หากช่วงต้นปี 2569 คือ ช่วงเวลาแห่งความหวังของนักลงทุนทองคำ ช่วงกลางปีนี้อาจกำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของตลาดโลหะมีค่าที่ได้รับการยอมรับว่า เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” มากที่สุดของโลก เมื่อราคาทองคำเผชิญแรงกดดันพร้อมกันจากหลายด้าน ทั้งความคืบหน้าของการเจรจาลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจยังไม่รีบผ่อนคลายอย่างที่ตลาดเคยคาดหวัง
แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พร้อมจุดชนวนความผันผวนได้ทุกเมื่อ แต่ตลาดกำลังส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ยอาจเป็นตัวกำหนดชะตาของราคาทองคำในระยะต่อไปมากกว่าข่าวสงครามเพียงอย่างเดียว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าทองคำจะยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหรือไม่ แต่คือแรงหนุนใดจะมีอิทธิพลมากกว่ากันระหว่างความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์กับแรงกดดันจากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง
THE SIGNALs จะพามาอัปเดตทิศทางราคาทองคำล่าสุด ถอดรหัสผลกระทบจากการปะทะและการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ตัวเลขเงินเฟ้อ และแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่นักลงทุนต้องรู้
เจาะราคาทองครึ่งปีหลัง ดีลหยุดยิง-ดอกเบี้ยเฟด ทุบทองร่วงจริงไหม?
สถานการณ์ในตลาดการลงทุนเวลานี้เรียกได้ว่า พลิกผันชนิดที่ต้องจับตาดูกันแทบทุกชั่วโมง โดยเฉพาะทิศทางของ “ราคาทองคำ” ที่กำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย และตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เข้ามากดดันอย่างต่อเนื่อง หากย้อนดูความเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าสินทรัพย์ปลอดภัยที่หลายคนเคยฝากความหวังไว้ กำลังถูกท้าทายด้วยปัจจัยรอบด้านที่ซับซ้อนกว่าที่เคย

เมื่อไฟความขัดแย้งจุดชนวนราคาน้ำมัน และดันความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ย
เปิดสัปดาห์ใหม่มาด้วยความผันผวนอย่างหนัก ราคาทองคำสปอต (Spot Gold) ร่วงลงมาทดสอบระดับ 4,055 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2569 ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงราว 0.8% จากช่วงก่อนหน้า (อ้างอิงข้อมูลจาก Trading Economics) การร่วงลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตอกย้ำเทรนด์ขาลงที่กินเวลามาหลายเดือน ส่งผลให้ราคาทองคำสูญเสียมูลค่าไปแล้วมากกว่า 25% นับตั้งแต่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทะลุระดับ 5,600 ดอลลาร์ (หรือราว 5,602 ดอลลาร์) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
จุดเริ่มต้นของความเดือดพล่านระลอกล่าสุด เกิดขึ้นในช่วงวันเสาร์ เมื่อกองบัญชาการส่วนกลางของสหรัฐฯ (U.S. Central Command) ประกาศเดินหน้าโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านถึง 10 แห่ง ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเฝ้าระวัง ฐานป้องกันภัยทางอากาศ และคลังแสงเก็บโดรน ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้กรณีที่โดรนของอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันติดธงปานามาในช่องแคบฮอร์มุซ แน่นอนว่าทางฝั่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านก็ไม่ยอมอยู่เฉย ตอบโต้กลับในวันอาทิตย์ด้วยการรัวมิสไซล์และส่งโดรนพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวต พร้อมกับคำขู่ที่สั่นคลอนความรู้สึกของคนทั้งโลกว่า อาจจะ “ยุติการเจรจาโดยสิ้นเชิง” หากการโจมตีจากสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป
ผลกระทบที่ตามมาทันที คือ ตลาดพลังงานที่พุ่งรับข่าวอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ไต่ระดับขึ้นไปแตะ 72.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เพิ่มขึ้น 0.69%) ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ขยับขึ้นไปที่ 69.96 ดอลลาร์ (บวก 1.05%) การดีดตัวของราคาน้ำมันในครั้งนี้ไปกระตุกต่อมความกังวลเรื่อง “เงินเฟ้อที่ถูกขับเคลื่อนด้วยราคาพลังงาน” (Energy-driven inflation) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงต้องสงวนท่าทีและจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมาตลอดทั้งปี
เบรกเกอร์ที่สกัดความร้อนแรงของทองคำ
แต่แล้วสถานการณ์ก็พลิกกลับตาลปัตร ราคาทองคำที่ดูเหมือนจะได้แรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven demand) ในช่วงกลางสัปดาห์ (วันที่ 25 และ 26 มิถุนายน) กลับถูกเทขายอย่างหนักอีกครั้ง เมื่อมีรายงานยืนยันจากสื่ออย่าง Axios และ CNN ในช่วงวันเสาร์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการระงับปฏิบัติการทางทหาร และพร้อมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาที่กรุงโดฮา
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เผยว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะ “ยุติความเคลื่อนไหวทางการทหารทั้งหมด” เพื่อเปิดทางให้เรือสินค้าสามารถสัญจรผ่านพื้นที่ขัดแย้งได้อย่างอิสระ ขณะที่การหารือเชิงลึกด้านเทคนิคจะเริ่มต้นขึ้นที่เมืองหลวงของกาตาร์ในวันอังคาร การประกาศลดอุณหภูมิความขัดแย้งนี้เองที่กลายเป็นตัวปลดล็อกแรงกดดัน ทุบให้ราคาทองคำสปอตร่วงลงสู่ระดับ 4,055 ดอลลาร์ในวันอาทิตย์ และมีแนวโน้มที่จะไหลลงไปทดสอบแนวรับจิตวิทยาที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์
แพทเทิร์นนี้กลายเป็นภาพฉายซ้ำที่เห็นได้ตลอดช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา นั่นคือ เมื่อมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้น ราคาทองจะถูกดันตัวขึ้นเพียงชั่วคราว ก่อนจะร่วงกลับลงมาทุกครั้งที่มีความคืบหน้าทางการทูต
อัตราเงินเฟ้อ และเงาของ “ดอกเบี้ยเฟด” แรงกดดันที่แท้จริง
นอกเหนือจากเรื่องการเมืองระหว่างประเทศแล้ว สิ่งที่เป็นดั่งกำแพงเหล็กขวางกั้นการฟื้นตัวของราคาทองคำ คือ “ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ” เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน สำนักการวิเคราะห์เศรษฐกิจของสหรัฐฯ (BEA) รายงานว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนพฤษภาคม ปรับตัวสูงขึ้น 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน ดันให้อัตราเงินเฟ้อรายปีพุ่งไปถึง 4.1% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2023
ขณะที่ดัชนี Core PCE (ไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน) ก็ขยับขึ้น 0.3% ต่อเดือน และ 3.4% ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของ Dow Jones พอดิบพอดี ยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นในตลาดว่า เฟดน่าจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรืออาจถึงขั้นปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ โดยเครื่องมือ CME FedWatch ระบุถึงความน่าจะเป็นสูงถึง 89% ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม
หากย้อนไปดูการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน แม้ที่ประชุมจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5%–3.75% แต่การคาดการณ์ (Dot Plot) ของคณะกรรมการหลายท่านกลับส่งสัญญาณถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ย ข้อมูลจาก CME FedWatch หลังการประชุมรอบนั้น ชี้ให้เห็นโอกาสราว 36% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 25 เบสิสพอยต์ (0.25%) ก่อนสิ้นปี และมีโอกาสเกือบ 34% ที่จะขึ้นถึง 50 เบสิสพอยต์ (0.50%) ยิ่งไปกว่านั้น Bank of America ยังได้ประเมินล่วงหน้าว่า อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ถึง 3 ครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายพุ่งไปแตะระดับ 4.25%–4.5% ผลกระทบจากความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ย ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ทรงตัวอยู่ที่ราวๆ 4.37% – 4.38% ณ วันที่ 26 มิถุนายน ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับของปีที่แล้ว ปัจจัยนี้กลายเป็นหอกข้างแคร่ที่คอยทิ่มแทงสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างทองคำและโลหะมีค่าอื่นๆ (เช่น เงิน) ให้ร่วงหล่นลงมาตามๆ กัน
แรงซื้อจากธนาคารกลาง… ปราการที่อาจยังไม่แข็งแกร่งพอ
ท่ามกลางกระแสลมแรงที่พัดกระหน่ำ ยังคงมีแสงสว่างรำไรจากฝั่งธนาคารกลาง โดยธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเข้าคลังอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กวาดเพิ่มไปอีก 320,000 ทรอยออนซ์ ในเดือนพฤษภาคม ทำให้จีนสร้างสถิติสะสมทองคำต่อเนื่องยาวนานถึง 19 เดือนติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติการไล่ซื้อที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 เป็นอย่างน้อย (อ้างอิงจาก Bloomberg)
นอกจากจีนแล้ว รายงานจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) ยังระบุว่า ประเทศอย่างโปแลนด์และสาธารณรัฐเช็กก็มีการเพิ่มปริมาณทุนสำรองทองคำในเดือนเมษายนด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น บรรดานักวิเคราะห์ก็ยังมองว่า ความต้องการจากธนาคารกลางเหล่านี้ “ยังไม่เพียงพอ” ที่จะต้านทานแรงลมต้านจากผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงลิ่วและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งได้
สัปดาห์ที่ผ่านมา สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Comex) ปิดตลาดร่วงลงถึง 3.44% ไปอยู่ที่ระดับ 4,078.70 ดอลลาร์ (ข้อมูลจาก The Wall Street Journal)
บทสรุป : ครึ่งปีหลังของทองคำอยู่ที่เฟดมากกว่าสนามรบ
แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยังเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดการเงินโลกได้ตลอดเวลา แต่ภาพรวมในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า ทิศทางราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อาจถูกกำหนดโดยปัจจัยทางเศรษฐกิจมากกว่าปัจจัยด้านความมั่นคง โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของเฟด
หากเงินเฟ้อยังคงทรงตัวในระดับสูงและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง เฟดอาจไม่มีเหตุผลมากพอที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินในเร็ววัน ซึ่งจะยังคงเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำต่อไป อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเพียงเหตุการณ์ที่ทำให้การเจรจาสันติภาพสะดุดหรือความขัดแย้งกลับมาปะทุอีกครั้ง ก็อาจดึงแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยกลับเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามในช่วงต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงราคาทองคำที่เคลื่อนไหวในแต่ละวัน แต่คือ สัญญาณจากเฟด ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างมหาอำนาจ เพราะทั้งสามปัจจัยนี้กำลังเป็นตัวกำหนดว่า ราคาทองคำจะสามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ หรือจะเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งหลังของปีนี้
ตาราง : สรุป 4 ปัจจัยชี้ชะตาราคาทองคำครึ่งปีหลัง
| ปัจจัยหลัก | สถานการณ์ปัจจุบัน | ผลกระทบต่อราคาทอง |
| 1. ภูมิรัฐศาสตร์ (สหรัฐฯ-อิหร่าน) | บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว เตรียมเจรจาที่โดฮา | ⬇️ กดดันราคา (ลดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย) |
| 2. เงินเฟ้อสหรัฐฯ (PCE) | พุ่งแตะ 4.1% สูงสุดนับตั้งแต่ เม.ย. 66 | ⬇️ กดดันราคา (เพิ่มโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย) |
| 3. นโยบายดอกเบี้ย (Fed) | คาดการณ์อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยช่วงปลายปี | ⬇️ กดดันราคา (ผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น) |
| 4. แรงซื้อจากธนาคารกลาง | จีนซื้อทองเข้าคลังต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 | ⬆️ พยุงราคา (แต่ยังไม่พอต้านกระแสหลัก) |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนม
อ้างอิงจาก
- https://apnews.com/article/iran-us-israel-war-hormuz-strait-june-28-2026-1132d316545db2cddb3928b6e7840f51
- https://tradingeconomics.com/commodity/gold
- https://www.globalbankingandfinance.com/oil-climbs-following-renewed-us-iran-strikes-middle-east/
- https://www.foxbusiness.com/economy/federal-reserve-interest-rate-decision-june-17-2026
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-07/china-s-pboc-adds-gold-again-as-bullion-remains-under-pressure?embedded-checkout=true
- https://www.wsj.com/finance/commodities-futures/gold-declines-prices-could-have-further-to-fall-d07b83da
- https://www.aljazeera.com/news/2026/6/27/iran-and-us-trade-blame-for-attacks-threatening-fragile-ceasefire
- https://timesofindia.indiatimes.com/world/us/us-iran-agree-to-halt-attacks-after-counter-strikes-qatar-to-host-hormuz-talks-on-tuesday/articleshow/132058740.cms
- https://www.cnbc.com/2026/06/22/gold-rebounds-from-one-week-low-as-iran-cites-progress-in-peace-talks.html
- https://tradingeconomics.com/united-states/government-bond-yield










