน่าสนใจ
- กลุ่มโรงพยาบาล (เช่น BDMS) : ในระยะสั้น หุ้นกลุ่มนี้อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันเชิงจิตวิทยาจากทั้งประเด็นความตึงเครียดในฮอร์มุสที่อาจกระทบต่อผู้ป่วยต่างชาติบางกลุ่ม และแนวโน้มงบการเงินที่อาจจะยังไม่สะท้อนภาพการเติบโตที่ชัดเจนนัก จึงอาจต้องหาจังหวะชะลอการลงทุนและมองหาตัวเลือกในอุตสาหกรรมอื่นไปก่อน
- กลุ่มการเงินและสื่อสาร (SAWAT, MTC, KTC, ADVANCE, BBL) : ภาพรวมของหุ้นในกลุ่มนี้ยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ สามารถพิจารณาถือครองต่อไปได้ โดยเฉพาะ Sawat ที่มีการคาดการณ์ว่าผลประกอบการจะประกาศออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
จับตาฤดูกาลประกาศผลประกอบการในตลาดต่างประเทศ
นอกจากการพิจารณาปัจจัยในประเทศแล้ว สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ตลาดการเงินจะเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลประกาศผลประกอบการ (Earnings Season) ของบริษัทจดทะเบียนในฝั่งสหรัฐอเมริกา โดยจะเริ่มต้นจากกลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่เป็นลำดับแรก เช่น การประกาศงบของ JP Morgan ในวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งหากตัวเลขออกมาแข็งแกร่ง ก็คาดว่าจะเป็นแรงหนุนช่วยให้ภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้น
จากนั้นจะตามมาด้วยกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Tech Companies) ที่มีอิทธิพลต่อดัชนีเป็นอย่างมาก เช่น Tesla และ Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) ซึ่งจะเริ่มทยอยประกาศผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคมเป็นต้นไป ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงแนวโน้มการเติบโตของภาคธุรกิจในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก
สรุปข้อมูลสำคัญเพื่อความเข้าใจภาพรวม
| หมวดหมู่ | ประเด็นหลักจากสถานการณ์ปัจจุบัน | รายละเอียดเจาะลึกและอินไซต์ที่ควรทราบ |
| 🚢 ภูมิรัฐศาสตร์โลก | วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุส (สหรัฐฯ-อิหร่าน) | • อิหร่านใช้ท่าทีขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุส ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงใช้กำลังคุ้มครองเรือสินค้าให้ผ่านได้ (ปัจจุบันเฉลี่ย 20 ลำ/วัน)• สหรัฐฯ ปรับใช้ยุทธวิธี “สวนกลับอย่างหนักหน่วงเกินเบอร์” โจมตีเป้าหมาย IRGC กว่า 500-600 จุด• ผลกระทบขยายวงไปยังฐานเรดาร์ของสหรัฐฯ ในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงโรงกลั่นและแท่นขุดเจาะของโอมาน• ประเมินว่าสงครามยังอยู่ระดับกลาง (ระดับ 0) ใช้ขีปนาวุธตอบโต้ ไม่ถึงขั้นทหารราบยกพลขึ้นบก และคาดว่าท้ายที่สุดต้องจบด้วยการเจรจาผ่านคนกลาง |
| 📈 การเงินระดับโลก | ภาวะ Real Yield พุ่งสูง และทิศทางของราคาทองคำ | • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) ดีดตัวสูงขึ้นรวดเร็ว เป็นผลมาจาก Bond Yield อายุ 30 ปี ที่พุ่งทะลุระดับ 5%• ปัจจัยดันผลตอบแทนมาจากความต้องการระดมทุนมหาศาลของกลุ่ม Tech (คาดการณ์แตะ 2-2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้)• สภาวะ Real Yield เป็นบวกสูง ส่งผลเชิงลบต่อทองคำ เพราะนักลงทุนย้ายเงินไปหาพันธบัตรที่ปลอดภัยกว่าและเอาชนะเงินเฟ้อได้• คำแนะนำเบื้องต้น: รอดูสถานการณ์และหลีกเลี่ยงการถือครองทองคำไปก่อนระยะนี้ แม้จีนจะเริ่มสะสมทองคำเพิ่มก็ตาม |
