การทำความเข้าใจทิศทางเศรษฐกิจมหภาคเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจและการลงทุนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพิจารณาถึงตัวเลขการค้าระหว่างประเทศล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตที่น่าสนใจ บทความนี้ The Signals จะพาไปเจาะลึกรายละเอียดของการส่งออกและนำเข้าของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 อย่างละเอียด จาก SCB EIC พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกำแพงภาษี เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถจับสัญญาณและปรับตัวได้อย่างทันท่วงที
วิเคราะห์แนวโน้มส่งออกและนำเข้าไทย ก.พ. 2026 ชะลอตัว นำเข้าพุ่งสุดรอบ 50 เดือน

ภาพรวมการส่งออก ชะลอตัวแต่ยังคงรักษาการเติบโต ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สะท้อนภาพของการชะลอตัวลง แต่ยังคงอยู่ในแดนบวกที่น่าพอใจ โดยขยายตัวสูงถึง 9.9%YOY คิดเป็นมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับเดือนมกราคมที่เติบโตอย่างร้อนแรงถึง 24.4%YOY ถือว่าเป็นการชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด และยังเป็นการชะลอตัวที่มากกว่าการประเมินเบื้องต้น ซึ่งทาง SCB EIC และค่ากลางจาก Reuters Poll ได้มองตัวเลขไว้ที่ระดับ 15.8%
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้ว พบว่า หดตัวแรงจากเดือนก่อนหน้าถึง -11.1% ถึงกระนั้น ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ยังคงขยายตัวได้สูงถึง 17% ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นก่อนที่สถานการณ์สงครามในอิหร่านจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. เป็นต้นมา
เจาะลึกรายสินค้า อิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ คือขุมพลังหลัก
แรงส่งสำคัญที่ช่วยพยุงตัวเลขการส่งออกในเดือนนี้มาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก สอดคล้องกับรายงานทิศทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกจากสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ที่ระบุว่าการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และ Data Center ทั่วโลกเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญ
การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยขยายตัวสูงกว่า 56.8% โดยมีกลุ่มสินค้าดาวเด่น ได้แก่
- เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เติบโตถึง 217.6%
- เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ พุ่งกระฉูด 251.5%
- เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 49.8%
- หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เติบโต 47.1%
- เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 41.8%
การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรม โดยพบว่าการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปยัง 11 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัวได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (Contribution to Growth: CTG) ถึง 9.5% หรือเรียกได้ว่าเป็นเกือบทั้งหมดของการเติบโตส่งออกรวมที่ 9.9%
ในขณะเดียวกัน ตลาดสหรัฐอเมริกายังคงเป็นคู่ค้าที่แข็งแกร่ง การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึง 40.5% แม้จะชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมที่ขยายตัวสูงถึง 97.8% และสินค้ากลุ่มอื่นๆ (ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์) ก็ขยายตัวได้ 9.7% ตัวเลขนี้สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ที่ยังคงเหนียวแน่น แม้จะต้องเผชิญกำแพงภาษีนำเข้าสูง 19% ในช่วงแรก ก่อนที่ภาษีจะลดลงเหลือ 10% ภายใต้มาตรา 122 หลังจากศาลฎีกาตัดสินให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 13 จาก 15 รายการขยายตัวได้ดี และการส่งออกไปตลาดนี้ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 7.3% ของการเติบโตส่งออกรวม
ทางด้านการส่งออกทองคำ ขยายตัวเพียง 18.2% ชะลอลงอย่างมากจากที่เคยเติบโตสูงถึง 136.2% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับรายงานความผันผวนของตลาดจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) ที่ชี้ถึงการปรับลดลงของราคาทองคำในเดือนนี้ ทำให้การส่งออกทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปมีส่วนช่วยให้การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง (CTG) 0.5% เมื่อเทียบกับที่เคยสนับสนุนได้มากถึง 2.7% ในเดือนก่อน
ตัวเลขการนำเข้า พุ่งทะยานสูงสุดในรอบ 50 เดือน
ในฝั่งของการนำเข้า ถือเป็นตัวเลขที่สร้างความประหลาดใจและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ก.พ. พุ่งไปอยู่ที่ 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวถึง 31.8% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 50 เดือน เร่งตัวขึ้นจาก 29.4% ในเดือนก่อน และสูงกว่าประมาณการที่ SCB EIC ประเมินไว้ที่ 20.5% รวมถึงสูงกว่าค่ากลาง Reuters Poll ที่ 25%
โครงสร้างการนำเข้าหลักกระจุกตัวอยู่ในสองหมวดสำคัญ ได้แก่
- สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ขยายตัวสูง 53.3% ใกล้เคียงกับเดือนก่อน มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 22.5%YOY ซึ่งมากกว่าครึ่งของการเติบโตนำเข้ารวมที่ 31.8% สินค้านำเข้าหลัก คือ ทองคำที่ขยายตัวสูงกว่า 165% (CTG 10.8%) และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัว 84.8% (CTG 8.1%) ซึ่งเกิดจากความจำเป็นของไทยที่ต้องนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำจากจีนและไต้หวันเพื่อนำมาผลิตและส่งออกต่อ
- สินค้าทุน ขยายตัวสูง 49.3% เร่งขึ้นจาก 29.5% ในเดือนก่อนหน้า มีส่วนช่วยให้การนำเข้ารวมขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 11.7% สินค้าหลักคือเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัว 91.0% (CTG 6.8%) และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขยายตัว 19.2% (CTG 1.4%) ปัจจัยหลักมาจากการที่ไทยยังผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง Data center เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากตัวเลขส่งออกและนำเข้าข้างต้น ส่งผลให้ดุลการค้าในระบบศุลกากรเดือนนี้ขาดดุลต่อเนื่องที่ -2,833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และภาพรวม 2 เดือนแรกของปีนี้ ไทยขาดดุลการค้าสะสมไปแล้วถึง -6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางและภาษีสหรัฐฯ ยังคงท้าทาย
ทาง SCB EIC ได้ประเมินว่า การค้าระหว่างประเทศของไทยในปีนี้จะมีปัจจัยภายนอกเข้ามากดดันเพิ่มเติม ซึ่งต้องวางแผนรับมืออย่างรัดกุม
ประเด็นสงครามตะวันออกกลาง แม้ว่าผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกรวมอาจจะมีจำกัด เพราะไทยพึ่งพาตลาดนี้น้อยเพียง 3.7% ของมูลค่าส่งออกไทยปี 2025 แต่สำหรับบางอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากมีการพึ่งพาตลาดนี้สูง เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (18.2% ของมูลค่าส่งออกรวมในหมวดนี้) ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง (15.4%) ข้าว (13.4%) และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (13.1%)
นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อมผ่านเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัว โดยเฉพาะคู่ค้าหลักในเอเชียและยุโรปที่ต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากตะวันออกกลางสูง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 65% ของตลาดส่งออกไทย ในทางกลับกัน ความขัดแย้งนี้มีแนวโน้มผลักดันให้ราคาสินค้าส่งออกของไทยที่เชื่อมโยงกับน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ปาล์ม มันสำปะหลัง น้ำตาล และยางพารา
อย่างไรก็ตาม ดุลการค้าของไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกกดดันเพิ่มเติมตามราคาพลังงานโลก เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงราว 8% ของ GDP และพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 59% ของทั้งหมด ประกอบกับต้นทุนค่าขนส่งและวัตถุดิบอื่นๆ ที่อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมการขาดดุลการค้าที่มีอยู่ โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่อยู่ในระดับสูง กดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม
ประเด็นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ในระยะสั้น การส่งออกไทยอาจได้รับอานิสงส์จากการที่ภาษีนำเข้าปรับลดลงเหลือ 10% หลังคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลเปลี่ยนมาใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของ The Trade Act of 1974 เก็บภาษีทุกประเทศที่ 10% เป็นเวลา 150 วัน (24 ก.พ. ถึง 24 ก.ค.)
แต่สิ่งที่ต้องจับตาระยะยาว คือ ประกาศเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่สหรัฐฯ จะทำการสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้าภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกสอบสวน ข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่าสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไทยเพิ่มขึ้นในปี 2025 ส่งผลให้ไทยขยับขึ้นมาเป็นประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงสุดในอันดับที่ 7 จากเดิมอันดับ 10 ในปี 2024 สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่อาจถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมหลังจากเดือน ก.ค. หากกระบวนการสอบสวนเสร็จสิ้น
การคาดการณ์ในอนาคต
กระทรวงพาณิชย์ได้เผยแพร่ประมาณการมูลค่าการส่งออกไทยปี 2026 ในการแถลงตัวเลขล่าสุด โดยแบ่งออกเป็น 3 สถานการณ์ คือ
- กรณีดีที่สุด (Best Case) เติบโต 1.1%YOY
- กรณีฐาน (Base Case) หดตัว -1%YOY
- กรณีแย่ที่สุด (Worst Case) หดตัว -3%YOY
ขณะนี้ทาง SCB EIC อยู่ระหว่างการทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2026 ทั้งทิศทางมูลค่าส่งออกและนำเข้า ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเตรียมจะเผยแพร่ประมาณการฉบับใหม่ในช่วงปลายเดือน มี.ค. นี้
สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจการค้าของไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ในทุกความผันผวนย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ตัวเลขนำเข้าสินค้าทุนที่พุ่งกระฉูดแสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่กำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในอนาคต สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน การจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าโลก โดยเฉพาะกรอบเวลาในเดือนกรกฎาคมที่จะมีการพิจารณาภาษีของสหรัฐฯ ตลอดจนการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสถานะความได้เปรียบทางธุรกิจ ท่ามกลางกระแสคลื่นเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวนต่อไป









