วันนี้เราจะมาเจาะลึกข้อมูลเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไทยประจำเดือนพฤษภาคม 2569 กันแบบเจาะลึกและละเอียดที่สุด ใครที่กำลังมองหาข้อมูลเพื่อนำไปใช้วางแผนธุรกิจ ทำความเข้าใจพลวัตทางเศรษฐกิจที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา หรือแค่อยากอัปเดตความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย บทความนี้เตรียมข้อมูลมาให้แบบจัดเต็ม
เจาะลึกเศรษฐกิจไทยกลางปี 69 เทรนด์ EV พุ่ง-ท่องเที่ยวฟื้น ที่โตสวนกระแส

ภาพรวมเศรษฐกิจไทย การทรงตัวที่แฝงไปด้วยโอกาสใหม่ เริ่มต้นกันที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 ข้อมูลระบุอย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจโดยรวมมีลักษณะ “ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า” ซึ่งการทรงตัวในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการหยุดนิ่ง แต่เป็นการปรับสมดุลของโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ
เราจะเห็นได้ว่า กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีการสลับสับเปลี่ยนบทบาทกันอย่างน่าสนใจ ด้านหนึ่งเรามีรายรับและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นมาเป็นกำลังหลัก ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง การส่งออกสินค้ามีการปรับลดลงตามรอบวัฏจักรของสินค้าบางกลุ่ม อย่างไรก็ดี อุปสงค์ในประเทศยังคงมีแรงหนุนที่สำคัญจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในหมวดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตอย่างโดดเด่น เพื่อความชัดเจน เรามาดูตัวเลขเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญกันก่อนในตารางด้านล่างนี้
| เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ (พฤษภาคม 2569) | อัตราการเปลี่ยนแปลง |
| อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) | 2.79% (จากระยะเดียวกันปีก่อน) ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.89% |
| อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) | 0.92% (จากระยะเดียวกันปีก่อน) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อยที่ 0.92% |
| การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำ (เทียบเดือนก่อน) | -0.6% (จากระยะเดียวกันปีก่อน) แต่ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 1.4% |
| การนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำ (เทียบเดือนก่อน) | -3.6% (จากระยะเดียวกันปีก่อน) |
| จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (เทียบเดือนก่อน) | 7.5% หรือจำนวนนักเที่ยวอยู่ที่ 2.3 ล้านคน |
| ดุลบัญชีเดินสะพัด (พันล้านดอลลาร์ สรอ.) | -0.6 |
ภาคการท่องเที่ยว เครื่องยนต์หลักที่กลับมาเร่งเครื่องอย่างสวยงาม
เมื่อพูดถึงภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย ข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2569 สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ประกอบการได้อย่างแน่นอน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนถึง 7.5%
ปัจจัยหลักที่ส่งเสริมให้ตัวเลขนี้เติบโต มาจากการฟื้นตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long Haul) ที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่กลับมาให้บริการอย่างคึกคัก หลังจากที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เรายังได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากนักท่องเที่ยวชาวจีนและมาเลเซียที่มีช่วงวันหยุดยาว ทำให้มีปริมาณการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้อื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนมีการปรับลดลงเล็กน้อย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการยกเลิกเส้นทางการบินของสายการบินต้นทุนต่ำบางแห่ง เนื่องจากต้องบริหารจัดการต้นทุนพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทว่า รายรับในภาคการท่องเที่ยวโดยรวมยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับจำนวนผู้มาเยือนที่หนาตาขึ้น
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาตัวเลขสะสมของนักท่องเที่ยวต่างชาติตามข้อมูลอัปเดตล่าสุด
- ข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม (1 ม.ค. – 20 มิ.ย. 69) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมสูงถึง 15.4 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของประเทศไทยที่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของโลก
| กลุ่มนักท่องเที่ยวหลัก (พ.ค. 2569) | สัดส่วน (%Share) | การเปลี่ยนแปลง (%MoMsa) |
| ตลาดระยะไกล (ไม่รวมตะวันออกกลาง) | 31.8% | +3.2% |
| จีน | 13.6% | +6.1% |
| มาเลเซีย | 13.7% | +40.3% |
| ตะวันออกกลาง | 3.7% | +65.9% |
สถิติการเติบโตถึง 40.3% จากตลาดมาเลเซีย และ 65.9% จากตลาดตะวันออกกลาง เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดและการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของภาครัฐกำลังสัมฤทธิ์ผลดี
พลวัตการนำเข้าและการส่งออกสินค้า การปรับฐานเพื่อเตรียมพร้อมก้าวต่อไป
ในด้านการค้าระหว่างประเทศ แม้ว่าภาพรวมอาจจะดูชะลอตัวลงบ้าง แต่หากเราเจาะลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยโอกาส มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ -0.6%
กลุ่มสินค้าที่มีการปรับลดลง ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ และอาเซียน) รวมถึงอุปกรณ์โทรคมนาคม ซึ่งปรับลดลงหลังจากที่มีการเร่งผลิตและส่งออกไปเป็นจำนวนมากในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ หมวดเครื่องประดับก็ปรับลดลงตามการส่งออกไปตะวันออกกลาง ฮ่องกง และอินเดีย โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากมาตรการจำกัดการนำเข้าเครื่องประดับของทางการอินเดีย
ในทางกลับกัน เรายังเห็นแสงสว่างในหมวดเคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี ที่มีมูลค่าการส่งออกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อน อันเป็นผลมาจากราคาเคมีภัณฑ์และพลาสติกในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงรักษาระดับการเติบโตได้ดี
สำหรับการนำเข้าสินค้า มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน 3.5% สาเหตุหลักมาจากการนำเข้าหมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่ไม่รวมเชื้อเพลิงปรับลดลง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากไต้หวัน รวมถึงหมวดเชื้อเพลิงที่ลดลงในด้านปริมาณ โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ลดลง เนื่องจากในเดือนก่อนหน้าได้มีการเร่งจัดหาและสำรองน้ำมันเอาไว้ในคลังประเทศค่อนข้างมากแล้ว
แต่สิ่งที่น่าจับตามองที่สุด คือ หมวดสินค้าอุปโภคและบริโภค ที่มีการนำเข้าปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนจากจีน รวมไปถึงการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์จากสหภาพยุโรป การนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากจีนในหมวดสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบินก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจและผู้บริโภคในไทยกำลังลงทุนกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ
| มูลค่าการส่งออกและการนำเข้า (%YoY) | ไตรมาส 1/2569 | เม.ย. 2569 | พ.ค. 2569 |
| มูลค่าการส่งออกรวม | 17.6% | 23.2% | 9.8% |
| มูลค่าการส่งออกไม่รวมทองคำ | 15.6% | 23.2% | 8.4% |
| มูลค่าการนำเข้ารวม | 33.2% | 44% | 34.5% |
| มูลค่าการนำเข้าไม่รวมทองคำ | 26.6% | 49.2% | 37.7% |
อุปสงค์ในประเทศ เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ดันการบริโภคและการลงทุนเติบโต
การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญประจำเดือนพฤษภาคม 2569 เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Indicator: PCI) ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน
หัวหอกสำคัญที่ผลักดันการเติบโตนี้ คือ หมวดสินค้าคงทน ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล โดยเทรนด์ที่มาแรงและปฏิเสธไม่ได้เลย คือ พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้การปรับตัวในครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่ราคาน้ำมันในประเทศยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ผู้บริโภคในปัจจุบันมีความตระหนักรู้ด้านพลังงานและเลือกใช้เทคโนโลยีที่ประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
นอกจากนี้ การใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ หลังจากที่ผู้คนเคยเร่งซื้อตุนไว้ในช่วงต้นของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่หมวดบริการสุทธิยังคงทรงตัว ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอาจจะมีการย่อตัวลงบ้างจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ แต่ในมุมมองของการทำธุรกิจ นี่คือ โอกาสทองในการปรับแผนการตลาดและนำเสนอสินค้าที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุดแก่ลูกค้า การสร้างแบรนด์ที่เข้าถึงใจผู้คนและช่วยแก้ปัญหาเรื่องภาระค่าใช้จ่ายจะเป็นกุญแจสำคัญในยุคนี้
ทางด้านเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Indicator: PII) ก็เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเช่นเดียวกัน โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนในหมวดยานพาหนะเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่ายอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การนำเข้าเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์ในหมวดอุปกรณ์สำนักงานก็เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ กำลังเดินหน้าปรับปรุงระบบไอทีและการปฏิบัติงานเพื่อให้สอดรับกับโลกยุคดิจิทัล
| อัตราการขยายตัวของดัชนีภาคเอกชน (%YoY) | ไตรมาส 1/2569 | เม.ย. 2569 | พ.ค. 2569 |
| ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PCI) | 5.3% | 1.4% | 2.7% |
| ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) | 14.2.9% | 11.1% | 14.8% |
ตัวเลข PII ที่พุ่งสูงถึง 14.8% ในเดือนพฤษภาคม ยืนยันให้เห็นถึงความมั่นใจในการลงทุนสินทรัพย์ถาวร โดยเฉพาะกลุ่มยานพาหนะและเครื่องจักรที่ใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่อนาคต
ภาคการผลิตและบริการ การรักษาความมั่นคงในยุคแห่งการปรับตัว
เมื่อหันมามองด้านอุปทานของประเทศ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index: MPI) ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วปรับลดลงเล็กน้อยที่อัตรา -0.8% YoY สอดคล้องกับทิศทางของการส่งออกสินค้า
กลุ่มการผลิตเพื่อส่งออกในสัดส่วนร้อยละ 30-60 ปรับลดลงตามการผลิตรถกระบะ ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ในต่างประเทศที่ชะลอตัวลง ขณะที่กลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 30 ก็ลดลงเล็กน้อยตามปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่เข้าสู่โรงงานน้อยลง และการผลิตเครื่องดื่มที่ปรับสมดุลตามอุปสงค์ในประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าชื่นชมคือ กลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกมากกว่าร้อยละ 60 ยังคงรักษาระดับการทรงตัวไว้ได้ โดยเฉพาะการผลิตหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามยอดสั่งผลิตเครื่องปรับอากาศ
ในฝั่งของภาคบริการ ดัชนีเครื่องชี้ภาคบริการ (Service Production Index: SPI) ที่ไม่รวมการซื้อขายทองคำ ในภาพรวมถือว่าทรงตัวได้อย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเดือนก่อน กิจกรรมในภาคการค้ายังคงขยายตัวตามยอดขายรถยนต์ รวมถึงกิจกรรมในภาคการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างคึกคัก การเติบโตของภาคบริการในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 1.2% YoY ถือเป็นแรงพยุงชั้นดีที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลรายได้เกษตรกรยังคงสร้างความชื่นใจ โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน อานิสงส์เชิงบวกนี้มาจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง ราคายางพารา ข้าว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ล้วนปรับตัวขึ้นในตลาดโลก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการผลิตไบโอดีเซลและความกังวลเกี่ยวกับอุปทานที่ตึงตัวจากสภาพอากาศเอลนีโญ การเพิ่มขึ้นของรายได้เกษตรกรนี้จะส่งผลดีต่อกำลังซื้อในระดับฐานราก กระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นและกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เสถียรภาพเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และภาวะเงินเฟ้อ
ประเด็นด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ ข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2569 แสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ทรงตัวอยู่ในระดับ 2.79% ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า หมวดพลังงานมีการปรับลดลงมาเล็กน้อยตามการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ภาพรวมยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่สูง เนื่องจากทางการยังจำเป็นต้องจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาสมดุลของกองทุน สอดคล้องกับราคาอาหารสดที่เริ่มปรับตัวลดลงจากฝั่งของราคาเนื้อสัตว์และไข่ไก่ ช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง
ส่วน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 0.92% สาเหตุหลักมาจากผู้ประกอบการเริ่มทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สะสมมาเข้าสู่ราคาสินค้าในบางหมวด เช่น อาหารสำเร็จรูปและอุปกรณ์ซักล้าง ทว่า เรายังไม่พบสัญญาณการปรับขึ้นราคาที่กระจายตัวเป็นวงกว้าง (Broad-based) ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ชี้ให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจยังสามารถรองรับแรงกดดันด้านราคาได้อย่างเหมาะสม
ด้าน ดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลลดลงมาอยู่ที่ 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขาดดุล 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยดุลการค้าปรับตัวดีขึ้น ขาดดุลน้อยลงตามปริมาณการนำเข้าพลังงานที่หดตัวลง แม้ว่าในเดือนนี้จะมีรอบการส่งกลับกำไรและเงินปันผลของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนมียอดขาดดุลอยู่ที่ 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม โดยรวมแล้วฐานะทางการเงินระหว่างประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่ง
| องค์ประกอบดุลบัญชีเดินสะพัด (พฤษภาคม 2569) | มูลค่า (พันล้านดอลลาร์ สรอ.) |
| ดุลบัญชีเดินสะพัด | -6.4 |
| ดุลการค้า | -2.6 |
| – ส่งออก (f.o.b.) | 9.8 |
| – นำเข้า (f.o.b.) | 34.5 |
| ดุลบริการ รายได้ และเงินโอน | -3.8 |
สำหรับ ตลาดแรงงาน ภาพรวมถือว่าทรงตัวได้อย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในระบบประกันสังคมยังคงรักษาระดับอยู่ที่ 12.2 ล้านคน ขยายตัว 0.92% YoY และเพิ่มขึ้น 0.26% MoM ข้อมูลนี้บ่งบอกถึงความมั่นคงในการจ้างงานของระบบเศรษฐกิจหลัก อย่างไรก็ดี อาจจะมีบางอุตสาหกรรมที่เริ่มได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ เช่น ภาคการขนส่ง แต่ในภาพรวมตลาดแรงงานยังคงเดินหน้าต่อไปได้ สิ่งที่ต้องจับตาคือเทรนด์ของโรงงานเปิดใหม่ที่มีแนวโน้มการนำเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ (Automation/AI) เข้ามาใช้ในสายการผลิตมากขึ้น ซึ่งเป็นความก้าวหน้าที่ผู้ใช้แรงงานต้องพัฒนาทักษะ (Reskill/Upskill) เพื่อเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี
ภาวะการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และการขับเคลื่อนภาครัฐ
ทางด้านภาวะการเงิน การระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมยังคงเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยมุ่งเน้นไปที่การระดมทุนผ่านระบบสินเชื่อสุทธิเป็นสำคัญ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขนส่ง การค้า และกลุ่มการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ล้วนแต่เดินหน้าขอสินเชื่อเพื่อนำไปขยายกิจการและเสริมสภาพคล่อง ขณะที่การระดมทุนผ่านตลาดทุนก็มีทิศทางเติบโตได้ดีจากธุรกิจแปรรูปอาหารและก่อสร้าง
ในส่วนของต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยในเดือนพฤษภาคมมีการปรับตัวสูงขึ้นบ้างจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทว่า เมื่อเข้าสู่เดือนมิถุนายน (ข้อมูลถึงวันที่ 25 มิ.ย. 69) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากที่นักลงทุนประเมินว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการเชิงบวกและผ่อนคลายลง
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2569 เฉลี่ยอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนมิถุนายนอยู่ที่ประมาณ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ การอ่อนค่าของเงินบาทส่วนใหญ่เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุน ในช่วงความขัดแย้ง และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจะดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด ต่อไป ในขณะที่ดัชนีค่าเงินบาท ปรับลดลงเพียงเล็กน้อยที่ระดับ 128.74 บ่งชี้ว่าค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินคู่ค้าคู่แข่งโดยรวมไม่ได้ผันผวนจนน่ากังวล
ด้าน การใช้จ่ายภาครัฐ ยังคงทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยขยายตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง รายจ่ายประจำขยายตัว 2.7% YoY ขณะที่รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางแม้จะดูเผินๆ ว่าหดตัว แต่ก็ยังคงมีการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการภายใต้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 ที่ทยอยอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบ สำหรับรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจอาจจะชะลอตัวลงบ้างจากการเลื่อนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค แต่โดยรวมแล้ว กลไกภาครัฐยังคงประคองเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผ่ากลไกนโยบายภาครัฐ ฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2569
เมื่อเจาะลึกลงไปถึงกลไกและนโยบายด้านการคลังที่ภาครัฐนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2569 เราจะเห็นภาพการทำงานที่ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักที่เปรียบเสมือนท่อน้ำเลี้ยงอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ มาจากการเร่งรัดเบิกจ่าย “รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง” ซึ่งขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง
ปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จนี้ เกิดจากการบริหารจัดการงบประมาณเหลื่อมปีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเม็ดเงินจากโครงการภายใต้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 ที่ยังคงทยอยไหลเวียนลงสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง การกระจายงบประมาณในส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงและสนับสนุนการลงทุนภายในประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
ในขณะเดียวกัน การอัดฉีดเม็ดเงินผ่าน “รายจ่ายประจำ” ก็เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบเศรษฐกิจ ภาพรวมของการใช้จ่ายภาครัฐในมิตินี้ยังคงขยายตัวได้ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมุ่งเน้นไปที่นโยบายเชิงสวัสดิการและการดูแลบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นการเบิกจ่ายงบบุคลากร เงินบำเหน็จ บำนาญ รวมถึงค่ารักษาพยาบาล
การกระจายเม็ดเงินเหล่านี้ลงสู่กระเป๋าของประชาชนโดยตรง มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการรักษากำลังซื้อขั้นพื้นฐาน และช่วยประคองการบริโภคของคนในประเทศให้ยังคงมีแรงจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในยุคที่ค่าครองชีพยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ต้องบริหารจัดการอย่างรัดกุม
มากไปกว่านั้น แม้เส้นทางเศรษฐกิจจะยังมีโจทย์รออยู่ แต่รายงานการประเมินระบุชัดเจนว่า ภาครัฐกำลังเตรียมผลักดัน มาตรการใหม่ๆ ที่จะทยอยมีผลบังคับใช้ในระยะข้างหน้า ซึ่งคาดหมายกันว่านโยบายเหล่านี้จะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในการสนับสนุนและพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ “ผลของมาตรการภาครัฐ” ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเด็นสำคัญ ที่นักวิเคราะห์และคนทำธุรกิจต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวแปรหลักในการกำหนดทิศทางลมของเศรษฐกิจไทยในสเตปต่อไป
อย่างไรก็ดี เพื่อให้การมองภาพเศรษฐกิจมีความครบถ้วนรอบด้าน ยังมีประเด็นท้าทายที่รอการปลดล็อก แม้การลงทุนและการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางจะขยายตัวได้ดี ทว่าในมิติของ “รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ” กลับมีทิศทางชะลอตัวลง สาเหตุหลักเกิดจากการปรับแผนหรือยืดระยะเวลาการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญบางโครงการ ครอบคลุมทั้งด้านสาธารณูปโภคและการขนส่ง ซึ่งจุดนี้เป็นความท้าทายที่ภาครัฐต้องเร่งบริหารจัดการ เพื่อไม่ให้แรงส่งทางเศรษฐกิจในฝั่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขาดความต่อเนื่อง
สรุปให้เห็นภาพรวมได้ว่า นโยบายรัฐที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจในปี 2569 คือ การผสมผสานระหว่างการสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบกลางปี 2568 ที่ถูกนำมาเบิกจ่ายแบบเหลื่อมปี ควบคู่ไปกับการรักษาระดับรายจ่ายประจำเพื่อรักษากำลังซื้อในระดับฐานราก และที่สำคัญคือการเตรียมพร้อมส่งไม้ต่อด้วยมาตรการใหม่ๆ เพื่ออัดฉีดความสดใสเข้าสู่ระบบในระยะต่อไป ถือเป็นการรักษาจังหวะก้าวเดินของเศรษฐกิจไทยให้มั่นคงท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง
เจาะลึก 3 ไพ่เด็ด มาตรการใหม่ที่รัฐเตรียมคลอดเพื่อพยุงเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
หลายคนอาจจะกำลังตั้งคำถามว่า หลังจากที่เม็ดเงินอัดฉีดจากงบประมาณเหลื่อมปีและงบกลางปี 2568 เริ่มกระจายลงสู่ระบบแล้ว ภาครัฐมีแผนสำรองหรือแรงส่งอะไรเตรียมไว้สำหรับระยะต่อไปบ้าง? ข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานเศรษฐกิจชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้เครื่องยนต์ดับลงกลางคัน และกำลังซุ่มเตรียม “มาตรการชุดใหม่” เพื่อเป็นไพ่เด็ดในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะถัดไป
โดยความน่าสนใจ คือ มาตรการรอบใหม่นี้ถูกออกแบบมาในลักษณะ Targeted มากกว่าการหว่านแหแบบเดิมๆ เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาทเกิดผลสมทบทางเศรษฐกิจ ระดับสูงสุด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 แกนหลักที่ต้องจับตา ดังนี้
- 1. มาตรการเสริมสภาพคล่องและหั่นต้นทุนเพื่อต่อลมหายใจ SME ต่อเนื่องจากที่เราเห็นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีการย่อตัวลงบ้างจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ ภาครัฐจึงเตรียมงัดแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) รูปแบบใหม่ และมาตรการลดหย่อนภาษีแบบมีเงื่อนไข เพื่อเข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบที่ยังคงผันผวน ยิ่งไปกว่านั้น กลไกนี้จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยในซัพพลายเชนที่กำลังปรับตัว สิ่งนี้จะเปรียบเสมือนออกซิเจนที่ช่วยให้ SME สามารถรักษากระแสเงินสด ประคองการจ้างงาน และพร้อมลุยต่อยอดธุรกิจได้โดยไม่สะดุด
- 2. มาตรการหนุนเทคโนโลยีสะอาดและอุตสาหกรรม EV ครบวงจร นอกเหนือจากการพยุงธุรกิจเดิมแล้ว การสร้างโอกาสใหม่ คือ จิ๊กซอว์ตัวสำคัญ สอดรับกับตัวเลขการนำเข้าและยอดขายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตสวนกระแสอย่างก้าวกระโดด ภาครัฐกำลังเตรียมคลอดนโยบายกระตุ้นการลงทุนฝั่งอุปทาน (Supply Side) ในกลุ่ม Green Economy อย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีขั้นสุดสำหรับการตั้งสถานีชาร์จ (EV Charging Station) หรือการให้เงินอุดหนุนแบบ Co-payment เพื่อช่วยโรงงานอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านเครื่องจักรไปสู่ระบบประหยัดพลังงาน การเดินหมากเกมนี้ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะได้ทั้งกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไปสู่ความยั่งยืน
- 3. โปรเจกต์ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ท้าชนยุค AI ประการสุดท้ายและถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด คือ การเตรียมความพร้อมให้กับ “คน” อย่างที่ทราบกันดีว่า ภาคการผลิตและบริการยุคใหม่เริ่มนำระบบอัตโนมัติรวมถึง AI เข้ามาช่วยทำงานมากขึ้น รัฐบาลจึงเตรียมงบประมาณอุดหนุนแบบบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน เพื่อจัดแคมเปญอบรมทักษะดิจิทัลขั้นสูงให้กับแรงงานในระบบประกันสังคม การเร่งอัปเกรดทักษะในครั้งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงปัญหาการว่างงานเชิงโครงสร้าง และเปลี่ยนผ่านผู้ใช้แรงงานให้กลายเป็น “แรงงานทักษะสูง” ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับองค์กรได้มหาศาล
ดังนั้น การเตรียมคลอดมาตรการใหม่เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจเชิงรุก แม้เส้นทางข้างหน้าจะยังมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอก แต่หากมาตรการเหล่านี้ถูกนำมาบังคับใช้ได้อย่างถูกจังหวะและตรงจุด มันจะเป็น “สปริงบอร์ด” ชิ้นสำคัญที่ช่วยดีดให้เศรษฐกิจไทยทะยานข้ามขีดจำกัด และเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
ผลประกอบการภาคธุรกิจ ความแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทาย
เมื่อเราเจาะลึกเข้าไปดูในระดับองค์กร ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET และ mai) ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 ถือว่า ภาพรวมปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าในเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม
ความสามารถในการทำกำไร (Operating Profit Margin: OPM) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.7 เป็นร้อยละ 8.2 ตัวเลขที่งดงามนี้เกิดจากการที่ภาคธุรกิจมีรายได้เติบโตในอัตราที่สูงกว่าต้นทุนการผลิต แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศเข้ามากระทบในช่วงปลายไตรมาส แต่บริษัทของไทยก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความเก่งกาจในการปรับตัวและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบและมีสต็อกสำรองที่เพียงพอ ทำให้ก้าวข้ามความผันผวนไปได้อย่างราบรื่น
นอกจากนี้ ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio: ICR) ก็แข็งแกร่งขึ้น โดยเพิ่มขึ้นเป็น 6.5 เท่า ทางด้านสภาพคล่องและการก่อหนี้ อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio: CR) ทรงตัวอยู่ในระดับที่ปลอดภัยที่ 1.7 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio: DE) ก็อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.7 เท่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคงและมีภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
เมื่อประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 48.0 จากการผ่อนคลายความตึงเครียดด้านต้นทุนพลังงาน แม้ผู้ประกอบการจะยังมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิตและการปรับราคาสินค้าอยู่บ้าง แต่ความชัดเจนของทิศทางเศรษฐกิจที่เริ่มปรากฏก็ช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป
เข็มทิศสู่อนาคต เพราะทุกความท้าทาย คือ จุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่
จากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนเรือลำใหญ่ที่กำลังปรับทิศทางเพื่อรับลมใหม่ๆ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก การทรงตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมไม่ได้หมายถึงการหยุดพัก แต่คือการถ่ายเทน้ำหนักจากเครื่องยนต์ตัวเก่าสู่เครื่องยนต์ตัวใหม่ที่ทรงพลังกว่า
อนาคตที่รอเราอยู่ในระยะข้างหน้านั้น แน่นอนว่าอาจจะมีการชะลอลงในบางมิติ ตามแรงกดดันจากค่าครองชีพและการปรับตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในบางกลุ่ม ทว่า ความหวังและโอกาสอันสว่างไสวก็ยังคงเปล่งประกายผ่านยอดขายและการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการส่งออกกลุ่มเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับบริบทใหม่ที่กำลังจะมาถึง มี 4 ประเด็นสำคัญที่เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ พนักงานบริษัท หรือฟรีแลนซ์ ควรให้ความสำคัญและจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้แก่
- การปรับตัวรับต้นทุนที่สูงขึ้น: นำไปสู่โอกาสในการออกแบบสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าและเข้าใจ Insight ของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
- ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก : ซึ่งอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดหน้าต่างแห่งโอกาสให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตและแหล่งกระจายสินค้าแห่งใหม่ที่ปลอดภัยและมีศักยภาพ
- แรงส่งจากนโยบายภาครัฐ : การอัดฉีดงบประมาณและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า จะเป็นกระแสลมชั้นดีที่ช่วยพยุงให้ภาคธุรกิจก้าวเดินต่อไปได้มั่นคงยิ่งขึ้น
- ความท้าทายจากปรากฏการณ์เอลนีโญ : สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงมีผลต่ออุปทานสินค้าเกษตร ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นจังหวะสำคัญในการเพิ่มเม็ดเงินและรายได้ให้เกษตรกรไทย
ท้ายที่สุดนี้ ท่ามกลางสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง ทุกวิกฤตย่อมแฝงไว้ซึ่งโอกาสเสมอ การเปิดรับและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI หรือระบบออโตเมชั่นเข้ามาช่วยจัดการกระบวนการทำงาน จะช่วยให้เราทำงานได้ฉลาดขึ้น สร้างผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น และพร้อมเติบโตไปกับโลกใบนี้ได้อย่างสง่างาม เตรียมตัวให้พร้อม แล้วเราจะก้าวข้ามทุกข้อจำกัดไปด้วยกันในยุคดิจิทัลที่กำลังเบ่งบานนี้
ตาราง : สถิติเศรษฐกิจไทย (พ.ค. 2569) ตัวเลขไหนรุ่ง ตัวเลขไหนร่วง?
| เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจ | อัตราการเปลี่ยนแปลง | สถานการณ์ปัจจุบัน |
| 👥 นักท่องเที่ยวต่างชาติ | +7.5% (MoM) | ฟื้นตัวแรง (โดยเฉพาะตลาดระยะไกล, จีน, มาเลเซีย) |
| 🚗 การลงทุนภาคเอกชน (PII) | +14.8% (YoY) | เติบโตโดดเด่น (อานิสงส์เทรนด์รถ EV และเครื่องจักร) |
| 🛒 การบริโภคภาคเอกชน (PCI) | +2.7% (YoY) | โตเบาๆ (แรงหนุนจากยอดขายรถยนต์และสินค้าคงทน) |
| 📉 การส่งออก (ไม่รวมทองคำ) | -0.6% (MoM) | ชะลอตัวเล็กน้อย (อิเล็กทรอนิกส์ย่อตัว แต่เคมีภัณฑ์ฟื้น) |
| 💰 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป | 2.79% (YoY) | ทรงตัวระดับสูง (ตามราคาพลังงานในตลาดโลก) |