| 🇹🇭 กลยุทธ์หุ้นไทย | ตลาดหุ้นไทยทำหน้าที่เป็นแหล่งหลบภัย (Safe Haven) | • กระแสเงินทุนต่างชาติหนีความผันผวนจากการเก็งกำไร Leverage ETF ในกลุ่มเอเชียเหนือ เข้ามาพักในไทยที่มูลค่าพื้นฐานดีและมีปันผล• กลุ่มนิคมฯ & สาธารณูปโภค: ได้อานิสงส์จากการลงทุน (AMATA คาดงบดี, WHA, WHAUP)• กลุ่มโรงไฟฟ้า: รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน Data Center (GULF, BGRIM, GUNKUL)• กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์: ได้รับผลบวกจากการส่งออก (HANA, KCE)• กลุ่มธนาคาร: แนะนำพิจารณาทำกำไรก่อนงบออก เนื่องจากราคาหุ้นสะท้อนข่าวดีไปพอสมควรแล้ว |
| 🏦 นโยบายการเงิน | ความเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ และปัจจัยเสี่ยงจาก BOJ | • ดอลลาร์มีแนวโน้มทรงตัว (Sideway) ในยุคทรัมป์ 2.0 ส่วนเงินบาทไทยมีทิศทางแข็งค่าขึ้นรับกระแสเงินทุนไหลเข้า• จับตาความเสี่ยง: ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจตัดสินใจเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (ปัจจุบันถือครองอันดับ 1 ที่ 1.2 ล้านล้านเหรียญ) เพื่อดึงดอลลาร์มาพยุงค่าเงินเยน ซึ่งอาจสร้างความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก |
บทสรุป
เมื่อเชื่อมโยงทุกสัญญาณเข้าด้วยกัน จะเห็นได้ว่า วิกฤตช่องแคบฮอร์มุสไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางการทหาร แต่กำลังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้ความเปราะบางที่มีอยู่เดิมในระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินปรากฏชัดขึ้น ทั้งความเสี่ยงด้านพลังงาน ภาระเงินเฟ้อ ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่อยู่ในระดับสูง และการโยกย้ายเงินทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงกับสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงมากกว่า
สำหรับทองคำ แม้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยสนับสนุนในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความไม่แน่นอน แต่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและค่าเงินดอลลาร์ยังเป็นแรงต้านสำคัญ ทำให้ทิศทางราคาอาจผันผวนและไม่สามารถประเมินจากปัจจัยสงครามเพียงด้านเดียว ขณะที่ตลาดพันธบัตรต้องจับตาทั้งตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ นโยบายของธนาคารกลาง และปริมาณการระดมทุนจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งล้วนมีผลต่อต้นทุนเงินทุนทั่วโลก
ด้านตลาดหุ้นไทย จุดเด่นจากระดับมูลค่าหุ้น เงินปันผล และบางอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนและการย้ายฐานการผลิต อาจช่วยให้ไทยเป็นหนึ่งในตลาดเชิงรับที่นักลงทุนบางส่วนให้ความสนใจ อย่างไรก็ตาม การเรียกตลาดหุ้นไทยว่าเป็น Safe Haven อย่างเต็มรูปแบบอาจยังเร็วเกินไป เพราะทิศทางยังขึ้นอยู่กับเงินทุนต่างชาติ ราคาพลังงาน ผลประกอบการบริษัท และความแข็งแรงของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศ
ท้ายที่สุด กลยุทธ์ที่สำคัญในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่การคาดเดาว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด หรือสินทรัพย์ใดจะปรับตัวขึ้นทันที แต่คือการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงกับการคาดการณ์ กระจายความเสี่ยง และติดตามข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง เพราะในตลาดที่ทุกตัวแปรเชื่อมโยงถึงกัน ความได้เปรียบไม่ได้มาจากการตอบสนองเร็วที่สุดเสมอไป แต่อยู่ที่การอ่านสัญญาณได้รอบด้าน และตัดสินใจบนข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบมากที่สุด
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก










